บทที่ 8 หลักฐานของการนอกใจ

ตอนที่ 8

หลักฐานของการนอกใจ

วันถัดมาพงศธรเดินเข้ามาขอยืมรถของพราวตะวันสำหรับขับไปทำงาน เนื่องจากเมื่อวานนี้ฝนตกหนักทำให้รถของเขาสกปรก ไม่เหมาะสำหรับออกไปพบลูกค้าคนสำคัญ เมื่อเป็นเหตุผลเรื่องงานพราวตะวันไม่ได้ปฏิเสธ

หลังจากพงศธรขับรถของเธอออกจากบ้านไปได้ไม่นาน พราวตะวันก็ขับรถของสามีมายังศูนย์บริการล้างรถครบวงจรส่งกุญแจให้พนักงาน ก่อนเดินเข้าไปนั่งรอภายในห้องรับรองตามปกติ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนอ่านข่าวสาร ตรวจสอบอีเมล และเปิดดูข้อมูลต่าง ๆ ตามความเคยชินปลายนิ้วเลื่อนไปเรื่อย ๆ จนสายตาเหลือบไปเห็นแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งรถยนต์

เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนแตะเข้าไปอย่างไม่คิดอะไร

เพียงเพราะ วันนี้พงศธรยืมรถของเธอออกไปพบลูกค้า แผนที่บนหน้าจอค่อย ๆ โหลดขึ้น จุดแสดงตำแหน่งยังคงหยุดนิ่ง รถไม่ได้กำลังเคลื่อนที่ พราวตะวันกวาดสายตาอ่านพื้นที่โดยรอบอย่างผ่าน ๆ

สถานที่นั้นไม่ใช่บริเวณสำนักงานใหญ่ของบริษัท

เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนนึกถึงคำพูดของสามีเมื่อคืน

“พรุ่งนี้พี่ต้องออกไปพบลูกค้า”

บางทีลูกค้าอาจนัดพบกันข้างนอกก็ได้ ความคิดนั้นผ่านเข้ามาเพียงชั่วครู่ ก่อนเธอจะกดปิดแอปพลิเคชันไม่ได้ซูมดูชื่อสถานที่ ไม่ได้คิดติดตาม และไม่ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสงสัย ไม่นานนัก พนักงานเดินเข้ามาพร้อมกุญแจรถ

“รถเรียบร้อยแล้วนะครับ เราเก็บของที่อยู่ใต้เบาะและใต้พรมใส่ถุงไว้ให้เรียบร้อยครับ”

“ขอบคุณค่ะ” เธอรับกุญแจ ก่อนเดินออกไปยังลานจอดรถ

ภายในรถสะอาดเอี่ยม เบาะหนังถูกเช็ดจนเงา กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดจาง ๆ ลอยอยู่ภายในห้องโดยสารบนเบาะผู้โดยสารด้านหน้า มีถุงกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ พราวตะวันอมยิ้มเล็กน้อย เธอคุ้นเคยกับสิ่งนี้ดี ศูนย์บริการมักนำของที่พบระหว่างทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ ปากกา ใบเสร็จ หรือของใช้ชิ้นเล็ก ๆ รวบรวมใส่ถุงส่งคืนเจ้าของทุกครั้ง

เธอหยิบถุงขึ้นมา เปิดปากถุงออกอย่างไม่รีบร้อนรอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหาย ภายในถุง มีกล่องถุงยางอนามัยวางอยู่หนึ่งกล่อง ฝากล่องถูกเปิดออกแล้วพราวตะวันนิ่งไป เธอค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือความเงียบปกคลุมอยู่ภายในรถ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง สายตาเธอหยุดอยู่ที่กล่องนั้นก่อนค่อย ๆ เปิดฝากล่องออก ภายในเหลือถุงยางอนามัยอยู่เพียงชิ้นเดียว

ความทรงจำตลอดสามปีหลังแต่งงาน ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับเข้ามา เธอกับพงศธรไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งสองตั้งใจมีลูกมาตลอดผ่านการตรวจสุขภาพ นับวันไข่ตก รับประทานวิตามินและเฝ้ารอข่าวดีด้วยกันเสมอ

แล้วกล่องใบนี้มาอยู่ในรถของสามีได้อย่างไร พราวตะวันวางกล่องลงบนตัก มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ หากแต่กลับนิ่งสนิท เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะเข้าไปยังแอปพลิเคชันติดตามรถยนต์

คราวนี้เธอค่อย ๆ ขยายแผนที่ ช้าเสียจนเหมือนกำลังถ่วงเวลาให้ตัวเอง เผื่อว่าสิ่งที่กำลังจะเห็นจะไม่ใช่ความจริงแต่เมื่อชื่อสถานที่ปรากฏชัดบนหน้าจอหัวใจของเธอกลับเงียบงัน

“อพาร์ตเมนต์”

ไม่มีชื่อบริษัท ไม่มีสำนักงานของลูกค้า มีเพียงชื่อของอาคารพักอาศัยแห่งหนึ่ง พราวตะวันมองหน้าจออยู่นาน นานจนแสงจากจอค่อย ๆ ดับลงเอง

เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้สะอื้น ไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่า ทำไม

เพราะคำตอบกำลังวางอยู่บนตักของเธอแล้ว เธอสตาร์ตรถ ค่อย ๆ ขับออกจากศูนย์บริการ รถแล่นไปตามถนนสายหลักอย่างเรียบเรื่อย แต่สมองของเธอกลับว่างเปล่า เสียงหนึ่งในใจบอกให้กลับบ้าน ปล่อยทุกอย่างไว้ก่อน แต่อีกเสียงหนึ่ง กลับถามเบา ๆ หากวันนี้เธอหันหลังให้ความจริง เธอจะยังมีความกล้าพอที่จะหันกลับมามองมันอีกหรือไม่

พราวตะวันเหลือบมองกล่องถุงยางอนามัยที่วางอยู่บนเบาะข้าง ๆ เพียงชั่วอึดใจมือที่จับพวงมาลัยมั่นคงขึ้นไฟเลี้ยวด้านขวากะพริบช้า ๆ รถค่อย ๆ เปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้าไปยังอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น

เป็นครั้งแรกที่พราวตะวันไม่ได้กำลังตามหาความจริงแต่กำลังเดินเข้าไปหาความจริงที่เลือกเดินมาหาเธอก่อนแล้ว

ไม่มีความคิดว่าจะไปเผชิญหน้ากับใคร เธอเพียงอยากรู้ว่า สถานที่ซึ่งรถของตัวเองจอดอยู่ก่อนหน้านั้น เป็นสถานที่แบบไหน แต่ก่อนที่รถจะทันไปถึง จุดแสดงตำแหน่งบนหน้าจอกลับเคลื่อนตัวขึ้นเสียก่อน

รถของเธอ กำลังออกจากอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น พราวตะวันมองหน้าจอเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะเปิดการนำทางต่อไปรถคันนั้นแล่นไปตามถนนสายหลักอยู่พักใหญ่ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดยังอาคารหลังหนึ่ง เมื่อชื่อสถานที่ปรากฏบนหน้าจอ พราวตะวันจึงค่อย ๆ ถอนหายใจแผ่วเบา

“คาเฟ่”

เป็นคาเฟ่ที่เธอรู้จักดี สมัยยังทำงานอยู่บริษัทเดิมเธอเคยนัดลูกค้าและคู่ค้าหลายรายที่นี่อยู่เสมอ เพราะบรรยากาศเงียบสงบ มีห้องประชุมส่วนตัว และเหมาะสำหรับการพูดคุยเรื่องงานมากกว่าร้านอาหารทั่วไป

แสดงว่าพงศธรไม่ได้โกหกทั้งหมด อย่างน้อยเขาก็มีนัดพบลูกค้าจริงแต่คำถามอีกข้อหนึ่งกลับค่อย ๆ ผุดขึ้นมาแทน ถ้าเช่นนั้นช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เขาไปทำอะไรที่อพาร์ตเมนต์แห่งนั้น

พราวตะวันมองจุดแสดงตำแหน่งบนหน้าจออยู่นานก่อนจะค่อย ๆ ดับหน้าจอโทรศัพท์เธอไม่ได้เลี้ยวรถไปยังคาเฟ่ไม่ได้คิดจะเดินเข้าไปดูว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าพงศธรเป็นใคร และไม่ได้คิดจะโทรศัพท์ไปถาม เธอเพียงขับรถกลับบ้าน

เมื่อกลับถึงบ้านพราวตะวันเหลือบมองถุงกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับ เธอหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนค่อย ๆ เปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน ในความเงียบงันนั้นพราวตะวันพยายามคิดอย่างที่ตัวเองเป็นมาตลอด

บางทีเขาอาจไม่ได้ตั้งใจลืมมันไว้ มันอาจเป็นเพียงความสะเพร่า หรืออุบัติเหตุที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทันสังเกตหากเป็นเช่นนั้น พงศธรคงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ของสิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในรถ

เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หยิบกล่องนั้นใส่กลับลงในถุงกระดาษดังเดิม ไม่ได้เตรียมจะนำไปถาม ไม่ได้เตรียมจะนำไปโยนไว้ตรงหน้าสามี และไม่ได้คิดจะคืนให้เขา พราวตะวันเปิดลิ้นชักเก็บเอกสารภายในห้องทำงาน วางถุงกระดาษลงไปอย่างเรียบร้อย แล้วปิดลิ้นชักลงช้า ๆ ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา แต่ในใจของเธอ ได้ตัดสินใจบางอย่างแล้ว

ความเชื่อใจ อาจยังเหลืออยู่บ้างแต่ต่อจากนี้ เธอจะไม่ปล่อยให้ความทรงจำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ใช้ยืนยันความจริงอีกต่อไป เพราะบางครั้ง การให้อภัย ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงเสียก่อน และหากวันหนึ่ง ความจริงจำเป็นต้องถูกพิสูจน์ สิ่งที่อยู่ในลิ้นชักใบนั้น จะไม่ใช่ของที่ตกหล่นจากใต้เบาะรถอีกต่อไป แต่มันจะเป็นหลักฐานชิ้นแรก ที่เธอเลือกเก็บไว้ ด้วยมือของตัวเอง

ช่วงเย็นเสียงรถของพงศธรแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านตามเวลาปกติ พราวตะวันซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนยิ้มบาง ๆ ให้สามี

“กลับมาแล้วเหรอคะ”

“ครับ” พงศธรตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนเดินเข้ามารับสายยางจากมือเธอ

“เดี๋ยวพี่ช่วย”

“ไม่เป็นไรค่ะ เสร็จพอดี วันนี้พราวเอารถพี่ไปล้างให้เรียบร้อยแล้วนะคะ”

“ขอบใจนะ”

“ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน รถสกปรกเร็ว”

“ตอนรับรถกลับมา พราวเห็นสติกเกอร์ที่กระจกหน้ารถ พรบ.จะหมดอายุเร็ว ๆ นี้แล้วนะคะ”

“อ๋อ...จริงด้วย” พงศธรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

พราวตะวันกลับเข้าไปในบ้าน เดินไปที่โต๊ะกลาง หยิบซองจดหมายหลายใบออกมาวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ เธอค่อย ๆ เปิดทีละซอง แยกเป็นกองเล็ก ๆ อย่างตั้งใจ

“แล้วประกันภัยกับภาษีรถก็น่าจะหมดช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน ถ้าจะต่อ...ต่อพร้อมกันทีเดียวเลยก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหลายรอบ พราวกลัวพี่งานยุ่งแล้วจะลืม” เธอพูดไปพลาง ใช้ปากกาขีดเครื่องหมายลงบนกระดาษ

บนโต๊ะมีใบแจ้งหนี้หลายรายการถูกจัดเรียงอย่างชัดเจน กองหนึ่งมีเครื่องหมายว่า ‘ชำระแล้ว’ อีกกองหนึ่งเขียนว่า ‘รอชำระ’ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าผ่อนบ้าน ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระบบ

พงศธรมองภาพนั้นเงียบ ๆ พราวตะวันยังคงก้มหน้าทำรายการต่อไปอย่างตั้งใจ

“ได้ พี่จะจัดการ” คำตอบสั้น ๆ นั้นจบลงพร้อมกับการกลืนน้ำลายอย่างแผ่วเบา เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม หวังให้น้ำเย็นช่วยกลืนก้อนแข็งที่ติดอยู่ในลำคอ แต่กลับรู้สึกว่ามันหนักกว่าเดิม

พรบ. ภาษีรถ ประกันภัย และใบแจ้งหนี้ตรงหน้า คำพูดธรรมดาของพราวตะวัน กลับกลายเป็นตัวเลขอีกก้อนหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิด บัตรเครดิตที่ใกล้เต็มวงเงินเงินที่โอนไปให้พ่อแม่ทุกเดือนและรายจ่ายอีกนับไม่ถ้วน ทุกอย่างค่อย ๆ รัดแน่นเข้าหากัน เหมือนเชือกหลายเส้นที่กำลังบีบคอเขาช้า ๆ

เขาเคยคิดว่าการโกหกเพียงครั้งเดียว จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป คำโกหกกลับไม่ได้จบลงที่ประโยคเดียว มันเรียกร้องให้มีคำโกหกใหม่ และค่าใช้จ่ายใหม่ ตามมาไม่รู้จบ

พงศธรเงยหน้าขึ้นมองพราวตะวัน เธอกำลังก้มหน้าจัดเรียงใบแจ้งหนี้อย่างเป็นระเบียบ สีหน้าสงบนิ่ง อ่อนโยนเหมือนผู้หญิงคนเดิมที่เขาแต่งงานด้วยเมื่อสามปีก่อน ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก ไม่ใช่เพราะพราวตะวันกำลังจับผิด แต่เพราะเธอกำลังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดของบ้านอย่างเงียบ ๆ โดยไม่เคยบ่น ไม่เคยเรียกร้อง และเขากลับไม่มีแม้แต่ความกล้าจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เพราะความอายและความกลัวว่า ความลับที่เขาพยายามปกปิดไว้จะพังทลายลงในทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป