บทที่ 9 ใบแจ้งหนี้

ตอนที่ 9

ใบแจ้งหนี้

หลังรับประทานอาหารเสร็จ พราวตะวันอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดนอนสีอ่อน ก่อนขึ้นไปนั่งพิงหัวเตียงพร้อมหนังสือเล่มโปรด ภายในห้องนอนมีเพียงแสงไฟหัวเตียงบรรยากาศเงียบสงบ เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา หากแต่คืนนี้พงศธรไม่ได้ขึ้นมานอนทันที เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล็ก ๆ ริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีซองจดหมายหลายซองวางกระจัดกระจาย ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต ใบกำหนดชำระค่างวดอีกหลายฉบับ เขาค่อย ๆ หยิบขึ้นมาดูทีละแผ่น เป็นภาพที่พราวตะวันไม่ค่อยได้เห็นนัก

ตลอดสามปีของชีวิตแต่งงาน พงศธรแทบไม่เคยนั่งกังวลกับเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เพราะหน้าที่นั้น เธอเป็นคนจัดการมาตลอด พราวตะวันก้มมองหนังสือในมือพลิกหน้ากระดาษอย่างช้า ๆ

“เดือนนี้มีหลายใบเลยนะคะ” มือที่กำลังถือใบแจ้งยอดของพงศธรชะงัก

“อะไรเหรอ”

“ใบแจ้งหนี้ค่ะ” พราวตะวันเงยหน้าจากหนังสือ มองซองจดหมายเหล่านั้นเพียงแวบเดียว

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ช่วงนี้มีค่าใช้จ่ายเยอะนิดหน่อย” เขารีบรวบเอกสารสองสามแผ่นเข้าหากัน

“อย่างนั้นหรือคะ พราวเห็นพี่ทำหน้าเครียดๆ”

“เปล่านี่”

“ค่ะ นึกว่าพี่มีเรื่องอะไรซะอีก อันที่จริงหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเรารู้ว่ามีเท่าไร หนี้นั้นเกิดจากอะไร แล้วจะจัดการมันยังไง แต่ที่น่ากลัวคือเจ้าของหนี้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่มากกว่า”

เธอไม่ได้ถามว่าเขาเงินขาดมือหรือเปล่า ไม่ถามว่าเงินหายไปไหน และยิ่งไม่เสนอว่าจะจัดการปัญหาเหล่านั้นให้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะสิ่งที่พราวตะวันกำลังรอ ไม่ใช่คำร้องขอความช่วยเหลือ เธอกำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายพูดความจริงออกมาเอง แต่คืนนั้นไม่มีคำใดหลุดออกจากปากของพงศธร มีเพียงเสียงกระดาษที่ถูกรวบเก็บอย่างลุกลี้ลุกลน

โดยที่เขาอาจไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่ายิ่งเขาพยายามปกปิดมากเท่าไร ผู้หญิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงก็ยิ่งมองเห็นชัดขึ้นเท่านั้นว่า ชีวิตของสามีกำลังมีบางอย่างที่เขาไม่กล้าให้เธอเห็น

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ พราวตะวันเดินออกไปเปิดตู้จดหมายหน้าบ้านตามปกติ ภายในมีทั้งใบแจ้งค่าน้ำ ค่าไฟ เอกสารประชาสัมพันธ์ และโบรชัวร์โฆษณาหลายฉบับ เธอหยิบออกมาคัดแยก จนกระทั่งมือหยุดอยู่ที่ซองจดหมายสีขาวใบหนึ่ง ด้านหน้าซองพิมพ์โลโก้ของธนาคารขนาดใหญ่ พร้อมข้อความตัวหนาที่สะดุดตา

“อนุมัติไว วงเงินสูง สินเชื่อส่วนบุคคล” ด้านล่างยังมีข้อความประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ย พราวตะวันมองซองนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพลิกดูชื่อผู้รับ

“พงศธร”

เธอไม่ได้เปิดซอง เพียงใช้นิ้วลูบผ่านกระดาษเบา ๆ ในฐานะอดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาด เธอรู้ดีว่า เอกสารลักษณะนี้ไม่ใช่จดหมายโฆษณาที่สุ่มส่งถึงบ้านทั่วไปธนาคารมักคัดเลือกลูกค้าเป้าหมายจากข้อมูลทางการเงินพฤติกรรมการใช้เครดิต หรือประวัติการขอสินเชื่อ ก่อนจัดส่งข้อเสนอที่ตรงกับลูกค้าแต่ละราย เธอยืนนิ่งอยู่หน้าตู้จดหมาย ความคิดหลายอย่างค่อย ๆ เชื่อมต่อกันอย่างเงียบงัน

ภาพพงศธรนั่งกุมขมับอยู่กับกองใบแจ้งหนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน คำพูดเร่งรัดให้ต่อ พ.ร.บ. ภาษีประกันรถของเธอ และกล่องถุงยางอนามัยที่ยังคงถูกเก็บไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน

ทุกอย่างยังเป็นเพียงเศษเสี้ยว ยังไม่มีสิ่งใดพิสูจน์ได้ทั้งหมด แต่เศษเสี้ยวเหล่านั้น กำลังค่อย ๆ ประกอบกันเป็นภาพเดียว พราวตะวันสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนหยิบซองจดหมายของตัวเองแยกออกมา ส่วนซองของพงศธรเธอวางไว้บนโต๊ะกลางในห้องรับแขก ตรงตำแหน่งเดิมที่ใช้วางจดหมายของเขาเป็นประจำ

พราวเริ่มตระหนักแล้วว่า สิ่งที่กำลังพังทลายลง อาจไม่ได้มีเพียงความเชื่อใจ หากแต่รวมถึงชีวิตที่พงศธรพยายามประคองไว้ด้วยคำโกหก ซึ่งกำลังเรียกเก็บต้นทุนจากเขา

ช่วงบ่ายของวันหยุดเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พราวตะวันละสายตาจากโน้ตบุ๊ก ก่อนเดินไปเปิดประตู

“ดารา”

“สวัสดีค่ะพี่พราวตกใจไหมคะ พอดีหนูนัดมาดูหนังกับเพื่อนแถวนี้ แต่เพื่อนดันติดธุระกะทันหัน จะกลับบ้านก็เบื่อ เลยคิดว่าเลยแวะมาหาพี่ดีกว่า” พันดารายืนยิ้มอยู่หน้าบ้าน ในมือถือแก้วกาแฟเย็นกับถุงขนมจากห้างสรรพสินค้า

“อย่างนั้นเหรอ เข้ามาสิ” พราวตะวันยิ้มอ่อน

พันดาราเดินเข้ามาในบ้านราวกับเป็นบ้านของตัวเอง เธอถอดรองเท้า วางกระเป๋าไว้บนโซฟา ก่อนเดินสำรวจไปรอบ ๆ อย่างอารมณ์ดี

“บ้านสะอาดน่าอยู่จังเลยนะคะ โอ้โห มีแต่ของแพงๆ ทั้งนั้นเลย” น้องสาวต่างแม่ถือวิสาสะเดินไปเปิดตู้เย็นอย่าง สายตาไล่ผ่านผลไม้นำเข้า และของอย่างอื่นในบ้าน

“อยากกินอะไรก็หยิบกินได้ตามสบาย”

“พี่ราวนี่ใจดีจังเลยนะคะ”

พันดาราหัวเราะร่า ก่อนเดินออกจากครัว สายตาหยุดอยู่ที่ผนังห้องรับแขก ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งขนาดใหญ่ของพราวตะวันกับพงศธร ยังคงแขวนอยู่ที่เดิม เจ้าสาวในชุดสีขาวกำลังยิ้มอย่างมีความสุข เจ้าบ่าวมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน พันดารายืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

“พี่พราว โชคดีจังนะคะ ที่ได้แต่งงานกับพี่พง” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากรูปถ่าย น้ำเสียงฟังดูสบาย ๆ เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา

แต่ในวินาทีนั้น ภาพสะท้อนบนตู้กระจกเมื่อสัปดาห์ก่อน กลับผุดขึ้นมาในความทรงจำของพราวตะวันอย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจของเธอกระตุกวูบ ก่อนจะรีบกดความคิดนั้นลง

“ถ้าวันหนึ่งหนูจะมีสามีสักคน หนูก็อยากได้คนดี ๆ แบบพี่พง” พันดาราหันกลับมายิ้มให้พี่สาว ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กสาวที่กำลังฝันถึงอนาคต

ประโยคนั้นลอยอยู่กลางห้องรับแขก พราวตะวันเพียงยิ้มบาง ๆ แต่ปลายนิ้วที่กำลังจับแก้วน้ำอยู่ คำพูดเพียงประโยคเดียวของพันดาราได้ทิ้งรอยร้าวเส้นใหม่ลงบนหัวใจของพราวตะวันอีกครั้ง

“ผู้ชายแบบพี่พง ใคร ๆ ก็คงอยากได้เป็นสามี” พันดาราหันมายิ้มให้พี่สาวอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นสดใส ไร้เดียงสา

“พี่พราวคะ วันนี้หนูขออยู่กินข้าวเย็นด้วยคนได้ไหมคะ”

“ได้สิ อยากกินอะไรล่ะ”

“หนูอยากกินปูนึ่ง กุ้งอบวุ้นเส้น แล้วก็ปลากะพงทอดน้ำปลา ถ้ามีอาหารทะเลเยอะ ๆ จะดีมากเลย”

พราวตะวันนิ่งไปเพียงครู่ เพราะเมนูที่น้องสาวเอ่ยมา ล้วนเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบราคาสูง โดยเฉพาะปลากะพงทอดน้ำปลา มนเป็นเมนูโปรดของพงศธร

“ได้ “เดี๋ยวพี่พาไปซื้อของ”

ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านในช่วงเย็น ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาจับจ่ายหลังเลิกงาน พราวตะวันเข็นรถเข็นช้า ๆ ไปตามแผนกอาหารสด เลือกปูทะเลทีละตัว พลิกดูความสดของปลา เลือกกุ้งตัวใหญ่จากตู้แช่ ก่อนวางลงในรถเข็นอย่างคล่องแคล่ว พันดาราเดินตามอยู่ข้าง ๆ สายตาเธอไล่มองสินค้าทีละชิ้น

พราวตะวันหยิบของแต่ละอย่างขึ้นมาดูเพียงสั้น ๆ ก่อนวางลงในรถเข็น แทบไม่เคยมองป้ายราคา พันดาราอมยิ้ม ก่อนพูดขึ้นเหมือนคุยเล่น

“พี่พราวดีจัง อยู่บ้านเฉย ๆ ก็มีเงินใช้ คุณพ่อชอบบอกว่าพี่เก่ง ตอนเด็ก ๆ หนูได้ยินจนจำได้เลย”

“พี่ก็แค่บริหารสิ่งที่มีให้ดีที่สุด”

“อย่างนั้นเหรอคะ หนูอยากซื้อของแบบนี้ได้บ้างจัง อยากกินอะไรก็ซื้อ อยากได้อะไรก็หยิบ ไม่ต้องคิดว่ามีเงินพอหรือเปล่า แม่บอกว่าพี่พราวฉลาดหาเงิน”

พราวตะวันหยุดเข็นรถ หันมายิ้มให้น้องสาวด้วยแววตานิ่งสงบ

“ถ้าดาราหางานที่มั่นคงทำได้และรู้จักเก็บเงิน รู้จักวางแผนการใช่เงิน อีกหน่อยดาก็จะซื้อทุกอย่างที่ตัวเองอยากได้ โดยไม่ต้องพึ่งใคร”

“แต่ถ้าเรามีสามีรวยมันจะไม่ดีกว่าเหรอคะ ไม่ต้องออกไปทำงาน ไม่ต้องวางแผน”

“แล้วถ้าวันหนึ่งสามีรวยที่น้องบอก เขาไม่ได้รักน้องแล้วละ”

“ไม่มีหรอกค่ะ”

“ไม่มีเหรอ” พราวตะวันเลิกคิ้วทันที

“ใช่ค่ะ เพราะไม่มีผู้ชายคนไหน ทนไม่รักดาราได้”

พราวตะวันไม่ต่อปากต่อคำกับน้องสาวอีก เพราะเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์ เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอค่อย ๆ นำวัตถุดิบที่ซื้อมาแยกใส่ตะกร้า เพื่อเตรียมนำมาปรุงมื้อค่ำ

“ดารา ช่วยพี่ล้างปูกับล้างกุ้งหน่อยสิ”

“โอย ไม่ได้หรอกค่ะ หนูเพิ่งไปทำเล็บมาเมื่อวาน เดี๋ยวเล็บพัง” พันดาราที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนเก้าอี้บาร์ เงยหน้าขึ้นทันที ยื่นปลายนิ้วสีชมพูอ่อนที่เพิ่งต่อเล็บมาใหม่ให้พี่สาวดู พราวตะวันมองเล็บคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลอบถอนหายใจแผ่วเบา

“งั้นช่วยหั่นผักก็ได้”

“พี่พราวก็รู้ว่าหนูทำไม่เป็น ตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ไม่เคยให้หนูทำงานบ้านเลย มีแม่บ้านทำให้ตลอด”

พราวตะวันพยักหน้าถอนหายใจเบา ๆ เธอรู้เพราะนั่นคือความจริง พันดาราเติบโตมาในบ้านที่ได้รับการตามใจทุกอย่าง ไม่เคยถูกขอให้ล้างจาน ซักผ้า ไม่เคยแม้แต่ปอกผลไม้เอง

“ถึงคุณพ่อคุณแม่จะไม่เคยให้ทำ แต่ดาน่าจะลองฝึกไว้บ้างนะ วันหนึ่งถ้ามีครอบครัว จะได้ดูแลสามีแล้วเขาจะได้รักดาราเหมือนที่ดาราบอกไง”

“โอ๊ย สมัยนี้ใครเขาแต่งงานไปเป็นทาสผู้ชายกันแล้ว” พันดาราหลุดหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะสดใส ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลก

“งานบ้านก็จ้างคนรับใช้สิ อยากกินอะไรก็ออกไปกินร้านอาหาร มีคนทำให้ มีคนเสิร์ฟ ไม่ต้องเหนื่อย ส่วนพ่อแม่สามี ก็เป็นพ่อแม่สามี ไม่ใช่ของหนูสักหน่อย ขนาดพ่อแม่หนูเอง ยังไม่เคยขอให้หนูดูแลเลย แล้วทำไมหนูต้องไปดูแลคนอื่นด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป