บทที่ 13 เปิดตัวแฟนใหม่
ตอนที่ 13
เปิดตัวแฟนใหม่
เช้าวันเกิดของพันดารา พงศธรออกจากบ้านตามเวลาปกติ ก่อนปิดประตูรถ เขาหันกลับมายิ้มให้พราวตะวันเหมือนทุกวัน
“เย็นนี้ผมอาจกลับช้านิดหน่อยนะ ช่วงนี้ใกล้ประเมินผลงาน งานค่อนข้างเยอะ”
“ค่ะขับรถดี ๆ นะคะ”
ช่วงสายพราวตะวันเดินทางมาถึงวัดประจำของครอบครัว เสียงพระสวดดังอยู่ภายในศาลา พ่อของเธอนั่งอยู่ด้านหน้า ข้างกันคือภรรยาคนปัจจุบัน ส่วนพันดารากำลังยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปบรรยากาศภายในวัด ก่อนจะเดินกลับเข้ามานั่งร่วมพิธี
“วันนี้แฟนของดาราไม่ได้มาทำบุญด้วยเหรอ”
คำถามนั้น บางเบาราวกับบทสนทนาทั่วไป แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเงียบลงอย่างประหลาด พันดาราชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
“เขาติดงานค่ะ วันนี้เป็นวันธรรมดา”
“อ๋อ พี่นึกว่าเขาจะอยากมาทำบุญวันเกิดกับดาเสียอีก”
“ตอนนี้ไม่มาแต่เขาสัญญาว่างานปาร์ตี้คืนนี้เขาจะมาแน่ แต่พี่พราวก็ไม่ชอบปาร์ตี้อีก”
“นั่นสิอย่างนี้คงไม่มีได้เจอกันง่ายๆ”
บทสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น หากแต่พราวตะวันกลับสัมผัสได้ว่า สายตาของคนรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปคุณพ่อหลุบสายตาลงมองแก้วกาแฟในมือไม่พูดอะไร แม้แต่แม่เลี้ยงของเธอที่มักจะชอบอวดเวลาพันดารามีแฟนใหม่ วันนี้เธอกลับเงียบกว่าปกติ ไม่มีใครสบตาเธอ ความเงียบนั้น กินเวลาเพียงไม่กี่อึดใจแต่กลับยาวนานพอ ให้พราวตะวันรับรู้ว่า คำถามธรรมดาเมื่อครู่ อาจไม่ได้ธรรมดาสำหรับทุกคน
ขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของเมือง พงศธรกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แฟ้มเอกสารเปิดค้างอยู่ตรงหน้า โทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะ สั่นขึ้นเบา ๆ เขาพลิกมันขึ้นมาดู ข้อความจากพันดาราปรากฏบนหน้าจอ
“วันนี้พี่พราวถามต่อหน้าคุณพ่อคุณแม่ว่า ทำไมแฟนดาไม่มาทำบุญ” อีกข้อความเด้งตามมาติด ๆ
“ดาไม่รู้ว่าพี่พราวกำลังสงสัยอะไรหรือเปล่า” เว้นเพียงไม่กี่วินาที ข้อความที่สามก็ตามมา
“หรือพี่จะปล่อยให้ดารับมืออยู่คนเดียว”
พงศธรทอดสายตามองหน้าจออยู่นาน หัวใจหนักอึ้ง เขารู้จักพันดาราไม่ไม่นานก็จริง แต่ก็มากพอให้รู้ว่าคำพูดเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงการตัดพ้อ แต่เป็นแรงกดดัน ที่กำลังค่อย ๆ บีบให้เขาต้องเลือก
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นปฏิทินประชุมในคอมพิวเตอร์ การประชุมช่วงเย็น เป็นเพียงการติดตามงานภายในทีม ไม่ใช่การประชุมที่มีผู้บริหารเข้าร่วม ถ้าอยู่ทำงานจนเลิกเวลาปกติ แล้วค่อยออกไปทีหลัง กลับบ้านดึกกว่าปกติ เขาก็สามารถอ้างได้ว่าติดประชุมหรือมีงานยืดเยื้อ เหตุผลนั้นฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด
พงศธรหลับตาลงราวกับกำลังโน้มน้าวตัวเองว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งปลายนิ้วพิมพ์ข้อความสั้น ๆ บางอย่างออกไป
หลังเสร็จสิ้นการทำบุญพราวตะวันแยกย้ายกับทุกคนที่ลานจอดรถของวัด เธอยกมือไหว้ลาทุกคนตามปกติก่อนขับรถกลับบ้านเพียงลำพัง ตลอดทาง สมองของเธอว่างเปล่ากว่าที่คิด เธอไม่ได้ครุ่นคิดถึงคำตอบของพันดารา ไม่ได้ย้อนนึกถึงสีหน้าของคนในครอบครัว และไม่ได้พยายามต่อจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ เพราะเธอรู้ดีว่า เรื่องบางเรื่อง ยิ่งพยายามคิดก็ยิ่งไม่ได้คำตอบ
เมื่อกลับมาถึงบ้านโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อร้านอาหารที่พันดาราใช้จัดงานเลี้ยงวันเกิดในช่วงเย็น
“สวัสดีค่ะ พราวตะวันพูดค่ะ” ปลายสายเป็นเสียงของพนักงานฝ่ายจัดเลี้ยง น้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความกังวล
“คุณพราวตะวันนะคะ ต้องขออภัยที่รบกวนค่ะ ดิฉันโทรมาเรื่องห้องรับรอง VIP ที่คุณลูกค้าจองไว้สำหรับงานวันเกิดคุณพันดาราค่ะ ตอนนี้ยอดค่าใช้จ่ายเริ่มเกินวงเงินที่ระบุไว้แล้วค่ะ”
“ขอโทษนะคะ รบกวนช่วยอธิบายรายละเอียดให้ดิฉันหน่อย ดิฉันจำได้ว่าตอนจองห้อง ได้เลือกแพ็กเกจฉลองวันเกิดพร้อมอาหารและเครื่องดื่มไว้ในงบประมาณสองหมื่นบาท แล้วทำไมถึงเกินคะ” พราวตะวันขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนเดินกลับมานั่งที่โซฟา
“จำนวนแขกที่มาร่วมงานจริง มากกว่าจำนวนที่แจ้งไว้ค่ะ แล้วก็มีการสั่งอาหารกับเครื่องดื่มเพิ่มเติมหลายรายการ”
“ในเมื่อเป็นรายการที่สั่งเพิ่มนอกเหนือจากแพ็กเก็จ อย่างนั้นก็เรียกเก็บจากคนสั่งได้ไม่ใช่หรือคะ” พราวตะวันรับฟังเงียบ ๆ ก่อนถามต่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน
“คือดิฉันได้สอบถามแล้วค่ะ แต่ทุกท่านแจ้งตรงกันว่า เจ้าของงานน่าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เลยยังไม่มีใครแสดงความประสงค์จะชำระยอดส่วนต่างค่ะ”
“ตอนนี้ยอดเกินมาเท่าไรคะ” พราวตะวันหลับตาลงช้า ๆ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม
“รวมทั้งหมด ณ ตอนนี้ยอดเกินมา หนึ่งหมื่นสามพันแปดร้อยสี่สิบบาทค่ะ”
พราวตะวันนิ่งไป ตัวเลขนั้นมากกว่าที่เธอคาดไว้เกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณเดิม ทั้งที่งานเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน เธอเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง หากปล่อยให้ดำเนินต่อไป ยอดค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นอีก
“เข้าใจแล้วค่ะ รบกวนอย่าเพิ่งปิดบิลนะคะ ดิฉันจะเข้าไปจัดการด้วยตัวเอง” เธอตอบอย่างสุภาพ
เมื่อวางสาย พราวตะวันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอีกครู่หนึ่ง เธอไม่ได้โกรธที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม หากแต่รู้สึกเสียดาย เพราะเธอเคยกำชับพันดาราไว้แล้ว ว่าเงินสองหมื่นบาทเพียงพอสำหรับการจัดงานวันเกิดอย่างเหมาะสมเธอลุกขึ้นหยิบกุญแจรถ คว้ากระเป๋าถือ ก่อนเดินออกจากบ้าน
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดของร้านอาหาร พราวตะวันลดความเร็วลงตามปกติ สายตากวาดมองหาช่องจอดว่าง ก่อนจะสะดุดเข้ากับรถยนต์สีดำคันหนึ่ง รถคันนั้นคุ้นตาเสียจนหัวใจของเธอรู้สึกเจ็บ
พราวตะวันเดินตรงไปยังรถคันนั้นอย่างช้า ๆ ยิ่งเข้าใกล้ ภาพยิ่งชัด เธอหยุดอยู่หน้าแผ่นป้ายทะเบียน สายตามองตัวอักษรและตัวเลขทีละตัว มันคือรถของพงศธร ลมหายใจของเธอสะดุดไปเพียงครู่
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนผู้ชายคนนี้เพิ่งโทรมาบอกเธอว่าเขากำลังติดประชุมและคงกลับบ้านดึก พราวตะวันยืนนิ่งอยู่ข้างรถ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกเสียงเรียกดังต่อเนื่อง ไม่มีผู้รับสายเธอกดวางแล้วพิมพ์ข้อความสั้น ๆ
“อยู่ไหนคะ” ข้อความถูกส่งออกไป ไม่นานนักหน้าจอก็ปรากฏสถานะ อ่านแล้ว พราวตะวันเฝ้ามองหน้าจออย่างเงียบ ๆ ไม่ถึงครึ่งนาที ข้อความตอบกลับก็ปรากฏขึ้น
“ประชุมอยู่ครับ” เธออ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้งก่อนเม้มริมฝีปากบาง ๆ
ไม่มีน้ำตา ไม่มีคำถาม ไม่มีแม้แต่ความโกรธ เพราะในวินาทีนั้น เธอไม่ได้กำลังค้นหาความจริงอีกแล้ว เธอเพียงกำลังยืนยัน ว่าผู้ชายคนนี้ เลือกจะโกหกเธอ จนถึงวินาทีสุดท้าย
พราวตะวันเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า ก่อนเดินเข้าไปภายในร้าน ก้าวเดินของเธอมั่นคง ตรงไปยังเคาน์เตอร์ฝ่ายต้อนรับ
“สวัสดีค่ะ คุณพราว นี่ค่ะรายการค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”
พราวตะวันรับแฟ้มเอกสารมาเปิดดู สายตาไล่อ่านอย่างละเอียดทีละบรรทัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเพิ่มหลายรายการ ของหวาน ทุกอย่างถูกสั่งเกินจากแพ็กเกจที่ตกลงไว้
“ยอดเกินจริงด้วยค่ะ แต่ดิฉันคงไม่สามารถรับผิดชอบส่วนนี้ได้ ตอนจอง ดิฉันแจ้งชัดเจนแล้ว ให้จัดงานภายในงบและดิฉันชำระค่าแพ็กเกจเรียบร้อย” พราวตะวันค่อย ๆ ปิดแฟ้ม เงยหน้าขึ้น ยิ้มให้พนักงานอย่างสุภาพ พราวตะวันพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“รายการที่สั่งเพิ่มเติม ใครสั่งคนนั้นควรเป็นคนรับผิดชอบ อย่างน้อยก็เจ้าของงานวันเกิด” พราวตะวันส่งยิ้มบาง ๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปยังโถงทางเดิน
ห้องรับรอง VIP อยู่สุดระเบียง แสงไฟสีทองลอดออกมาจากช่องกระจกบนบานประตู เสียงหัวเราะดังแว่วออกมาเป็นระยะ พราวตะวันหยุดยืนอยู่หน้าห้อง สายตา มองผ่านกระจกบานเล็ก เข้าไปด้านใน
ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกความหวัง สิ้นสุดลงในวินาทีนั้น พงศธรนั่งอยู่เคียงข้างพันดารา แขนข้างหนึ่งโอบเอวหญิงสาวไว้หลวม ๆ ทั้งสองโน้มใบหน้าเข้าหากัน แก้มแนบแก้ม ยิ้มให้กล้อง ราวกับเป็นคู่รักที่กำลังฉลองวันสำคัญ ไม่มีความอึดอัด ไม่มีความระแวง ไม่มีแม้แต่ท่าทีของคนที่กำลังทำผิด
พราวตะวันยืนนิ่ง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งกดโทรออก ภายในห้อง พงศธรล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง มองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ พราวตะวัน เขานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนใช้นิ้วแตะหน้าจอสายถูกตัด เสียงสัญญาณในโทรศัพท์ของพราวตะวันเงียบลง เธอลดมือลงช้า ๆ ไม่ได้โทรซ้ำ ไม่ได้ส่งข้อความ ไม่ได้เคาะประตู ไม่ได้ผลีผลามเดินเข้าไป เพราะในที่สุดเธอได้คำตอบครบทุกข้อแล้ว
ผู้ชายที่เธอเคยเชื่อว่าจะไม่มีวันหักหลัง กำลังโอบกอดน้องสาวของเธอ อย่างเปิดเผย และเลือกตัดสายของภรรยา ต่อหน้าผู้หญิงอีกคน
ในวินาทีนั้นพราวตะวันไม่ได้รู้สึกว่าหัวใจแตกสลายหากกลับรู้สึกว่า หัวใจของเธอ สงบนิ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเมื่อความจริงปรากฏชัดแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ ไม่ใช่การตามหาคำตอบ แต่เป็นการตัดสินใจ
พราวตะวันหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องรับรอง VIPภายในยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงแก้วกระทบกันเสียงเพลงวันเกิดดังคลอเบา ๆ เธอทอดสายตามองผ่านช่องกระจกบานเล็กที่ฝังอยู่บนประตูไม้ ช่องกระจกนั้น เล็กเพียงนิดเดียว แต่กลับมากพอ ให้เธอมองเห็นความจริงทั้งหมด ส่วนประตูไม้บานหนา กลับเป็นสิ่งเดียว ที่ยังขวางกั้นเธอไว้จากความจริงนั้น
พราวตะวันยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดไม่ใช่เพราะเธอมีความสุข แต่เพราะในที่สุด เธอก็หยุดตั้งคำถามกับตัวเองเสียที
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เธอเคยคิดว่าตัวเองดูแลสามีน้อยเกินไปหรือไม่ เธอละเลยชีวิตคู่ตรงไหน หรือเธอทำผิดพลาดอะไร จนทำให้ผู้ชายที่เคยรักกัน เปลี่ยนไป แต่วันนี้ คำถามทั้งหมดได้รับคำตอบแล้ว ปัญหาไม่ได้เกิดจากเธอ และเธอไม่จำเป็นต้องลงโทษตัวเองอีกต่อไป
ปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ แตะลงบนลูกบิดประตู ก่อนผลักมันเข้าไปอย่างแผ่วเบา เสียงเพลงยังคงดังอยู่ แต่เมื่อประตูเปิดออก ทุกสายตาในห้องก็หันมามองเธอพร้อมกันเสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง พงศธรเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายดวงตาเบิกกว้าง ส่วนพันดารานั่งนิ่ง ใบหน้าซีดลงในเสี้ยววินาที
พราวตะวันกลับยังคงยิ้มราวกับเพิ่งเดินมาร่วมอวยพรวันเกิดตามปกติ เธอหันไปมองพงศธร ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่พงคะ ถ้าประชุมสำคัญเสร็จแล้ว รีบกลับบ้านนะคะ”
จากนั้นเธอจึงหันไปมองพันดารารอยยิ้มยังคงเหมือนเดิม
“ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินจากแพ็กเกจ พี่คงไม่ต้องรับผิดชอบแล้วนะ โชคดีที่วันนี้แฟนของดามาด้วย เขาคงช่วยดูแลน้องได้”
ไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องแขกหลายคนเริ่มมองหน้ากัน บางคนเหลือบสายตาไปมองพงศธร บางคนหันมองพันดารา แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยแม้แต่คำเดียว
พราวตะวันยิ้มให้ทุกคนหมุนตัว แล้วเดินออกจากห้อง โดยไม่หันกลับไปมองใครอีก ไม่มีเสียงฝีเท้ารีบเร่ง ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยด ความเจ็บปวด ยังอยู่ครบ มันไม่ได้จางหายเพียงเพราะได้เห็นความจริง แต่สิ่งที่หายไปคือความลังเล และความสงสัย หากเมื่อครู่เธอเดินผ่านประตูบานนั้นเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง ตอนนี้เธอกำลังเดินออกมา พร้อมกับความจริงนั้น โดยไม่เหลือความจำเป็น ที่จะหันกลับไปมองมันอีก
