บทที่ 5 ลางสังหรณ์ของภรรยา
ตอนที่ 5 ลางสังหรณ์ของภรรยา
“แล้วนี่เครื่องออกกี่โมงคะ เดี๋ยวพราวไปส่ง” พราวตะวันยังคงไม่ละทิ้งการทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ยิ่งเธอพยายามเท่าไหร่ ดูเหมือนสามีของเธอจะไม่ได้ต้องการมัน
“ไม่ต้องหรอก พี่เรียกแกร๊ปไว้แล้ว” คำตอบนั้นทำเอาพราวตะวันชะงัก
“เรียกแกร๊ปเหรอคะ” หันไปพยายามสบตาสามี หากแต่พงศธร กลับหันหน้าไปสนใจกระเป๋าเดินทาง จับมันไว้เหมือนกลัวว่าเธอจะเข้าไปช่วย
“เดี๋ยวคนขับก็มาถึงแล้วละ”
พราวตะวันเพียงมองสามีนิ่ง มีหลายสิ่งเหลือเกินตอนนี้ที่ก่อตัวขึ้นเวลานี้ภายในใจของเธอ
ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนใกล้หรือไกล พราวตะวันจะเป็นคนขับรถไปส่งเขาที่สนามบิน และเดินไปส่งจนถึงจุดตรวจผู้โดยสาร สอบถามเวลาเดินทางกลับ เพื่อนัดหมายไปรับจากสนามบิน สิ่งนี้คือความใส่ใจจนมันกลายเป็นธรรมเนียมเล็กๆ ของชีวิตคู่ ตั้งแต่ครั้งที่เขาและเธอยังไม่แต่งงานกันด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ เอาใส่ใจ ห่วงใยเหล่านั้นเหมือนมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว...
เพียงไม่กี่นาทีถัดมา หน้าบ้านได้ยินเสียงบีบแตรรถคันหนึ่ง พงศธรรีบลากกระเป๋าออกไป เพียงแค่หันมายิ้มให้เธออย่างลวกๆ ทั้งที่ ความจริง มันควรเป็นการกอด และหอมแก้ม จูบลาพร้อมคำอวยพร เพราะต้องห่างกันนานถึง 3 วัน
พราวตะวันยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านอย่างนั้น เหมือนร่างกายมันชา จากความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เธอเองก็หาสาเหตุไม่ได้ ผ่านไปนานหลายนาที กว่าร่างกายและหัวใจดวงนี้จะเริ่มตั้งสติ
ภรรยาสาวรวบรวมสติให้กลับคืนมา เดินกลับขึ้นไปยังห้องนอน สายตาหยุดอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า ลางสังหรณ์ของคนเป็นเมีย ดึงมือของเธอให้เปิดบานตู้ไม้ขนาดใหญ่ ดึงมันให้เปิดออก ภายในนั้น ตู้เสื้อผ้าแม้มีหลายชั้น แต่จัดสรรแบ่งส่วนชัดเจนระหว่างเสื้อผ้าของพงศธร และเสื้อผ้าของเธอเอง
ฝั่งซ้ายมือเสื้อเชิ้ตสีขาวสำหรับใส่ทำงานของสามีแขวนเรียงอย่างเป็นระเบียบ เสื้อสูททุกตัวยังอยู่ครบ เนกไททุกเส้นในลิ้นชักยังอยู่ที่เดิม
พราวตะวันยืนนิ่ง เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบรื้อค้นของสามี หากแต่เธอเป็นคนซักเสื้อทุกตัว รีดทุกชิ้น และแน่นอนว่าเป็นคนนำเสื้อผ้าเหล่านี้มาแขวนยังตำแหน่งเดิมทุกครั้งยิ่งกว่านั้น เสื้อผ้าของพงศธรส่วนใหญ่เป็นเธอที่ซื้อให้ด้วยตัวเอง แล้วมีหรือเธอจะจำไม่ได้ว่า วันนี้มีเสื้อผ้าชิ้นไหน หายออกไปจากตู้บ้าง
เห็นชัดว่าการเดินทางของสามีครั้งนี้ มีเพียงเสื้อโปโล ชุดลำลอง เสื้อยืด กางเกงยีนที่เขาชอบใส่เวลาไปเที่ยวหายออกไปจากตู้ ปลายนิ้วค่อยๆ แตะราวแขวนเสื้อ หัวใจเหมือนถูกบางอย่างกระแทกอย่างแรง
พราวตะวันไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกว่า ความเปลี่ยนแปลงผิดแปลกที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิตคู่ของเธอเวลานี้ จะมีเพียงเรื่องงานของสามีเท่านั้น
“พี่พง นี่มันอะไรกันคะ ไม่ให้พราวจัดกระเป๋า แล้วเสื้อผ้าที่พี่เอาไป มันหมายความว่ายังไงกันแน่”
เดินกลับมายังห้องทำงานของสามี เห็นแฟ้มเอกสารหลายเล่มยังวางเรียงอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม ไม่มีอะไรถูกหยิบใส่กระเป๋าเดินทางไปด้วย
“................” ในฐานะอดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาด พราวตะวันเม้มริมฝีปากเข้าหากัน พยายามตั้งสติอย่างใจเย็น หันไปมองภาพถ่ายแต่งงานที่ถูกแขวนเอาไว้บนผนังห้องเหนือเตียงนอน แล้วยิ้มให้กำลังใจตัวเอง
“สมัยนี้ไปทำงานไม่จำเป็นได้ต้องหอบเอกสารไปทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ไอแพด ล้วนแทนกระดาษได้ทั้งหมด ถ้ามีเอกสารด่วน ที่ฝ่ายเซอร์วิสของโรงแรมก็สามารถปรินต์เอกสารสำคัญๆ ให้ได้” พราวตะวัน ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พยายามใช้หลักเหตุผลให้เดินนำหน้าอารมณ์และลางสังหรณ์ในใจ
ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านเพียงลำพัง ช่วงบ่ายพราวตะวันตัดสินใจขับรถไปเยี่ยมพ่อบังเกิดเกล้า โดยซื้อของกิน ของฝากติดไม้ติดมือไปเช่นทุกคราว แต่สิ่งที่ต้อนรับเธอกลับมีเพียงความเงียบของบ้านหลังใหญ่
“คุณพ่ออยู่หรือเปล่าคะ” พราวตะวันลงจากรถ พอดีกับแม่บ้านเดินเข้ามาทักทาย รับของฝากที่เธอถือลงมาด้วย
“คุณผู้ชายไม่อยู่ค่ะ ไม่มีใครอยู่บ้านเลยตอนนี้”
“เขาออกไปข้างนอกกันเหรอคะ”
“เปล่าค่ะ ไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด เห็นว่าไปกัน 3 วันนะคะ จะกลับมาอีกทีน่าจะช่วงค่ำวันอาทิตย์ค่ะคุณพราว”
“อย่างนั้นเหรอ แล้วเขาไปกันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อเช้านี้เองค่ะ”
“แล้วเขาไปเที่ยวที่ไหนกันคะ”
“ภูเก็ตค่ะ”
ทุกอย่างเงียบลงในเสี้ยววินาทีนั้น พราวตะวันยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าแทบไม่เปลี่ยน เพียงแต่นิ้วมือที่กำลังถือกระเป๋าสะพายอยู่นั้น กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ภูเก็ต อือ ช่วงนี้เป็นไฮท์ซีซั่นพอดีนี่นะ ขอบคุณมากค่ะ อย่างนั้นของพวกนี้ ของสดคุณป้าเอาไปทานได้เลยนะคะ เดี๋ยวมันเสียแล้วเสียดาย ส่วนผลไม้เก็บใส่ตู้เย็นไว้ให้คุณพ่อน่าจะพดอยู่ถึงวันอาทิตย์”
ภรรยาทำหน้าที่แม่บ้าน นั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่น ไอแพดเครื่องประจำถูกเปิดขึ้นมาเพื่อค้นหาข้อมูลและอ่านข้อมูลการลงทุนระยะยาวอย่างที่ตัวเองสนใจ นั่นคือสิ่งที่พราวตะวันทำอยู่เสมอ
นานๆ ครั้งเธอจึงจะเหลือบไปมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวครั้งหนึ่ง เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง แต่นั่นอาจเป็นเพียงความคาดหวังที่มกเกินไป เพราะตลอดทั้งวัน พงศธรเงียบหายไป ไม่ได้อัปเดตว่าตอนนี้อยู่ไหน กำลังทำอะไร ไม่มีข้อความ ไม่มีสายโทรเข้า ไม่มีแม้แต่สติ๊กเกอร์สักตัวเพื่อบอกกล่าวว่าตัวเองสบายดี
“พี่เปลี่ยนไป หรือเป็นเพราะพราวเองที่คิดมากเกินไป” หญิงสาวเม้มริมฝีปาก พยายามปลอบตัวเองว่าสามีอาจมีเรื่องสำคัญ จนทำให้หลงลืมเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้
ในจังหวะนั้นเองเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นอินสตราแกรมดังขึ้น พันดาราโพสต์รูปลงในแอปพลิเคชั่นยอดฮิต ที่เธอมีผู้ติดตามมากถึงหลักหลายหมื่นคน พาวตะวันเลื่อนนิ้วกดดูรูปเหล่านั้น อย่างน้อยพันดาราก็คงกำลังมีความสุข
“ฮึ ขี้เห่อจังเลยนะ”
พราวตะวันมองภาพถ่ายของน้องสาวในชุดเดรสใหม่ ที่เธอเพิ่งซื้อให้พันดาราไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้เพิ่งลงรูปได้เพียงไม่กี่นาที หากแต่มีคนเข้ามากดหัวใจให้หลายรอยคนในเวลาอันรวดเร็ว
พราวตะวันปัดนิ้วไปทางขวาภาพชุดถัดมาเป็นภาพของพ่อและเหมือนดาวแม่เลี้ยง ที่นั่งรวมกันอยู่บนเก้าอี้สนามริมชายหาด ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มดูมีความสุขกับทริปการไปท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด
ด้วยนิสัยคนช่างสังเกต พลันสายตาของเธอมองลงไปยังโต๊ะด้านหน้าเห็นแก้วน้ำส้ม มะพร้าวน้ำหอม อีกทั้งมีขนมเบเกอร์รี่วางอยู่ 4 ที่ นั่นหมายความว่าทริปนี้อาจไม่ได้มีเพียงนายประสงค์ เหมือนดาวและพันดารา พลันความคิดวิ่งไปหยุดอยู่ที่คำบอกเล่าของน้องสาวเมื่อครั้งเจอกันล่าสุดว่าเวลานี้เธอมีแฟนใหม่แล้ว
“ฮึ ที่แท้ก็พาแฟนมาเปิดตัวกับพ่อแม่นี่เอง”
ก่อนจะสะดุดเข้ากับแว่นกันแดดที่วางอยู่ ติดกับกระเป๋าถือของพันดารา
แว่นตาแบรนด์นี้ ทรงนี้ แบบนี้ดูค่อนข้างคุ้นตา ก่อนจะนึกได้ว่ามันเป็นแว่นกันแดดรุ่นเดียวกับที่เธอเคยซื้อให้สามีเป็นของขวัญปีใหม่ เมื่อปีแรกที่แต่งงานกัน จำได้ว่าปีนั้นเขาต้องออกไปตรวจงานการตลาดออกบูธบ่อยๆ แดดเมืองไทยก็แรงมากขึ้นทุกที พราวตะวันจึงซื้อแว่นกันแดดแบรนด์นี้ให้เพราะเห็นว่าสวยสามารถใส่ได้เข้ากับการแต่งกายหลากหลาย
ความทรงจำผ่านเข้ามาเพียงชั่วครู่ ก่อนพราวตะวันจะรีบสลักหน้าไปมา ขับไล่ความคิดหวาดระแวงแฝงในส่วนลึก อันที่จริงแว่นกันแดดแบรนด์นี้มีคนใช้เยอะ แม้แต่นายประสงค์เองก็ชอบของแบรนด์เนม แถมยังเป็นรุ่นนิยม จึงไม่แปลกที่ใครก็อาจมีได้
“เที่ยวให้สนุกนะ” ตัดสินใจกดส่งข้อความคอมเม้นท์ลงไป แถมยังกดหัวใจให้กับภาพถ่ายครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขของพันดารา
ตกดึกพราวตะวันยังคงนั่งอยู่บนเตียง เฝ้ารอการส่งข่าวของสามี หากแต่ทุกอย่างยังคงเงียบสนิท 2 วันแล้วพงศธรไม่เคยโทรมาหาเธอเลย ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้น ๆ หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นเวลา 4 ทุ่มกว่า พรุ่งนี้ เขาจะเดินทางกลับมา แต่จนถึงตอนนี้พงศธร ยังไม่ได้บอกเที่ยวบินเวลาเดินทางกลับ กับเธอเลย
พราวตะวันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์โทรไปหาสามีทันที ถือว่าเธอมีเหตุผลเพียงพอที่จะโทรหาเขา ไม่ใช่เพราะต้องการจับผิด เพียงแค่อยากวางแผน ว่าเธอต้องออกจากบ้านไปสนามบินเวลาไหนดี เสียงสัญญาณดังอยู่นาน กว่าอีกฟากหนึ่งจะกดรับสาย
พราวตะวัน : พี่พงยังไม่นอนใช่ไหมคะ / พราวตะวันใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน ราบเรียบที่สุด
พงศธร : อือ / เสียงคราวตอบกลับในลำคอฟังไม่ถนัดเท่าไรนัก
พราวตะวัน : พี่ทำอะไรอยู่คะ / เป็นเพียงคำถามธรรมดา ที่ภรรยาคนหนึ่งใช้ถามสามี แต่ปลายสายกลับเงียบไปชั่วครู่
พงศธร : ยัง พราวมีอะไรรีบพูดมา / เสียงอึกอักคำพูดขาดช่วงจนพราวตะวันรู้สึกว่า อีกด้านหนึ่งอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกในการพูดคุย
หากแต่เสียงที่ดังรอดออกมาจากโทรศัพท์มันกลับเงียบ ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีเสียงพูดคุยของผู้คน ไม่มีแม้แต่เสียงคลื่น เสียงลม เหมือนเขาเพียงนั่งอยู่ในห้องคนเดียวเงียบๆ เท่านั้น
พราวตะวัน : พี่พงอยู่ไหนคะ
พงศธร : มีอะไรก็รีบพูดมาสิพราว จะถามอะไรเยอะแยะ ถ้าไม่พูดพี่จะวางแล้วนะ
พราวตะวัน : พราวแค่อยากถามว่า พรุ่งนี้เครื่องลงกี่โมงคะ พราวจะไปรอรับที่เดิม
พงศธร : ไม่ต้องพี่กลับเอง แค่นี้นะ
พราวตะวันยังไม่ทันมีโอกาสตอบอะไรกลับไป สามีกดตัดสายไปอย่างรวดเร็ว วินาทีหนึ่งคลื่นอะไรบางอย่างแลนผ่านขึ้นกระแทกหน้าอก จนเธอรู้สึกหวิวไหว สายตาก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ ภาพพักหน้าจอเป็นภาพถ่ายของเธอและสามียืนกอดกันใบหน้าแนบชิด
“พราว เธอกำลังคิดบ้าอะไรอยู่” มือกำรวบบีบโทรศัพท์เอาไว้แน่น
เธอไม่ชอบตัวเองในเวลานี้เอาเสียเลย ไม่ชอบที่ตัวเองกำลังคิดแต่เรื่องลบๆ ในหัว ไม่วางจะมอง หรือทำอะไร มันเหมือนเอกำลังจับผิดสามีตัวเอง
พราวตะวันยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืด ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่ระหว่างกลัว รอคอย หวาดระวง สงสัย รู้เพียงอย่างเดียวว่าความเงียบในคืนนี้ทำให้หัวใจของเธอว้าวุ่นเหลือเกิน
กระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเธอหยิบมันขึ้นมาดู เป็นเพียงการแจ้งเตือนธรรมดา เมื่อพันดาราลงสตอรี่ใหม่ พราวตะวันกดเข้าไปเพราะอยากรู้ว่าคืนนี้น้องสาวมีอะไรจะอวดอีก
ภาพพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือทะเลด้านหน้าของภาพพันดารายื่นมือออกไปทำท่ามินิฮาร์ต เล็บเจลสีอ่อนที่พราวตะวันพาไปทำด้วยกันเมื่อสัปดาห์ก่อนยังสวยเหมือนเดิม หญิงสาวอมยิ้มบางๆ สะดุดตาเข้ากับด้านหลังปลายนิ้วของพันดารา สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาว กับแผ่นเปลือยเปล่า ยืนอยู่ตรงระเบียงห้อง หากแต่ภาพนั้นโฟกัสที่มินิฮาร์ตของพันดารา มากกว่าใบหน้าของชายหนุ่ม พราวตะวันจึงมองไม่ออกว่าเขาคือใคร
“อวดแฟนใหม่นี่เอง”
