บทที่ 4 ความรู้สึกไม่ชอบมาพากล
ตอนที่ 4
ความรู้สึกไม่ชอบมาพากล
แม้สามีจะพูดเองกับปาก บอกให้เธอนอนก่อน แต่มีหรือพราวตะวันจะข่มตาให้หลับลงได้ หญิงสาวนั่งรอจนกระทั่งสามีเดินออกมาจากห้องน้ำ เดินไปทางนั้นทางนี้ หยิบจับเป่าผม ใส่เสื้อผ้าจนเรียบร้อยแล้วเดินกลับมานั่งลงบนเตียง
“ทำไมยังไม่นอนอีกละ”
“พราวเป็นห่วงพี่น่ะค่ะ ดูเหมือนช่วงนี้พี่พงงานหนักมาก แทบไม่มีเวลาพักผ่อนเลยนะคะ”
“ฮึ ทำยังไงได้ เป็นลูกน้องเขานี่ ต่อไปถ้าได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการ ไม่แน่นะทุกอย่างอาจจะดีขึ้นก็ได้”
“แต่ทำไมอยู่ๆ บริษัทถึงปรับผังโครงสร้าง ให้ทำผลงานเลื่อนตำแหน่งช่วงนี้เหรอคะ”
ในฐานะที่เคยทำงานตำแหน่งนี้มาก่อน พราวตะวันจำได้ว่าผังโครงสร้างขององค์กร แม้มีการเปิดโอกาสให้พนักงานทำผลงานเพื่อปรับเงินเดือน หรือเลื่อนตำแหน่ง จะต้องให้คนคนนั้นมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในตำแหน่งเดิมอย่างน้อย 5 ปี ขึ้นไปจึงจะเปิดโอกาสให้มีการเลื่อนขั้น แต่นี่พงศธรเพิ่งขึ้นไปนั่งเป็นผู้จัดการฝ่ายได้แค่ 3 ปีเท่านั้นเอง
“อ่อ เดี๋ยวนี้บริษัทเปิดให้ปรับทุกปีน่ะ”
“อ๋อ อย่างนั้นหรือคะ”
“จริงสิ วันหยุดนี้พี่ต้องไปประชุมกับผู้บริหารนะ อาจจะต้องไปค้างคืนสัก 2-3 วัน”
“วันหยุดนี้เหรอคะ” พราวตะวันดึงแผ่นหลังลุกขึ้นมานั่งตัวตรงทันที
“ใช่”
“แต่พี่เพิ่งไปเมื่อเดือนที่แล้ว”
“ก็เดือนนี้มันต้องอีกนี่ พี่เหนื่อยกับงานมามากแล้ว พราวอย่าให้พี่ต้องพูดอะไรเยอะได้หรือเปล่า” หัวคิ้วของพงศธรขยับย่นเข้าหากันทันที น้ำเสียงตวัดห้าวสูงขึ้น บ่งบอกว่าเขากำลังหงุดหงิด
“พี่พงจะไปวันไหนคะ พราวจะได้ช่วยจัดกระเป๋าให้” คำพูดนั้นเป็นเรื่องปกติ ตลอดสามปีของการแต่งงาน ไม่ว่าพงศธรจะเดินทางไปที่ไหน ในฐานะภรรยาเธอจะเป็นคนจัดกระเป๋าให้เขาเสมอ หากแต่ครั้งนี้ดูเหมือนหน้าที่ของเธอมันจะไม่จำเป็นสำหรับเขาแล้ว
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่จัดเอง”
“คะ” พราวตะวันถึงกับหันขวับไปทางสามีทันที
“งานนี้ไปประชุมสำคัญ แถมยังอาจต้องไปเจอลูกค้าด้วย ต้องเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะเสียมาถึงบริษัทน่ะ”
คำพูดของสามีเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ พุ่งเข้าทิ่มลงตรงกลางใจ ต้องเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมเพื่อเป็นหน้าตาของบริษัท หมายความว่าที่ผ่านมาเสื้อผ้าที่เธอจัดให้ ไม่เหมาะสมอย่างนั้นหรือ
สามีภรรยาต่างหันมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ ลมหายใจของคนทั้งสองค่อยๆ ผ่อนออกมาอย่างช้าๆ
“เหลือเวลาอีกตั้งหลายวันกว่าจะเดินทาง อาจมีกำหนดการเปลี่ยนแปลงก็ได้ มันยังไม่แน่นอนว่าจะต้องไปทำกิจกรรมอะไรบ้าง เดี๋ยวพี่จัดการเองดีกว่า พราวไปนอนเถอะ” พงศธรวางไดร์เป่าผมลงไปในลิ้นชัก ผลักมันให้ปิดแล้วเดินมาล้มตัวลงนอนยังเตียง ตำแหน่งประจำของตัวเอง แล้วปล่อยให้ตัวเองไหลลงสู่การหลับใหลด้วยช่วงเวลาอันรวดเร็ว
พราวตะวันยืนจัดโต๊ะอาหารเช้าอย่างเงียบๆ จนกระทั่งพงศธรเดินลงมาจากชั้นสอง วันนี้ดูเหมือนสามีของเธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ร่างสูงเดินมานั่งลงยังเก้าอี้ประจำ อมยิ้มให้กับข้าวต้มปลากะพงที่เธอทำใหม่ หลังจากเมื่อวานนี้ตัดสินใจเทหม้อนั้นทิ้งไปแล้ว เพราะอยากให้สามีได้กินของดี ของสดใหม่อยู่เสมอ
“ข้าวต้มปลาเหรอ ดีจังกำลังอยากกินพอดีเลย”
“ถ้าอย่างนั้น ทานเยอะๆ นะคะ” ประโยคนั้นเหมือนน้ำเย็นชโลมรดหัวใจอันแห้งแล้งของพราวตะวัน ที่ช่วงเวลาหลังๆ มานี้มีเรื่องให้ต้องคิดมากหลายอย่าง
“จริงสิ วันนี้มื้อเย็นพี่อยากกินต้มข่าไก่ ฝีมือพราว ทำให้พี่หน่อยสิ” หลังจากตักข้าวต้มใส่ปากไปได้ 2-3 คำ พงศธรเงยหน้าขึ้นมานึกไปถึงเมนูหลังเลิกงาน
“ได้ค่ะ พราวจะเตรียมทำเอาไว้ให้” ดวงตาของพราวตะวันเป็นประกายขึ้นทันที
อย่างน้อย เขาก็ยังอยากกินอาหารฝีมือของเธอ บางทีทุกอย่างที่มันฟุ้งซ่านอยู่ภายในหัว ภายในใจของเธอตอนนี้ อาจเป็นเพียงเธอเอง ที่คิดระแวงมากเกินไป
บ้านหลังใหญ่วันนี้ ภายในห้องทานอาหาร สามีกลับบ้านตรงเวลา ยิ่งกว่านั้นพงศธรยังมานั่งทานมื้อค่ำฝีมือเมียรักอย่างที่เคยผ่านมา บรรยากาศอบอวนไปด้วยความสุข จนพราวตะวันหลงลืมไปเลยว่าเมื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่พงศธรกลับบ้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
“ลองชิมดูนะคะว่ารสชาติถูกใจพี่พงหรือเปล่า” พราวตะวันตักต้มยำข่าไก่กลิ่นหอมใส่ถ้วย นำไปวางไว้ข้างจานข้าวของสามี
พงศธรรับถ้วยนั้นมารีบใช้ช้อนตักน้ำต้มรสชาติกลมกล่อม ซดกินอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาหวานมองภรรยาด้วยความชื่นชม พราวตะวันแม้ไม่ใช่คนสวยโดดเด่น แต่เธอเป็นคนที่มีความสามารถรอบตัว ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องในครัว ในบ้าน แทบไม่มีส่วนไหนในชีวิตของเธอที่บกพร่องหรือมีตำหนิเลย
“อือ อร่อยมาก”
คำชมสั้นๆ ทำให้ผู้หญิงที่เป็นภรรยายิ้มกว้างขึ้นในทันที หัวใจที่เต็มไปด้วยกังวลเหมือนได้รับการปลอบโยนอย่างน้อย พราวตะวันก็ได้คำตอบให้ตัวเองข้อหนึ่งนั่นคือ ฝีมือทำอาหารของเธอยังเหมือนเดิม
หากแต่ความสุขอยู่กับเธออีกเพียงไม่กี่นาที เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ของพงศธรดังขึ้น มือไวรีบคว้าโทรศัพท์นั้นพลิกขึ้นมาเปิดหน้าจอ มุมปากสองข้างดึงยกเป็นรอยยิ้มอันสดใส
“มีข่าวดีอะไรเหรอคะ” พราวตะวันเผลอยิ้มตามทันที
“อ่อ เรื่องงานน่ะ” นิ้วมือเลื่อนอ่านข้อความ จากนั้นเธอเห็นเขากดพิมพ์ข้อความบางอย่างตอบกลับไปทันที
“พี่อิ่มแล้ว พี่ขอตัวไปคุยงานก่อนนะ” ร่างสูงของสามีลุกขึ้นหันหลัง เดินออกไปทางสนามหญ้าหน้าบ้าน ทิ้งให้พราวตะวันนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียวอีกครั้ง
พราวตะวันก้มมองจานข้าวที่ยังเหลือเกือบครึ่งจานช้อนที่ตักข้าวค้างอยู่ ยังไม่ได้ถูกยกขึ้นใส่ปาก ส่วนต้มข่าไก่ที่เขาบอกว่าอร่อย แทบไม่พร่องไปจากเดิม
พราวตะวันก้มมองช้อนในมือของตัวเองค่อยๆ วางมันลง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว เดี๋ยวนี้เขามีความสุขกับการทำงาน มากกว่าการนั่งทานข้าวกับภรรยาอย่างเธออีกหรือ
เสียงประตูบานเลื่อนเปิดเข้ามา พร้อมกับพงศธรริมฝีปากยังคงยิ้มอยู่ ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องน่ายินดี เป็นรอยยิ้มที่พราวตะวันไม่เห็นมานานแล้ว ทันทีเมื่อสายตาของทั้งสองสบกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันหายไปอย่างรวดเร็ว
“งานมีปัญหาอะไรหรือคะ”
“อ๋อ เปล่า ไม่มีอะไร ผู้จัดการโทรมาถามเรื่องเดินทาง”
“คุณยังไม่ได้บอกพราวเลยว่าจะไปที่ไหน” พราวตะวันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ เพราะเธอรู้เพียงเขาจะไปต่างจังหวัดสุดสัปดาห์ตามคำบอกเล่า แต่รายละเอียดนอกเหนือจากนั้นเธอไม่รู้จริงๆ
“พี่ไม่บอกพราวเหรอ”
“ไม่ค่ะ พี่ไม่ได้บอก”
“อ่อ อือ ภูเก็ตน่ะ พี่ไปอาบน้ำก่อนนะ”
พราวตะวันมองตามแผ่นหลังของสามี แล้วก้มลงทำหน้าที่แม่บ้าน ด้วยการเก็บจาน ชาม อาหารทุกอย่างเข้าไปไว้ในครัวและทำความสะอาดตามหน้าที่ แต่ความคิดกลับไม่ได้อยู่กับสิ่งที่มือกำลังทำเลยสักนิด
“หยุดคิดมากสักทีเถอะพราว เธอกำลังไม่เชื่อใจสามีตัวเองนะ” ใบหน้าสวยสลัดไปมาช้า เหมือนต้องการให้ความคิดฟุ้งซ่านนั้นมันหลุดออกไปจากสมองเสียที
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พราวตะวันจึงเดินกลับขึ้นมาบนห้องนอน เห็นกระเป๋าเดินทางของสามี ถูกจัดวางไว้เหมือนพร้อมสำหรับการเดินทางเรียบร้อยแล้ว
บนเตียง พงศธรนอนตะแคงหันหลังให้เธอ เหมือนหลับสนิทแล้ว พราวตะวันหันไปมองนาฬิกา คิ้วสองค้างกดเข้าหากันทันที เพราะนี่มันเพิ่งจะ 3 ทุ่มเท่านั้น
“หรือว่า...พี่พงคงจะเหนื่อยจริงๆ”
พราวตะวันเม้มริมฝีปาก เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอนและผ้าขนหนูออกมา หากแต่เท้ากลับชะงักลง เมื่อสายตาเลื่อนไปยังโต๊ะหัวเตียงฝั่งของพงศธร บนนั้นมีเพียงความว่างเปล่า
“................”
เธอจำได้ว่าทุกคืน โทรศัพท์มือถือของเขา จะวางอยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน
พราวตะวันกวาดสายตามองอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็น มุมหนึ่งของโทรศัพท์เครื่องสีดำ โผล่พ้นออกมาจากใต้หมอนเพียงเล็กน้อย โดยมือของพงศธร กำลังกำมันเอาไว้แน่น
หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้พูดอะไร เพียงมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ หัวใจของเธอเวลานี้เหมือนมีอะไรบางอย่างมาถ่วงให้รู้สึกหนักขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
พราวตะวันไม่รู้ว่า สิ่งที่เธอกำลังกังวลอยู่เวลานี้นั้นมันคืออะไรกันแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น พงศธรยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า พลางมองเสื้อเชิ้ตสีขาวกับสูทสีกรมท่าที่พราวตะวันเตรียมแขวนไว้ให้เหมือนทุกวัน เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองภรรยา
“มีอะไรเหรอคะ หรือพราวเลือกชุดไม่เหมาะ พี่จะเปลี่ยนเป็นสูทกึ่งทางการหรือเปล่า”
“เปล่าๆ คือวันนี้เพิ่งเดินทางไปถึงวันแรก ตามกำหนดการยังไม่มีการประชุมจริงจัง ใส่เสื้อผ้าสบายๆ ก็พอ” พูดจบ เขาเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อโปโลสีฟ้าอ่อนตัวหนึ่งออกมาตามด้วยกางเกงยีนส์สีเข้ม
พราวตะวันมองเขาเงียบๆ เสื้อผ้าชุดนั้นให้ความรู้สึกเหมือนคนกำลังจะไปพักผ่อนริมทะเล มากกว่าผู้จัดการฝ่ายวัยสามสิบห้าปี ที่กำลังจะไปประชุมกับผู้บริหารระดับสูง เธออดนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อวานก่อนไม่ได้
“งานนี้ต้องเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม จะได้ไม่เสียชื่อมาถึงบริษัท”
นี่...คือความเหมาะสม ที่เขาหมายถึงอย่างนั้นหรือ
