บทที่ 7 รอยยิ้มของสามี

ตอนที่ 7

รอยยิ้มของสามี

เช้าวันรุ่งขึ้นพงศธรตื่นแต่เช้ากว่าปกติ เขาเดินลงมาที่ห้องอาหาร พร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน บนโต๊ะยังคงมีข้าวต้มร้อน ๆ ที่พราวตะวันเตรียมไว้เหมือนทุกเช้าวันนี้แตกต่างจากทุกวัน เพราะพงศธรไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูระหว่างรับประทานอาหาร ไม่ได้ใช้ข้ออ้างเรื่องงานบ่ายเบี่ยงรีบเร่งเพื่อออกจากบ้าน แต่กลับตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต้มจนหมดชาม

“ข้าวต้มวันนี้อร่อยมาก พราวทำกับข้าวเก่งจริง ๆ ช่วงนี้พี่คงทำงานหนักเกินไปเลยไม่ค่อยได้กลับมากินข้าวที่บ้าน”

หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงดีใจที่สามีเอ่ยชม แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าคำชมทุกคำ เหมือนกำลังพยายามกลบเกลื่อน ซ่อนอะไรบางอย่าง

แม้จะเป็นอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกยิ้มให้เขาเหมือนเดิม เพราะจนถึงตอนนี้ พราวตะวันยังไม่อยากตัดสินใครจากเพียงความรู้สึกของตัวเอง เธอยังคงพยายามเชื่อว่า หากพงศธรมีเหตุผลที่สำคัญจริง ๆ สักวันหนึ่งเขาคงเลือกที่จะเล่าความจริงให้เธอฟังด้วยตัวเอง และหากเรื่องนั้น ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะให้อภัยเธอก็ยังอยากฟังมัน จากปากของสามี

เมื่อข้าวต้มในชามหมดลง พงศธรหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมา กล่าวลาเธอตามปกติ ก่อนขับรถออกจากบ้าน เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ห่างออกไป บ้านทั้งหลังกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง

พราวตะวันนั่งอยู่บนโซฟา ไอแพดวางอยู่บนตักเธอมองหน้าจออยู่ครู่ใหญ่ ปลายนิ้วแตะขอบเครื่องเบา ๆ ราวกับกำลังชั่งใจ ก่อนจะปลดล็อกหน้าจอ เปิดแอปพลิเคชันไลน์ รายชื่อผู้ติดต่อมากมายปรากฏขึ้น

หลายคนเป็นเพื่อนร่วมงานเก่า หลายคนคืออดีตลูกน้องที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายปี หลังแต่งงานเธอลาออกจากงานเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่บ้านจนการติดต่อกับผู้คนค่อย ๆ ลดน้อยลง

พราวตะวันไล่สายตาไปตามรายชื่อก่อนหยุดอยู่ที่ชื่อของลูกน้องสาวคนหนึ่งรูปโปรไฟล์ใหม่เป็นภาพอัลตราซาวด์เด็กน้อย เธอจำได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะเป็นคุณแม่ มุมปากของพราวตะวันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งไป

“พี่เพิ่งเห็นข่าว ยินดีด้วยนะ”

“พี่พราว คิดถึงพี่มากเลยค่ะ” ไม่นานนัก ข้อความตอบกลับมาทันที

บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างเรียบง่ายถามไถ่สุขภาพ อาการแพ้ท้อง กำหนดคลอด หมอนัดเมื่อไร ได้ลูกชายหรือลูกสาว เลือกคลอดที่โรงพยาบาลไหน ไม่มีใครเอ่ยถึงบริษัท ไม่มีใครพูดถึงฝ่ายการตลาด ไม่มีใครถามถึงพงศธร ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียว พราวตะวันเพียงยิ้มให้กับหน้าจอ ความรู้สึกอบอุ่นจากผู้คนที่เคยร่วมงานด้วย ยังคงเหมือนเดิม เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองหายไปจากโลกใบนั้นนานเกินไปแล้ว

บางทีอาจถึงเวลาที่เธอควรกลับไปทักทายผู้คนเก่า ๆ บ้าง ไม่ใช่เพื่อสืบหาอะไร ไม่ใช่เพื่อจับผิดใคร แต่เพราะพวกเขา เคยเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่มีคุณค่าของชีวิตพราวตะวันปิดหน้าจอไอแพด ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วบอกกับตัวเองอย่างเงียบงัน เธอจะไม่วิ่งตามคำโกหก จะไม่กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน และจะไม่ยอมให้ความหวาดระแวง พาเธอหลงทาง

หากพงศธรยังเห็นคุณค่าของชีวิตคู่ เขายังมีโอกาสเลือกพูดความจริงกับเธอได้เสมอ แต่หากเขายังคงเลือกปิดบัง สักวันหนึ่ง ความจริงก็จะเดินมาหาเธอเอง โดยที่เธอ ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหามัน

ตกเย็นเสียงรถยนต์ของพงศธรแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านตรงเวลา เดินออกไปรับเหมือนทุกวัน

“กลับมาแล้วเหรอคะ”

“ครับ” พงศธรยิ้มกว้างกว่าปกติ รอยยิ้มนั้นดูสดใสเสียจนพราวตะวันอดสังเกตไม่ได้ บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าหลายวันที่ผ่านมา ราวกับกำลังพยายามทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม

มื้อเย็นวันนั้นทั้งสองนั่งรับประทานอาหารด้วยกันตามปกติ แต่ก้เพียงไม่นานเพราะข้าวยังถูกกินไม่ไม่ถึงครึ่งจานเสียงโทรศัพท์มือถือของพงศธรก็ดังขึ้น เขาสะดุ้งอย่างเห็นได้ชัด มือที่กำลังถือช้อนหยุดค้างอยู่กลางอากาศพงศธรรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพลิกหน้าจอให้พราวตะวันดูเสียเอง

“คุณพ่อคุณแม่โทรมาน่ะ”

“รับสายเถอะค่ะ”

พงศธรกดรับสายทันที ต่างจากหลายครั้งที่มักถือโทรศัพท์เดินออกไปคุยอีกมุมหนึ่งของบ้าน

“ครับพ่อ”

ช่วงแรกของบทสนทนาเป็นไปอย่างปกติ แต่ไม่นานนักน้ำเสียงของพงศธรก็ค่อย ๆ เบาลง

“ไม่ได้หรอก เดือนนี้ รายจ่ายของผมค่อนข้างเยอะ” เขาเหลือบตามองพราวตะวันเพียงแวบเดียว ก่อนลดเสียงลงกว่าเดิม

“กำลังจะเลื่อนตำแหน่งมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบเพิ่ม เอาไว้เดือนหน้าผมจะโอนเพิ่มให้แล้วกัน”

พราวตะวันยังคงรับประทานอาหารเงียบ ๆ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ราวกับตั้งใจให้เกียรติบทสนทนาระหว่างลูกชายกับพ่อแม่ ไม่นานนัก พงศธรก็วางสาย พราวตะวันจึงเงยหน้าขึ้น

“คุณพ่อ คุณแม่สบายดีไหมคะ ของฝากที่พราวส่งไป ถูกใจหรือเปล่า”

“อ่อ ก็สบายดี” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก ไม่กล้าสบตาเธอ แวบหนึ่งความรู้สึกผิดแล่นผ่านดวงตาคู่นั้นอย่างรวดเร็ว พราวตะวันดูแลพ่อแม่ของเขามาโดยตลอด ทั้งของฝาก ทั้งอาหาร ทั้งวิตามินเสริม ทั้งการโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่แววตาแห่งความละอายนั้น อยู่ได้เพียงชั่วครู่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง พงศธรเหลือบมองหน้าจอ

คราวนี้เขาไม่ได้พลิกหน้าจอให้พราวตะวันดู ไม่ได้บอกว่าใครโทรมา เขาเพียงลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร

“เดี๋ยวพี่มานะ” พูดเพียงเท่านั้น ก่อนเดินถือโทรศัพท์ออกไปนอกบ้าน

ประตูกระจกบานเลื่อนค่อย ๆ ปิดลง พราวตะวันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาเธอมองตามแผ่นหลังของสามีเพียงครู่เดียว ก่อนก้มลงรับประทานอาหารต่ออีกสองสามคำ

เมื่อวางช้อนลงเธอเก็บจานชามขึ้นจากโต๊ะ เดินเข้าครัวล้างจานทีละใบ เก็บสำรับ เช็ดโต๊ะ ทำทุกอย่างเหมือนทุกวัน โดยไม่คิดเดินออกไปดูว่าเขาคุยกับใคร ไม่คิดแอบฟัง และไม่คิดถามเมื่อเขากลับเข้ามา เพราะหากความสัมพันธ์ของคนสองคน ต้องอาศัยการแอบฟัง หรือการคอยจับผิด สิ่งนั้นก็คงไม่ใช่ความไว้วางใจอีกต่อไป

พราวตะวันทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างห้องครัว เห็นเพียงแผ่นหลังของพงศธรที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่กลางสวน เธอมองอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนหันกลับมาปิดก๊อกน้ำ เช็ดมือกับผ้าสะอาด แล้วเดินออกจากห้องครัวอย่างสงบนิ่ง

เธอไม่ได้เดินเข้าไปหาความลับของเขา แต่หากสิ่งที่พงศธรกำลังปิดบัง เป็นเรื่องที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้ตลอดชีวิตสักวันหนึ่งความจริงนั้นคงเดินมาหาเธอเอง

สุดสัปดาห์ถัดมาพราวตะวันหันไปมองสามีที่กำลังอ่านข่าวอยู่บนโซฟา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ

“พี่พงคะ เสาร์นี้เราแวะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่กันไหมคะ”

“ได้สิ พี่ก็ไม่ได้ไปหาท่านนานแล้ว” พงศธรเงยหน้าขึ้น ก่อนยิ้มรับ

ช่วงสายของวันเสาร์ทั้งสองแวะซื้อของฝากที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ผลไม้ วิตามิน ขนม และของใช้สำหรับผู้สูงอายุ ค่อย ๆ ถูกหยิบใส่รถเข็นพราวตะวันเลือกชาเพื่อสุขภาพขณะที่พงศธรเดินแยกไปอีกฝั่งหนึ่ง ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมน้ำผลไม้หลายขวด ก่อนหย่อนลงในรถเข็น พราวตะวันก้มมองฉลาก เป็นยี่ห้อที่เธอไม่เคยซื้อ

“อันนี้ พี่พงจะซื้อไว้ดื่มเองเหรอคะ” เธอเงยหน้ามองสามี

“อ่อ เปล่า มีรุ่นน้องที่ทำงานแนะนำบอกว่าคุณพ่อเขาชอบดื่ม เป็นน้ำผลไม้ออร์แกนิก ดีต่อสุขภาพ พี่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่น่าจะชอบ” พงศธรชะงักไปเพียงนิด ก่อนยิ้มตอบ

“อย่างนั้นเหรอคะ”

บ้านของพ่อในวันหยุด เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเหมือนเช่นทุกครั้ง ทันทีที่รถจอด พันดาราก็รีบเดินออกมาต้อนรับ

“พี่พราว คิดถึงจัง” หญิงสาวยิ้มสดใส ก่อนเดินเข้ามากอดพี่สาวต่างแม่อย่างสนิทสนม

“พี่ก็คิดถึง” พราวตะวันยิ้มพลางลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ

“สวัสดีค่ะพี่พง” พันดาราหันไปยกมือไหว้พงศธร ยิ้มให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ

“สวัสดี”

ไม่นานนักทุกคนก็นั่งล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน พ่อเล่าเรื่องสวนหลังบ้าน ส่วนแม่เลี้ยงชวนชิมกับข้าว พันดาราหัวเราะกับเรื่องเล่าสนุกๆ เสียงสนทนาดังสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ พราวตะวันนั่งฟังเงียบ ๆ ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มบางเบา

จนกระทั่งสายตาของเธอเหลือบไปยังตู้โชว์กระจกบานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่เยื้องจากโต๊ะอาหารผิวกระจกใสสะท้อนภาพทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ พราวตะวันมองเพียงผ่าน ๆ แต่แล้ว สายตาของเธอก็ค่อย ๆ หยุดนิ่ง ในภาพสะท้อนนั้นปลายเท้าของพันดาราซึ่งอยู่ใต้โต๊ะ กำลังค่อย ๆ ยกขึ้น แตะไปตามท่อนขาของพงศธรอย่างแผ่วเบา ราวกับเป็นการหยอกล้อ ที่ทำกันจนเคยชิน

พราวตะวันไม่ได้ขยับ เธอเพียงยกสายตาขึ้น มองหน้าสามี พงศธรกำลังหัวเราะกับเรื่องที่พ่อเล่า เมื่อสบตาเธอเขายังยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พราวตะวันจึงค่อย ๆ หันไปมองพันดารา หญิงสาวยังคงนั่งคุยกับพ่อและแม่เลี้ยง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสไม่มีท่าทีผิดปกติแม้แต่น้อย มีเพียงตู้กระจกบานนั้น ที่กำลังสะท้อนความจริงซึ่งไม่มีใครบนโต๊ะอาหารมองเห็น นอกจากพราวตะวัน เธอค่อย ๆ วางช้อนลงบนจานอย่างแผ่วเบา สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ไม่มีอาการตกใจไม่มีแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียง แต่ในวินาทีนั้น เหตุผลทุกข้อ ที่เธอเคยพยายามใช้ปกป้องความเชื่อใจของตัวเอง ค่อย ๆ แตกสลายลงอย่างเงียบงัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป