บทที่ 2 ตอนที่2 มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ตอนที่2

มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ประตูเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ผู้หญิงร่างระหงในชุดเดรสสีครีมก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานที่จัดวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เมธาวีสวยสง่าเหมือนคนที่เกิดมาเพื่อยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟและสายตาชื่นชม เธอมองภาคินก่อนเลื่อนสายตามายังลลินที่ยืนอยู่ใกล้เขาเกินกว่าพนักงานคนหนึ่งควรจะยืน

“เมไม่คิดว่าภาคินยังมีแขกอยู่ ดึกขนาดนี้แล้ว คุณยังประชุมงานกับพนักงานอยู่หรือคะ” เมธาวีพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตากลับกรีดผ่านลลินอย่างเย็นเยียบ

ลลินรีบถอยหลังหนึ่งก้าวทันที ระยะห่างที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้เธอรู้ตัวว่าก่อนหน้านี้ตนเองยืนใกล้ภาคินมากเกินไปจริง ๆ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นแก้มทั้งที่อากาศในห้องเย็นจัด

“งานด่วนของโรงแรมใหม่” ภาคินตอบสั้น ๆ โดยไม่อธิบายมากกว่านั้น สีหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยเหมือนม่านเหล็กถูกดึงลงปิดทุกความรู้สึกเมื่อมีคนอื่นเข้ามาในห้อง

เมธาวียิ้มบาง เดินเข้ามาวางถุงกระดาษจากร้านอาหารชื่อดังลงบนโต๊ะอย่างเป็นเจ้าของสถานที่ ก่อนหันไปมองลลินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างสุภาพเกินจริง

“คุณคงเป็นนักออกแบบที่ภาคินชมว่าเก่งมากสินะคะ ทำงานดึกแบบนี้ต้องระวังสุขภาพด้วยนะคะ ผู้หญิงเราถ้าเหนื่อยมากเกินไป บางครั้งคนอื่นอาจเข้าใจผิดได้ง่าย” เมธาวีกล่าวด้วยรอยยิ้มละมุน แต่ถ้อยคำกลับแฝงเข็มคมที่แทงเข้าใจคนฟังอย่างจงใจ

ลลินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่ต้องมีมือใครแตะ เธอก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อรักษามารยาท ทั้งที่ในอกมีบางอย่างจุกแน่น

“ขอบคุณที่เตือนค่ะ ดิฉันมาที่นี่เพราะงาน และจะกลับทันทีหลังคุยงานเสร็จค่ะ” ลลินตอบ            เรียบ ๆ โดยพยายามไม่ให้เสียงสั่น แม้จะรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าตั้งใจสื่ออะไร

ภาคินเหลือบมองลลิน แววตาคมมีประกายไม่พอใจเมื่อเห็นเธอถอยห่างเหมือนกำลังยอมรับตำแหน่งต่ำต้อยของตัวเอง เขาไม่ชอบที่เมธาวีพูดแบบนั้น และยิ่งไม่ชอบที่ลลินยอมหลบสายตา

“เมธาวี ผมยังคุยงานไม่จบ” ภาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นลงอย่างชัดเจน จนเมธาวีชะงักไปเล็กน้อย

เมธาวียังคงยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแข็งขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนจะกลับมาอ่อนหวานเหมือนเดิม เธอรู้จักภาคินดีพอจะรู้ว่าไม่ควรปะทะต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเพิ่งออกตัวปกป้องด้วยน้ำเสียงเช่นนี้

“ถ้าอย่างนั้นเมไม่รบกวนแล้วค่ะ พรุ่งนี้คุณหญิงรัชนีอยากให้ภาคินไปทานมื้อเย็นด้วยนะคะ ท่านบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับงานหมั้นที่ควรคุยกันให้ชัดเจนเสียที” เมธาวีกล่าวช้า ๆ พร้อมจงใจทิ้งคำว่า งานหมั้น ให้หนักกว่าคำอื่น

ลลินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไปชั่วขณะ แม้เคยได้ยินข่าวลือเรื่องภาคินกับเมธาวีมาบ้าง แต่เมื่อได้ยินจากปากผู้หญิงคนนั้นตรง ๆ หัวใจที่ไม่ควรหวั่นไหวกลับเจ็บแปลบอย่างน่าอาย

ภาคินไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงมองเมธาวีนิ่งจนบรรยากาศตึงเครียด เมธาวีจึงหันหลังเดินออกจากห้องไปพร้อมกลิ่นน้ำหอมหวานจัดที่ยังค้างอยู่ในอากาศ

เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้หนักกว่าเดิม ลลินรีบรวบแฟ้มงานขึ้นแนบอกและก้าวถอยไปทางประตูทันที

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอกลับไปแก้แบบตามที่ท่านประธานต้องการนะคะ” ลลินพูดโดยไม่มองหน้าเขา เพราะกลัวว่าแววตาตัวเองจะเผยความรู้สึกที่ไม่ควรมีออกไป

ภาคินเดินเข้ามาขวางทางก่อนที่เธอจะถึงประตู มือใหญ่คว้าข้อมือเธอไว้ ไม่แรงจนเจ็บ แต่มั่นคงพอจะทำให้เธอหยุดก้าวทันที ความร้อนจากฝ่ามือเขาซึมผ่านผิวเย็นของเธออย่างชัดเจน

“ผมเคยบอกให้คุณแก้แบบตามที่ผมต้องการหรือยัง” ภาคินถามเสียงต่ำ แววตาคมจับอยู่บนใบหน้าที่พยายามก้มหลบเขา

ลลินเงยหน้าขึ้นอย่างจำใจ ดวงตาของเธอมีทั้งความสับสน เจ็บ และพยายามรักษาระยะห่างไว้อย่างสุดกำลัง

“เมื่อครู่ท่านประธานบอกว่าไม่อนุมัติ นั่นก็ชัดเจนพอแล้วค่ะ” ลลินตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นลง เพราะเธอต้องรีบดึงตัวเองออกจา สถานการณ์ที่ทำให้หัวใจไม่ปลอดภัยนี้

ภาคินกระชับมือเล็กไว้เล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมการเห็นเธอถอยห่างเพราะคำว่า งานหมั้น ถึงทำให้เขาหงุดหงิดได้มากขนาดนี้ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนมาก่อน

“สิ่งที่ชัดเจนคือคุณกำลังหนี ทั้งที่เมื่อกี้ยังกล้าเถียงผมเหมือนไม่กลัวอะไรเลย” ภาคินกล่าวช้า ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่บีบหัวใจคนฟังได้อย่างประหลาด

ลลินเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองมือของเขาที่จับข้อมือเธอไว้ ก่อนมองกลับไปยังใบหน้าคมที่อยู่ใกล้เกินไปอีกครั้ง

“ดิฉันไม่ได้หนีค่ะ ดิฉันแค่รู้ว่าตัวเองควรยืนตรงไหน และไม่ควรลืมว่าท่านประธานมีคนที่เหมาะสมกับท่านอยู่แล้ว” ลลินพูดออกไปในที่สุด น้ำเสียงของเธอสงบ แต่ปลายประโยคกลับแฝงความเจ็บที่เจ้าตัวซ่อนไว้ไม่มิด

คำว่า เหมาะสม ทำให้แววตาของภาคินเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว เขาปล่อยมือเธอช้า ๆ แต่ไม่ได้ถอยห่าง กลับยืนกักเธอไว้ด้วยสายตาที่ทำให้ลลินหายใจไม่ทั่วท้อง

“ใครเป็นคนบอกคุณว่าเมธาวีเหมาะสมกับผม” ภาคินถามด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ แต่ภายใต้ความเย็นนั้นมีบางอย่างเดือดพล่านอย่างควบคุมยาก

ลลินกำมือกับแฟ้มงานแน่นกว่าเดิม เธออยากตอบว่าไม่ต้องมีใครบอก เพราะแค่เห็นก็รู้แล้วว่าผู้หญิงอย่างเมธาวีอยู่ในโลกเดียวกับเขา ส่วนเธอเป็นเพียงพนักงานที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวัน แต่ถ้าพูดออกไป เธอคงยอมรับว่าตนเองกำลังเปรียบเทียบ ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้สึก

“ทุกอย่างรอบตัวท่านประธานบอกดิฉันแบบนั้นค่ะ ทั้งตำแหน่ง ครอบครัว สังคม และอนาคตที่ถูกวางไว้แล้ว” ลลินตอบอย่างยากลำบาก ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำแต่ยังไม่ยอมให้น้ำตาไหล

ภาคินมองเธอนิ่ง หัวใจที่เคยถูกฝึกให้แข็งและไร้รอยร้าวเหมือนถูกปลายนิ้วบางอย่างกดลงตรงจุดลึกสุด เขาไม่ชอบคำตอบของเธอ ไม่ชอบความจริงที่เธอมองเห็น และไม่ชอบยิ่งกว่าที่ตัวเขาเองไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากว่าชีวิตของเขาไม่เคยถูกวางไว้เช่นนั้น

“แล้วหัวใจของคุณล่ะ ลลิน มันบอกคุณว่ายังไง” ภาคินถามเสียงพร่าเล็กน้อย เป็นประโยคที่หลุดออกไปก่อนที่เขาจะทันห้ามตัวเอง

ลลินชะงักเหมือนถูกดึงลมหายใจออกจากอก เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายเย็นชาเช่นเขาจะถามคำถามนี้ ท่ามกลางฝนที่ยังตกไม่หยุด เสียงเมืองที่อยู่ไกลออกไป และระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวที่เหมือนมีชะตากรรมทั้งชีวิตขวางอยู่

“หัวใจของดิฉันไม่สำคัญหรอกค่ะ เพราะบางครั้งสิ่งที่หัวใจต้องการ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตอนุญาตให้เลือก” ลลินตอบเบามาก แต่ทุกคำกลับหนักพอจะทำให้ความเงียบในห้องสั่นสะเทือน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป