บทที่ 2 มีพิรุธ
ตอนที่ 2 มีพิรุธ
พราวตะวันลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเธอเหลือบมองสามีที่ยังไม่ตื่น ค่อยขยับลุกจากเตียง เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สามีตื่น เธอเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาว สูทสีกรมท่าและเนกไทลายเข้าชุดกัน นำมาแขวนเรียงไว้หน้าตู้เตรียมพร้อมให้สามีหยิบฉวยนำไปสวมใส่ได้อย่างสะดวก
จากนั้นเธอจึงเดินเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว แล้วรีบลงไปยังห้องครัว เพื่อทำหน้าที่แม่บ้านที่ดี ไม่นานกลิ่นหอมของข้าวต้มปลากะพง ของโปรดสามีก็ลอยอบอวลไปทั่วบ้าน
ใบหน้าสวยเอียงขยับเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงปั๊มน้ำหลังบ้านทำงาน นั่นแสดงว่าสามีของเธอคงตื่นแล้ว และกำลังอาบน้ำอยู่ ไม่นานนักเสียงเปิดปิดประตูดัง พร้อมเสียงฝีเท้าย่ำลงมาจากชั้นสอง พราวตะวันรีบหันไปยิ้ม
“ลงมาแล้วหรือคะ พราวเตรียมมื้อเช้าเสร็จพอดีเลย”
คำทักทายและรอยยิ้มสดใส เหมือนไม่มีผลอะไรกับสามีมากนัก พงศธรเพียงพยักหน้ารับ เดินต่อไปหยิบกุญแจรถจากโต๊ะ ตรงไปยังประตูบ้านทันที
“พี่พง ไม่ทานมื้อเช้าหรือคะ พราวทำข้าวต้มปลาที่พี่ชอบไว้ให้ ทานสักชามก่อนแล้วค่อยไปก็น่าจะทันนะคะ”
“ไม่ทันแล้ว พี่นัดคุยงานเอาไว้ ไปก่อนนะ เดี๋ยวสาย” มือดึงประตูฝั่งคนขับอย่างเร่งรีบ
“นัดคุยงาน เช้าขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ก็ใช่นะสิ พราวตื่นตั้งแต่เช้า แล้วทำไมถึงไม่ปลุกพี่” พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย พราวตะวันนิ่งไปครู่หนึ่ง ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมงสิบห้านาทีเท่านั้น มันเป็นเวลาเดิมที่สามีเคยออกจากบ้านทุกวันมาตลอด 3 ปี แล้วทำไมวันนี้เวลาเดิมมันจึงกลายเป็นคำว่า ‘สายมากแล้ว’ ที่สำคัญ พงศธรไม่เคยขอให้เธอปลุก ปกติเขาจะตื่นเองตลอด
พราวตะวันยังจำได้ดีว่า ครั้งหนึ่งหลังแต่งงานกันใหม่ๆ เขาเองไม่ใช่หรือไง ที่เป็นคนพูดประโยคหวานเอาไว้
“พี่โตแล้วนะพราว ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการ ถ้าผู้จัดการฝ่ายยังต้องให้เมียมาปลุกทุกเช้า แล้วพี่จะไปดูแลลูกน้องทั้งแผนกได้ยังไง”
ตั้งแต่นั้นมา เธอจึงไม่เคยปลุกเขาอีกเลย และที่ผ่านมาพงศธร ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ได้อย่างดีเยี่ยมมาตลอด
“พราวไม่ทราบนี่คะว่า เช้านี้พี่มีนัดคุยงาน เมื่อคืนพี่ก็ไม่ได้กำชับอะไร”
“ช่างเถอะ พี่ไปก่อนนะ” ถอนหายใจเหมือนมีเรื่องไม่สบอารมณ์ เคลื่อนรถแล่นออกจากรั้วบ้านอย่างรวดเร็ว
พราวตะวันยืนมองไฟท้ายสีแดงรถของสามี จนมันเลี้ยวหายไปจากสายตา ความรู้สึกหน่วงในใจเกิดขึ้นมาอย่างประหลาด
อาจเพราะความรู้สึกผิด ที่เช้านี้เธอทำให้เขาอารมณ์ไม่ดี จนอดได้กินข้าวต้มของโปรด หรืออาจเพราะเธอได้ยินว่าพงศธรอาจไปทำงานสาย และนั่นอาจส่งผลไกลไปถึงงานที่เขารับผิดชอบอยู่
หญิงสาวเดินกลับเข้ามาภายในบ้าน ยืนมองโต๊ะอาหารอันเงียบเหงา ด้วยแววตาหม่นลงเล็กน้อย เดินไปนั่งลงยังตำแหน่งเก้าอี้ตัวเดิม นับตั้งแต่เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ ออกแบบตกแต่งมันด้วยตัวเอง เพื่อหวังให้มันเป็นเรือนหอ บ้านที่จะเป็นรากฐานของครอบครัว
พราวตะวันหยิบขนมปังปิ้งชิ้นหนึ่ง ขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ เคี้ยวมันอย่างช้าๆ พยายามสัมผัสรสชาติของขนมปังปิ้งที่เธอเคยชอบ หากทว่าเธอกลับรู้สึกถึงความฝืดเฝื่อนอันจืดชืด สายตาเหลือบลงไปมองชามข้าวต้มที่ตอนนี้มันคงไม่ได้ร้อนแล้ว เพราะควันฉุยจางไปจนหมด ช้อนสั้นตักข้ามต้มในชามยกขึ้นมาชิม
“หรือว่าเดี๋ยวนี้ฝีมือทำกับข้าวของฉันตก จนพี่กินไม่อร่อย” พราวตะวันเหลือบมองข้าวต้มในชาม ตักข้าวต้มขึ้นมาชิม แต่สำหรับเธอแล้ว รสชาติมันยังคงกลมกล่อมที่ปลายลิ้น แตกต่างจากความรู้สึกในใจ ที่มันไม่ได้รู้สึกยินดีกับรสชาติอร่อย
“มันก็รสชาติเดิมนี่นา แล้วทำไม...”
พราวตะวันวางช้อนลงไปในชาม พลางขบคิดพยายามมองหาต้นสายปลายเหตุ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ระหว่างเธอกับพงศธรในช่วงหลังมานี้ เธอเอาใจเขาน้อยลง หรือเธอเผลอทำอะไรให้เขาไม่สบายใจ ขัดเคืองด้วยเรื่องอะไรแน่ หรือเป็นฝั่งพ่อแม่สามี เธอเองก็ดูแลอุ้มชูเลี้ยงดูไม่เคยขาด ของกิน ของฝาก หากมีเวลาว่างไม่เคยเลยที่เธอจะพลาดซื้อของดี ของอร่อยส่งพัสดุไปส่งให้ถึงบ้านต่างจังหวัด พ่อแม่สามีขัดสนโทรมาปรึกษา ไม่มีสักครั้งที่พราวตะวันจะเพิกเฉย และไม่เคยนำเรื่องนี้ไปรบกวนจิตใจสามีด้วยซ้ำ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ”
หญิงสาวก้มมองชามข้าวต้ม จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองบ้านกว้าง โล่งสะอาด ที่เคยอบอุ่น ทั้งที่ทุกอย่างมันยังเหมือนใหม่ เหมือนวันแรกที่เขาและเธอย้ายเข้ามา แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนกันล่ะ ความรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้างนี้มันเกิดจากอะไรกัน
ช่วงสายเสียงโทรศัพท์มือถือของพราวตะวันดังขึ้น คนที่กำลังแยกเสื้อผ้าของสามีใส่ลงไปในเครื่องอบ ยิ้ม ให้กับรูปพักหน้าจอ เจ้าของชื่อไพเราะ ‘พันดารา’ น้องสาวต่างมารดา แต่เกิดมาจากพ่อเดียวกัน
พราวตะวัน : ว่าไงจ๊ะ / พราวตะวันรับสายจากน้องสาวต่างแม่ อย่างไม่มีอิดออด
พันดารา : พี่พราวว่างหรือเปล่าคะ ออกมาทานข้าวกัน / เสียงสดใสของน้องสาว ช่วยทำให้เช้าหม่นหมองของเธอมีสีสันขึ้นมานิดหน่อย
พราวตะวัน : ชวนพี่กินข้าวอย่างนี้ ไหนลองบอกมาสิว่าอยากได้อะไร / เพราะรู้นิสัยขี้ประจบ ช่างออดอ้อนของพันดารา พราวตะวันจึงรีบชิงพูดดักทางเอาไว้ก่อน
พันดารา : แหม พี่พราวเนี่ย รู้ใจน้องตลอดเลยนะคะ
พราวตะวัน : แล้วตกลงว่าอยากได้อะไร พี่จะได้เตรียมแคะกระปุก นับเศษเหรียญไปซื้อให้ถูก
พันดารา : คิก คิก คิก น้องอยากได้ชุดสวยๆ สักชุด พี่พราวซื้อให้น้องหน่อยนะคะ
เสียงหวานออดอ้อนของน้องสาวทำให้เธอใจอ่อน อันที่จริง เธอเองก็ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองนั่งคิดฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวทั้งวัน ดังนั้นการออกไปเดินเล่น ได้เจอผู้คนบ้างอาจทำให้เธอสบายใจขึ้นก็ได้
พราวตะวันมาถึงร้านอาหารดังซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ตามเวลานัดหมาย หากแต่คนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้มีเพียงพันดารา เพราะที่นั่งยิ้มหน้าระรื่นอยู่เก้าอี้ข้างกันนั้นคือ ‘เหมือนดาว’ แม่เลี้ยงของเธอ แต่เป็นแม่แท้ๆ ของพันดารา
“สวัสดีค่ะ คุณดาว”
พราวตะวันยกมือไหว้พอเป็นพิธี ต่อให้ในใจจะไม่ค่อยชอบผู้หญิงคนนี้มากนัก เพราะอย่างไรเสีย เธอก็ขึ้นชื่อว่า ‘เคย’ เป็นเมียน้อยของพ่อ และหน้าด้าน หน้าทนเป็นอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งแม่ของเธอตรอมใจตาย นั่นแหละผู้หญิงคนนี้จึงได้ขึ้นมานั่งชูคอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อ ต่อจากแม่
“วันนี้คุณพ่อไม่อยู่บ้าน น้องกลัวคุณแม่อยู่บ้านคนเดียวจะเหงาเลยชวนออกมาด้วยกัน พี่พราวคงไม่ว่าอะไรนะคะ”
“พี่จะว่าอะไรละ สั่งอาหารเถอะ” พราวตะวันนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มองโต๊ะอาหารตรงหน้า เห็นว่ายังไม่มีใครสั่งอาหาร จึงหันไปขอเมนูจากพนักงาน แล้วอนุญาตให้สองแม่ลูกสั่งอาหารได้ตามสบาย
“ช่วงนี้ไม่ค่อยกลับบ้านเลยนะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” เหมือนดาว ยิ้มอ่อนโยน เอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ไม่มีนี่คะ พราวแค่ยุ่งนิดหน่อย”
“ยุ่งอย่างนั้นเหรอ อยู่บ้านเฉยๆ งานการก็ไม่ได้ทำ ยุ่งเรื่องอะไรนักหนา หรือว่าเรื่องสามี” เหมือนดาวเอ่ยขึ้นมา แม้พราวตะวันจะรู้สึกขัดหูไปบ้าง แต่รู้ว่าเอไม่อาจแสดงกิริสตอบโต้อะไรออกไป เพราะนั่นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหมือนดาวพูดในเชิงดูแคลน ถากถางพราวตะวัน
ส่วนหนึ่งเธอรู้ว่าน่าจะมาจากพินัยกรรมของแม่ที่ทิ้งไว้ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต และส่วนหนึ่งเพราะพราวตะวันประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งการเรียน การทำงาน ชีวิตแต่งงาน ต่างจากพันดารา ที่สร้างความภูมิใจให้พ่อแม่แค่เรื่องหน้าตาดี ขี้อ้อนส่วนอื่นนั้นยังไม่มีอะไรเห็นเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง
“แต่งงานมาตั้งสามปีแล้ว เมื่อไรจะมีลูกสักทีล่ะพราว” คำถามนั้น ทำเอาพราวตะวันชะงักลงในเสี้ยววินาที เพราะนี่อาจเป็นจุดบกพร่องเล็กๆ ในชีวิตเธอ หากแต่เธอยังคงรักษาสีหน้า และอาการสงบเยือกเย็นอยู่ได้
“เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เพียงคิดอยากมีก็มีได้หรอกค่ะ สมัยนี้การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ต้องมีความพร้อมจริงๆ อีกอย่างช่วงนี้พี่พงอยู่ในช่วงกำลังทำผลงาน เพื่อเลื่อนระดับขึ้นเป็นผู้อำนวยการ รอให้ผ่านช่วงยุ่งยากนี้ไปก่อนน่าจะดีกว่า”
“ก็จริงนะ ฉันเห็นด้วยช่วงนี้ อย่าเพิ่งรีบมีลูกเลย อะไรๆ มันไม่แน่นอน เผื่อวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้น ลูกจะได้ไม่กลายเป็นภาระ”
“อะไรที่พราวตัดสินใจทำลงไป พราวไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นภาระหรอกค่ะ ส่วนใหญ่ภาระมักมาจากเรื่องไม่คาดคิดมากกว่า”
