บทที่ 6 กระเป๋าเดินทาง

ตอนที่ 6

กระเป๋าเดินทาง

ช่วงบ่ายของวันถัดมา เสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน พราวตะวันซึ่งกำลังจัดดอกไม้ในแจกัน เงยหน้ามองออกไปทางหน้าต่าง ก่อนจะเห็นพงศธรลากกระเป๋าเดินทางเข้ามา เธอเดินออกไปต้อนรับสามีตามปกติ

“กลับมาแล้วเหรอคะ”

“พี่ซื้อของฝากมา” พงศธรยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นดูแข็งกว่าที่เคย สายตาของเขาเหลือบมองภรรยาเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบยื่นถุงกระดาษในมือมาให้

“ขอบคุณนะคะ” พราวตะวันรับถุงนั้นไว้ ข้างในเป็นขนมและของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต ของทั้งหมดเป็นของที่หาซื้อได้ง่าย จากร้านค้าภายในสนามบินนักท่องเที่ยวทุกคนมักแวะซื้อก่อนขึ้นเครื่อง เธอไม่ได้คิดอะไรมาก หรือบางที เธอพยายามไม่คิดมากเสียมากกว่า

“เหนื่อยหรือเปล่าคะ งานยุ่งมากหรือเปล่า”

“ยุ่งมาก คนนั้นก็มีปัญหา คนนี้ก็มีปัญหา สุดท้ายก็ต้องเป็นพี่เข้าไปช่วยแก้” พงศธรถอนหายใจยาว

“ฟังดู วุ่นวานมากเลยนะคะ”

ทั้งสองเดินเข้ามาภายในบ้าน บรรยากาศเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งนึกอะไรออก

“จริงสิ พี่พงไปภูเก็ตครั้งนี้ ได้เจอคุณพ่อกับพันดาราบ้างไหมคะ”

คำถามนั้นเรียบง่าย เป็นเพียงบทสนทนาธรรมดาของคนในครอบครัว แต่พงศธรกลับชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

“จะไปเจอกันได้ยังไง พี่อยู่แต่ในฮอลล์ ห้องประชุม เช้าประชุม เย็นประชุม แทบไม่ได้ออกไปไหน ไม่มีเวลาไปเจอใครหรอก พี่เหนื่อยแล้ว ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ” เขาหัวเราะเบา ๆ ตอบรวดเดียว ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ถ้าเหนื่อยมาก อย่างนั้นไม่ต้องรื้อกระเป๋สนะคะ เดี๋ยวพราวขึ้นไปจัดการให้”

“อ๋อ อือ ขอบใจนะ” เสียงตอบในลำคอดังเบาๆ

พราวตะวันยืนอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเดินเข้าครัว เปิดตู้เย็นหยิบผักและวัตถุดิบต่างๆ ออกมาวางบนเคาน์เตอร์ มือของเธอยังคงเตรียมอาหารเย็นเหมือนทุกครั้งแต่ในใจ กลับนึกถึงเพียงคำตอบเมื่อครู่ของสามี

“จะไปเจอกันได้ยังไง”

คำตอบนั้นมันไม่ได้ผิด เพราะหากเขาประชุมทั้งวันจริง ก็คงไม่มีเวลาออกไปพบใคร แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจของเธอถึงได้รู้สึกหนักอึ้งกว่าที่ควรจะเป็น

ไม่นานนักโต๊ะอาหารก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยกับข้าวร้อน ๆ หลายอย่างถูกยกมาวางเหมือนทุกวัน พงศธรเดินลงมาจากชั้นบนในชุดลำลอง เขานั่งลงตรงเก้าอี้ประจำ บรรยากาศระหว่างมื้อเย็นเงียบสงบ เธอไม่ได้ถามถึงเรื่องการประชุมอีก เพราะในความคิดของพราวตะวันงานคืองาน การซักไซ้เรื่องงานของสามี ไม่ใช่นิสัยของเธอ

“จริงสิคะ เมื่อเช้ามีใบแจ้งยอดบัตรเครดิตส่งมาที่บ้าน พราววางไว้บนโต๊ะทำงานให้แล้วนะคะ” พราวตะวันจึงเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งนึกได้ ช้อนในมือของพงศธรหยุดลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตักข้าวเข้าปากต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อือ เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

เธอไม่เคยเปิดอ่านใบแจ้งยอดของสามี ไม่เคยถามว่าเขาใช้เงินไปกับอะไร เพราะเธอเชื่อว่า การให้เกียรติชีวิตส่วนตัวของกันและกัน คือพื้นฐานของชีวิตคู่ เธอจึงเพียงส่งคืนเจ้าของ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาในการจัดการ

หลังอาหารเย็นพราวตะวันเดินตามหลังสามีขึ้นบันไดอย่างเงียบ ๆ ทันทีที่เปิดประตูห้อง สายตาของเธอหยุดอยู่ที่กระเป๋าเดินทางซึ่งวางอยู่ปลายเตียง มันถูกเปิดออกเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้า ของใช้ ถูกนำออกมาจนหมดหญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย

“ไม่ต้องเก็บกระเป๋านะคะ เดี๋ยวพราวจัดการเอง”

“กระเป๋าเดินทางน่ะ พี่เก็บเองได้ มันไม่ได้เยอะแยะอะไร ไม่อยากให้พราวต้องเหนื่อย”

เป็นคำพูดที่ฟังดูอบอุ่น หากเกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน เธอคงยิ้มรับอย่างมีความสุข แต่ตอนนี้พราวตะวันเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินไปหยิบตะกร้าผ้าสำหรับเตรียมซัก ก้มมองเสื้อผ้าที่กองรวมกันอยู่ภายใน เสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็ก ถุงเท้า ทุกชิ้นล้วนเป็นเสื้อผ้าที่เธอจำได้ดี เพราะเมื่อเช้าเสื้อผ้าเหล่านี้มันยังแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ไม่ได้ถูกหยิบใส่กระเป๋าเลยแม้แต่ตัวเดียว สายตาของเธอค่อย ๆ เลื่อนผ่านกองผ้า แล้วหยุดลงที่เสื้อโปโลสีฟ้าอ่อน กางเกงยีนส์ เสื้อยืดลำลองอีกหลายตัว ทั้งหมดกองปะปนอยู่ด้วยกัน เป็นเสื้อผ้าชุดเดียวกัน ที่เมื่อสองวันก่อน เธอเคยเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วพบว่ามันหายไป

พราวตะวันยืนนิ่งมือที่จับขอบตะกร้าผ้าค่อย ๆ กำแน่นขึ้นหัวใจเหมือนถูกบางอย่างบีบรัด ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอพยายามหาเหตุผลให้ทุกเรื่อง พยายามบอกตัวเองว่าเธอคิดมาก พยายามเชื่อว่าสามีของเธอซื่อสัตย์ พยายามปกป้องความไว้ใจที่เธอมีต่อผู้ชายคนนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในเวลานี้กลับเป็นพงศธรเองที่ค่อย ๆ ทำลายเหตุผลเหล่านั้นลงทีละข้อ

พราวตะวันหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าขึ้นจากตะกร้า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้กล่าวหา เพราะจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่มีหลักฐานว่าเขาทรยศ มีเพียงความจริงข้อเดียวที่เธอปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปสามีของเธอ กำลังปิดบังบางอย่างจากเธอ

หลังจากจัดการเสื้อผ้าเรียบร้อยพราวตะวันเดินกลับมายังเตียงนอน เธอเดินเข้าไปหาอย่างเงียบ ๆ ก่อนยกมือขึ้นแตะแขนของเขาเบา ๆ

“มีอะไรเหรอ”

“พี่พงไม่ยอมให้พราวจัดกระเป๋าให้ เห็นไหมคะ ลืมเอาครีมกันแดดไป แดดที่ภูเก็ตคงแรงมากเลยนะคะ” พราวตะวันยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม ใช้นิ้วแตะรอยสีผิวนั้นอีกครั้ง

น้ำเสียงของเธอไม่มีแววประชดไม่มีแม้แต่คำกล่าวหาเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา แต่กลับทำให้พงศธรรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เขาก้มมองแขนของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดรอยแดด

พราวตะวันมองปฏิกิริยาของเขาเพียงครู่เดียว ก่อนละสายตาออก เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

“อ๋อ เจ้านายให้พี่พาลูกค้าไปดำน้ำ เลยต้องอยู่กลางแดดพักหนึ่ง” พงศธรรีบหัวเราะกลบเกลื่อน

“อย่างนั้นเองเหรอคะ”

เธอไม่ได้ถามต่อ ไม่ได้แย้ง ไม่ได้ทวนความจำสามีว่าก่อนหน้านี้เขาเคยพูดเองว่าแทบไม่ได้ออกจากฮอลล์ประชุม แต่ความเงียบของพราวตะวัน กลับทำให้คำอธิบายเมื่อครู่ดังก้องอยู่ในหัวของพงศธรยิ่งกว่าเดิม

“พี่ง่วงแล้ว วันนี้เหนื่อยมาก พี่นอนก่อนนะ” พูดจบเขาล้มตัวลงนอนหันหลังให้ภรรยา

พราวตะวันมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ ปิดไฟหัวเตียง แล้วนอนลงอีกฝั่งของเตียง เธอไม่ได้ยินคำสารภาพจากสามีว่ากำลังปกปิดอะไรอยู่

หากแต่เธอได้ยินสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา...

พงศธรนอนหันหลังให้พราวตะวันและแม้บอกว่าเขานั้นเหนื่อยมาก หากแต่เมื่อล้มตัว พยายามหลับตา แต่หัวใจกลับเต้นแรงกระวนกระวาย เขารู้ดีว่าคำโกหกที่พูดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่ากำลังย้อนกลับมาทำร้ายเขาทีละน้อย

สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกจับได้แต่คือการที่พราวตะวันไม่ได้เชื่อทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ความผิดปกติอย่างหนึ่งทำให้เขาอดหันกลับไปมองไม่ได้ ทุกคืนพราวตะวันมักจะเป็นฝ่ายเดินมาซุกตัวในอ้อมแขนของเขาแต่คืนนี้ เตียงอีกฝั่งยังว่างเปล่า พงศธรพลิกตัวช้า ๆ สายตามองไปยังหัวเตียง พราวตะวันยังนั่งอยู่ แผ่นหลังพิงหัวเตียงแสงจากหน้าจอไอแพดสะท้อนดวงตาคู่สวยที่กำลังอ่านอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ

“ยังไม่นอนอีกเหรอ” เขาถามเบา ๆ

“ยังไม่ง่วงค่ะ ขออ่านอะไรอีกนิด” พราวตะวันเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ไม่ได้อธิบายว่ากำลังอ่านอะไร

แต่เพียงเท่านั้นกลับทำให้พงศธรรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ บีบรัดหัวใจของเขา เธอกำลังอ่านอะไรกำลังค้นหาอะไร หรือกำลังรู้อะไรแล้ว ความคิดเหล่านั้นแล่นเข้ามาไม่หยุด จนเขาทนไม่ได้ พงศธรขยับตัวเล็กน้อยโน้มตัวเข้าไปก่อนยื่นแขนโอบรอบเอวของภรรยา

“ดึกแล้ว นอนได้แล้ว” น้ำเสียงของเขาฟังดูอ่อนโยนแต่กลับแฝงความร้อนรน พราวตะวันค่อย ๆ หันมามองเขาสายตาสงบนิ่ง

“พี่พงนอนก่อนเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงพราว” เธอยิ้มอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่รอยยิ้มนั้น กลับทำให้พงศธรรู้สึกหนาวเย็นกว่าคำตำหนิใด ๆ

สายตาคู่นั้นไม่ใช่สายตาของภรรยาที่เคยมองเขาด้วยความรักและความไว้ใจมันคือสายตาเดียวกับเมื่อหลายปีก่อน

สายตาของพราวตะวัน นักธุรกิจสาวผู้สุขุม เฉียบคม และรู้ทันทุกเล่ห์เหลี่ยมของคู่แข่ง สายตาแบบนั้นเอง ที่ครั้งหนึ่ง เคยทำให้เขาตกหลุมรักเธออย่างหมดหัวใจ แต่คืนนี้ เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป