บทที่ 5 ตอนที่5 ปล่อย

ตอนที่5

ปล่อย

ลลินหันกลับมา ใบหน้าเปียกฝนจนแยกไม่ออกว่าหยดที่เกาะปลายคางคือน้ำฝนหรือน้ำตา เธอพยายามดึงมือออก แต่ภาคินกลับไม่ปล่อย

“กรุณาปล่อยฉันค่ะท่านประธาน ตอนนี้เป็นเวลานอกงานแล้ว และฉันไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกับท่านอีก” ลลินพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ห่างเหินที่สุด แม้ในอกจะสั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่

“ไม่มีเรื่องต้องคุยงั้นหรือ แล้วใบลาออกในแฟ้มของคุณคืออะไร” ภาคินถามตรง ๆ ดวงตาคมมองแฟ้มที่เธอกอดไว้เหมือนมองทะลุทุกการตัดสินใจของเธอ

ลลินนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่รู้ว่าเขารู้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธอีกแล้ว

“ถ้าท่านทราบแล้วก็ดีค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะยื่นอย่างเป็นทางการ และจะส่งต่องานทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนออก” ลลินตอบอย่างสุภาพเกินจำเป็น เพราะกลัวว่าถ้าใช้เสียงจริง ๆ ของตัวเอง มันจะสั่นจนเขาจับได้ว่าเธอเจ็บแค่ไหน

ภาคินจ้องเธอนิ่ง แววตาของเขาเย็นจัดกว่าอากาศรอบตัว แต่ความเย็นนั้นไม่ได้เกิดจาก                ความเฉยชา หากเกิดจากความโกรธที่ถูกกดไว้จนใกล้ระเบิด

“คุณคิดว่าการหนีออกไปจะทำให้ทุกอย่างจบหรือ” ภาคินถามเสียงต่ำ แต่ทุกคำหนักจนเหมือนกดลงบนหัวใจของเธอ

“อย่างน้อยมันก็ทำให้ข่าวลือหยุดอยู่ที่ตัวฉัน ไม่ลามไปทำให้ท่านประธานเสียหายมากกว่านี้ค่ะ” ลลินตอบพร้อมเงยหน้าสู้สายตาเขา ทั้งที่น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“คุณห่วงชื่อเสียงผมมากกว่าศักดิ์ศรีของตัวเองหรือ” ภาคินถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะเขาเห็นเธอถูกเหยียบมาทั้งวัน แต่สิ่งแรกที่เธอพูดกลับเป็นการปกป้องเขา

ลลินหัวเราะเบา ๆ อย่างขื่นขม เสียงนั้นถูกฝนกลืนหายไปแทบไม่เหลือ แต่ภาคินได้ยินชัดเจน

“ศักดิ์ศรีของฉันคงไม่มีค่าเท่าชื่อเสียงของท่านประธานหรอกค่ะ เพราะสำหรับคนอื่น ฉันเป็นแค่พนักงานคนหนึ่งที่ถูกมองว่าสะเออะไปยืนใกล้ผู้ชายที่ไม่ควรแตะต้อง” ลลินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ความเจ็บที่เธอเก็บมาทั้งวันไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

ภาคินก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด สายฝนสาดผ่านช่องลานจอดรถจนเปียกไหล่สูทสีเข้มของเขา แต่เขาไม่สนใจสิ่งใดนอกจากผู้หญิงตรงหน้า

“ใครพูดอะไรกับคุณ” ภาคินถามเสียงกดต่ำ แววตาคมเข้มขึ้นจนลลินรู้สึกได้ถึงความอันตรายที่แผ่ออกมา

“ไม่สำคัญหรอกค่ะ เพราะต่อให้ไม่มีใครพูด ความจริงก็ยังเหมือนเดิม ท่านอยู่ในที่ของท่าน ส่วนฉันอยู่ในที่ของฉัน” ลลินตอบแล้วพยายามดึงมือออกอีกครั้ง แต่แรงของเขากลับมั่นคงเกินกว่าจะหลุดได้ง่าย ๆ

“อย่าเอาคำว่าที่ของคุณมาใช้ผลักผมออกไป ทั้งที่คุณเองก็รู้ว่าเมื่อคืนไม่ใช่แค่ผมที่เสียการควบคุม” ภาคินกล่าวอย่างเฉียบคม ดวงตาของเขามองลึกเข้าไปในแววตาที่พยายามหลบหนี

ลลินสะอึก หัวใจเต้นแรงจนเจ็บไปทั้งอก เธออยากปฏิเสธ อยากบอกว่าเขาคิดไปเอง แต่ความจริงในดวงตาเธอกลับทรยศทุกคำโกหกก่อนที่ริมฝีปากจะขยับเสียอีก

“อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ ท่านประธานมีคุณเมธาวี มีครอบครัว มีอนาคตที่เหมาะสมรออยู่ ส่วนฉันไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่พยายามแทรกเข้าไปในชีวิตของคนอื่น” ลลินพูดเร็วขึ้นราวกับกลัวว่าถ้าช้าอีกนิด เธอจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขาจริง ๆ

“ผมไม่เคยบอกว่าผมต้องการอนาคตแบบนั้น” ภาคินตอบทันที น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนลลินเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ

“แต่คนทั้งบริษัทคิดแบบนั้นค่ะ และคุณเมธาวีก็คิดแบบนั้น” ลลินโต้กลับอย่างเจ็บปวด เพราะคำว่าเมธาวีแทงใจเธอทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้มเหนือกว่าของผู้หญิงคนนั้น

“แล้วคุณล่ะ คุณคิดอะไร” ภาคินถามพลางจับไหล่เธอไว้ทั้งสองข้าง บังคับให้เธอหยุดถอยด้วยแววตาและสัมผัสที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหว

ลลินมองเขาผ่านม่านฝน ดวงตาของเธอแดงก่ำและเต็มไปด้วยความอัดอั้น เธอไม่อยากตอบ ไม่อยากยอมรับว่าตลอดทั้งวันสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บที่สุดไม่ใช่คำดูถูกของคนอื่น แต่คือความจริงที่ว่าเธอเริ่มมีใจให้ผู้ชายตรงหน้าไปแล้ว

“ฉันคิดว่าฉันไม่อยากเป็นของเล่นของคนรวยค่ะ” ลลินพูดออกไปในที่สุด น้ำเสียงของเธอสั่นแต่คมราวกับกำลังใช้คำพูดนั้นป้องกันตัวเองจากเขา

คำตอบนั้นทำให้ภาคินนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนความโกรธจะวาบขึ้นในแววตาอย่างชัดเจน ไม่ใช่โกรธที่เธอดูถูกเขาเพียงอย่างเดียว แต่โกรธที่เธอดูถูกความรู้สึกของเขาเหมือนมันไม่มีน้ำหนักพอจะจริงจัง

“คุณคิดว่าผมตามลงมาท่ามกลางฝน เพียงเพราะอยากเล่นสนุกกับพนักงานคนหนึ่งหรือ” ภาคินถามเสียงต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ แต่ทุกคำกลับเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ทำให้ลลินหายใจติดขัด

“ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้จักท่านดีพอจะรู้ว่าท่านต้องการอะไรจากฉันกันแน่” ลลินตอบทั้งน้ำตาที่ไหลปะปนกับฝน เธอพยายามไม่สะอื้น แต่เสียงกลับสั่นจนปิดไม่มิด

ภาคินมองน้ำตาของเธอแล้วหัวใจราวกับถูกบีบแน่น เขาไม่ชอบเห็นเธอร้องไห้ ไม่ชอบยิ่งกว่าที่ตัวเขาเองเป็นหนึ่งในเหตุผลนั้น

“ผมก็ไม่รู้ว่าคุณทำอะไรกับผมเหมือนกัน ลลิน แต่ผมรู้ว่าผมไม่เคยเสียการควบคุมเพราะผู้หญิงคนไหนเท่าคุณ” ภาคินกล่าวชัดเจน ดวงตาของเขาไม่หลบ ไม่ลังเล และไม่เปิดช่องให้เธอคิดว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ

ลลินเหมือนถูกคำสารภาพนั้นดึงให้หยุดหายใจชั่วขณะ ความหวาดกลัวและความหวั่นไหวปะทะกันจนเธอไม่อาจขยับหนีได้อีก

“อย่าทำให้ฉันหวังเลยค่ะ ถ้าสุดท้ายฉันต้องเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว ฉันคงรับไม่ไหว” ลลินพูดเบาลงมาก ดวงตาของเธอสั่นไหวอย่างคนที่พยายามเข้มแข็งจนใกล้พัง

ภาคินยกมือขึ้นปาดหยดน้ำฝนออกจากแก้มเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนเกินกว่าภาพลักษณ์เย็นชาของเขา และทำให้กำแพงสุดท้ายในใจลลินสั่นคลอนอย่างน่ากลัว

“ผมยังตอบอนาคตทั้งหมดให้คุณไม่ได้ แต่ผมจะไม่ปล่อยให้ใครเหยียบคุณเพราะผม และผมจะไม่ยอมให้คุณเดินออกไปเพียงเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่า” ภาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกและมั่นคง ขณะที่มือของเขายังคงประคองใบหน้าเปียกฝนของเธอไว้

ลลินควรผลักเขาออก ควรเดินหนี ควรจำไว้ว่าผู้ชายคนนี้อันตรายต่อหัวใจเพียงใด แต่เมื่อเขาก้มลงมาหาอย่างเชื่องช้า เธอกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนคนหมดแรงต้าน

จุมพิตแรกเกิดขึ้นกลางเสียงฝน มันไม่ได้อ่อนหวานเหมือนความฝัน หากเต็มไปด้วยแรงอัดอั้น ความเจ็บปวด และคำถามที่ไม่มีใครกล้าตอบ ภาคินจูบเธอเหมือนคนที่พยายามพิสูจน์ว่าความรู้สึกของเขาไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ส่วนลลินตอบรับเขาด้วยหัวใจที่ทั้งกลัวและโหยหา

เมื่อเขาถอนริมฝีปากออก ลลินหอบหายใจ           เบา ๆ มือเล็กกำเสื้อสูทเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตกใจในความรู้สึกของตัวเอง

“กลับกับผม คุณเปียกฝนจนตัวสั่นแล้ว” ภาคินพูดเสียงพร่าลงเล็กน้อย ขณะมองใบหน้าซีดของเธอด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด

“ฉันกลับเองได้ค่ะ ท่านประธานไม่ควรทำให้เรื่องมันแย่ลงไปกว่านี้” ลลินพยายามตอบ แต่เสียงของเธอเบาจนแทบถูกฝนกลืนหาย

“เลิกเรียกผมว่าท่านประธานสักคืนได้ไหม ลลิน” ภาคินกล่าวพลางถอดเสื้อสูทคลุมไหล่ให้เธอ แม้น้ำเสียงยังเข้ม แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“ถ้าฉันไม่เรียกแบบนั้น ฉันจะลืมว่าคุณอยู่ไกลแค่ไหน” ลลินตอบด้วยแววตาปวดร้าว ขณะกระชับเสื้อสูทที่ยังอุ่นจากตัวเขาไว้แนบอก

ภาคินไม่ตอบ เขาเพียงจับมือเธอแล้วพาเดินไปยังรถของตัวเอง ครั้งนี้ลลินไม่ได้ขัดขืน เพราะความหนาวเริ่มแทรกเข้ากระดูก และหัวใจของเธอก็เหนื่อยเกินกว่าจะต่อสู้กับเขาอีก

รถคันหรูแล่นฝ่าสายฝนออกจากบริษัทไปในความมืด ลลินนั่งนิ่งอยู่เบาะข้างคนขับ เสื้อสูทของภาคินคลุมไหล่เธอไว้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของเขาทำให้ความสับสนในใจยิ่งรุนแรงขึ้น

ระหว่างทาง เธอเริ่มไอเบา ๆ ภาคินหันมามองหลายครั้ง ก่อนเอื้อมมือไปปรับอุณหภูมิในรถให้อุ่นขึ้น

“คุณตัวร้อน” ภาคินพูดหลังแตะหลังมือกับหน้าผากเธอชั่วครู่ น้ำเสียงของเขามีความกังวลที่เจ้าตัวไม่คิดจะปิดบัง

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตากฝนนิดหน่อย กลับถึงห้องกินยานอนพักก็คงดีขึ้น” ลลินตอบพร้อมเบี่ยงหน้าหนี เพราะสัมผัสของเขาทำให้หัวใจเธออ่อนเกินไป

“ผมไม่ส่งคุณกลับไปอยู่คนเดียวในสภาพนี้” ภาคินกล่าวเด็ดขาด ก่อนหักพวงมาลัยเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ถามความเห็นเธอ

“คุณภาคิน คุณจะพาฉันไปไหนคะ” ลลินถามอย่างตกใจ เผลอเรียกชื่อเขาแทนตำแหน่งเป็นครั้งแรกโดยไม่รู้ตัว

ภาคินเหลือบมองเธอเพียงเสี้ยววินาที แววตาที่เคยตึงเครียดคล้ายอ่อนลงอย่างประหลาดเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองจากปากเธอ

“คอนโดผม ที่นั่นมียา มีเสื้อผ้าแห้ง และมีคนที่ไม่ปล่อยให้คุณไข้ขึ้นจนเป็นลมอยู่คนเดียว” ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้ลลินเงียบไปทันที

“มันไม่เหมาะค่ะ ถ้ามีใครรู้ เรื่องของเราจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม” ลลินพูดเบา ๆ แม้ในใจจะรู้สึกอุ่นวาบกับคำว่ามีคนไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียว

“เรื่องของเราเลวร้ายตั้งแต่คนพวกนั้นตัดสินคุณโดยไม่รู้ความจริงแล้ว ผมไม่สนใจให้คำโกหกของใครมาสำคัญกว่าความปลอดภัยของคุณ” ภาคินกล่าวอย่างหนักแน่น มือของเขาจับพวงมาลัยแน่นขึ้นจนเห็นเส้นเลือดหลังมือชัดเจน

ลลินหันไปมองเขา ผ่านแสงไฟถนนที่สะท้อนเข้ามาเป็นระยะ ใบหน้าคมของภาคินยังนิ่ง แต่ความนิ่งนั้นกลับซ่อนความห่วงใยที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างหมดทางป้องกัน

คอนโดของภาคินอยู่สูงเหนือเมือง ห้องกว้างเงียบสงบจนเหมือนตัดขาดจากฝนและเสียงวุ่นวายภายนอก เขาพาเธอเข้าไปในห้องรับแขก ก่อนหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่และเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่งมาให้

“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวผมหายาให้” ภาคินพูดพลางวางของในมือไว้ตรงหน้าเธอ สายตาของเขาพยายามไม่มองเสื้อผ้าเปียกชื้นที่แนบกับร่างบางนานเกินไป

“ขอบคุณค่ะ ฉันเปลี่ยนเสร็จแล้วจะรีบกลับ” ลลินตอบเสียงเบา ขณะรับผ้าขนหนูและเสื้อเชิ้ตมาไว้ในอ้อมแขน

“คืนนี้คุณไม่กลับไปไหนทั้งนั้น จนกว่าไข้จะลด” ภาคินกล่าวทันทีด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง

ลลินอยากเถียง แต่ความมึนหนักในศีรษะทำให้เธอได้แต่เม้มปากแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบ ๆ

เมื่อออกมาอีกครั้ง เธออยู่ในเสื้อเชิ้ตของเขาที่ตัวใหญ่จนคลุมลงมาเกือบถึงเข่า ผมเปียกถูกซับจนหมาด ใบหน้าซีดลงกว่าเดิมเพราะพิษไข้ ภาคินที่ยืนรอพร้อมแก้วน้ำและยาเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนแววตาจะนิ่งค้างไปชั่วขณะ

ลลินดูเล็กลงมากในเสื้อของเขา และภาพนั้นทำให้หัวใจที่เขาเคยคิดว่าควบคุมได้เริ่มกระตุกผิดจังหวะอีกครั้ง

“กินยาแล้วนั่งพักก่อน” ภาคินพูดเสียงต่ำลงเล็กน้อย ก่อนยื่นแก้วน้ำให้เธอเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง

“ขอบคุณค่ะ” ลลินรับยาไปกินอย่างว่าง่าย เพราะร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนไม่เหลือแรงดื้อดึง

ภาคินพาเธอไปนั่งบนโซฟาตัวยาว เขาหยิบผ้าห่มมาคลุมให้ แล้วนั่งลงข้าง ๆ ในระยะที่ใกล้เกินกว่าความปลอดภัยของหัวใจเธอ

“วันนี้พวกเขาพูดอะไรกับคุณบ้าง” ภาคินถามขึ้นหลังความเงียบทอดยาวอยู่ครู่ใหญ่ น้ำเสียงของเขาไม่บังคับ แต่หนักแน่นพอให้รู้ว่าเขาต้องการคำตอบจริง ๆ

ลลินก้มมองมือของตัวเองบนผ้าห่ม เธอไม่อยากเล่า เพราะการทวนคำพูดเหล่านั้นเท่ากับปล่อยให้มันทำร้ายเธอซ้ำอีกครั้ง

“ไม่สำคัญหรอกค่ะ พรุ่งนี้พวกเขาก็คงลืม แล้วหันไปสนใจเรื่องใหม่” ลลินตอบพลางฝืนยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตาของเธอกลับหม่นลงอย่างปิดไม่มิด

“แต่คุณไม่ลืม” ภาคินกล่าวอย่างรู้ทัน ดวงตาคมมองเธอด้วยความนิ่งลึกที่ทำให้ลลินปวดใจขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

ลลินเงยหน้ามองเขา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ทั้งวันคลอขึ้นมาอีกครั้ง เธอเหนื่อย เหนื่อยกับการต้องแข็งแรงต่อหน้าคนทั้งโลก ทั้งที่ลึก ๆ แล้วเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เจ็บเป็น

“ฉันไม่เคยอยากได้อะไรจากคุณเลยค่ะ ไม่ได้อยากได้ตำแหน่ง ไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากให้ใครอิจฉา ฉันแค่อยากทำงานของฉันให้ดี แต่พอชื่อของฉันไปอยู่ใกล้คุณ ทุกอย่างที่ฉันพยายามสร้างมาก็เหมือนถูกลบหมดในวันเดียว” ลลินพูดออกมาทั้งน้ำตา เสียงของเธอแผ่วแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ทำให้ภาคินนิ่งงัน

ภาคินมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างหนักใจ เขาเคยคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกดีพอ เข้าใจเกมอำนาจดีพอ แต่เขาไม่เคยคิดว่าการที่เขาสนใจใครสักคนจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นถูกลากลงไปเจ็บปวดเช่นนี้

“ผมขอโทษ” ภาคินกล่าวสั้น ๆ แต่คำขอโทษนั้นหนักแน่นกว่าถ้อยคำยาวเหยียด เพราะมันออกมาจากคนที่แทบไม่เคยก้มหัวให้ความผิดพลาดของตัวเอง

ลลินส่ายหน้าเบา ๆ น้ำตากลิ้งลงแก้มขาวช้า ๆ

“คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษค่ะ เพราะเรื่องนี้ควรจบตั้งแต่ฉันรู้ว่าคุณมีโลกของคุณ และฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไป” ลลินตอบด้วยรอยยิ้มเจ็บ ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนน้ำตา

ภาคินเอื้อมมือไปเชยคางเธอให้หันกลับมาอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้ออกแรงบังคับ แต่สัมผัสนั้นทำให้เธอหยุดหนีได้อย่างน่าอันตราย

“ถ้าผมเป็นคนเปิดประตูให้คุณเข้ามาเอง คุณยังจะบอกว่าไม่มีสิทธิ์อีกหรือ” ภาคินถามเสียงต่ำ ดวงตาของเขาลึกจนลลินรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในความรู้สึกที่ไม่มีทางออก

“แล้วถ้าวันหนึ่งคุณปิดประตูใส่ฉันล่ะคะ ฉันจะเหลืออะไร” ลลินถามกลับด้วยเสียงสั่น เธอไม่ได้ประชด แต่ถามจากความกลัวที่แท้จริงในหัวใจ

คำถามนั้นทำให้ภาคินเงียบ เขาไม่มีคำสัญญาสวยหรูให้เธอในทันที เพราะชีวิตของเขามีเงามืดของครอบครัว อำนาจ และการแต่งงานที่ถูกวางไว้กดทับอยู่ แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าในคืนนี้ เขาไม่อยากปล่อยมือเธอ

“คืนนี้อย่าเพิ่งคิดถึงวันนั้น คิดแค่ว่าคุณอยู่ตรงนี้กับผม และผมจะไม่ทำให้คุณร้องไห้เพียงลำพังอีก” ภาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาออกจากแก้มเธออย่างทะนุถนอม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป