บทที่ 15 เมาแล้วซ่า
“พวกมึงจะรุมกูเหรอวะไอ้พอร์ช” สุริยนต์ตวาดใส่ญาติหนุ่มเสียงดังเมื่อถูกพฤทธิ์กับเพื่อนหิ้วมาในห้องน้ำเพราะฝ่ายเขามีแค่สองคนแล้วฝ่ายพฤทธิ์มีตั้งห้าคน
“กูไม่รุมมึงหรอกไอ้มิกซ์ แล้วมึงจะเอายังไงกูว่ามาอย่ามาก่อกวนในงานแต่งงานของพี่สาวกู..” พฤทธิ์ถามญาติหนุ่มเสียงเข้มด้วยความโกรธที่มันก่อกวนอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของพี่สาว
“กูไปกวนอะไรของมึงวะไอ้พอร์ช กูกำลังสนุกมากเลยต่างหากล่ะ หึหึๆๆ..” สิริยนต์พูดแล้วหัวเราะเพราะเขาไม่ชอบมันสองพี่น้องจึงมาก่อกวนงานแต่งงานของพัชรวลัย
“สนุกมึงคนเดียวน่ะสิ ไสหัวกลับบ้านไปเลยก่อนที่มึงจะเละคาตีนกู” พฤทธิ์พูดด้วยความโกรธเพราะสุริยนต์หยิบแก้วเครื่องดื่มแล้วเทราดไปทั่วทำความลำบากให้พนักงานและทำให้แขกในงานเหยียบเขาก็กลัวแขกในงานจะลื่นล้มบาดเจ็บและกเตือนมันแล้วแต่มันไม่ฟังก็ยังทำอีกเขาจึงลากมันออกมาจัดการในห้องน้ำเพื่อไม่อยากให้ทุกคนหมดสนุก
“ก็เอาสิวะ กูก็อยากรู้เหมือนกันว่ามึงจะแน่แค่ไหน” สุริยนต์พูดท้าทายญาติหนุ่มที่เก่งกว่าเขาทุกอย่างทั้งหน้าที่การงานและเรื่องสาวๆที่ต่างพากันชื่นชมมันมาตั้งแต่สมัยเรียนตั้งแต่ประถมยันมัธยมต้นและแตกหักกันเรื่องผู้หญิง
“กูว่ามึงเมาแล้วกลับเถอะไอ้มิกซ์ อย่ามีเรื่องกันเลย” นนทวัฒน์พูดอย่างใจเย็นเพราะไม่อยากให้มีเรื่องกันยังไงทั้งสองก็เป็นญาติกัน
“ถุย คิดว่าจะแน่..” สุริยนต์ถุยน้ำลายลงตรงหน้าของพฤทธิ์กับเพื่อนๆ
“ผลั้วะๆๆ..”
“โอ้ยย..” สุริยนต์ร้องออกมาทันทีที่พูดจบเพราะถูกกำปั้นกระแทกกรามแกร่งสองครั้งจนหน้าหันและเซจะล้ม
“ไอ้พอร์ช..” นนทวัฒน์ วิกรม พัสกร สก็อต เรียกเพื่อนเสียงดังเพราะมันบอกพวกเขาให้ใจเย็นแต่มันกลับฟาดหน้าไอ้มิกซ์ก่อน
“พวกมึงรุมไอ้มิกซ์นี่หว่า” อัศนัยเพื่อนของสุริยนต์ที่มางานด้วยกันก็ว่าพฤทธิ์กับเพื่อนก่อนจะประคองเพื่อนที่เซจะล้ม
“มึงคิดว่ากูจะยอมให้มึงต่อยกูคนเดียวหรือไงไอ้พอร์ช” สุริยน์พูดจบก็ง้างกำปั้นถลาไปหาพฤทธิ์เพื่อจะชกเขาแต่ถูกสวนกลับมาก่อน
“ผลั้วะๆๆ ตุ้บๆๆ..” สองหนุ่มก็ตะลุมบอนกันในห้องน้ำโดยที่เพื่อนทั้งสี่ของพฤทธิ์คุมตัวเพื่อนของสุริยนต์ไว้เพื่อให้ทั้งสองจัดการกันเอง
“ปล่อยสิวะ มึงจะดูไอ้มิกซ์มัยถูกไอ้พอร์ชซ้อมหรือไงวะ” อัศนัยว่าอดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนก่อนที่จะมีปัญหากันเรื่องผู้หญิงที่พาชื่นชมพฤทธิ์มากกว่าสุริยนต์และไม่ว่าสุริยนต์จะชอบผู้หญิงคนไหนเธอก็ปฏิเสธบอกว่าชอบพฤทธิ์ทำให้สุริยนต์มีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกับพฤทธิ์และหลังจากนั้นพวกเขาก็แบ่งพรรคแบ่งพวกไม่ถูกกันเจอหน้ากันก็มีเรื่องตลอดจนกระทั่งจบมัธยมสามก็แยกย้ายกันไปเรียนต่อและกลุ่มของพฤทธิ์ไปเรียนที่อเมริกา ส่วนกลุ่มของเขาไปเรียนที่อังกฤษแต่พอกลับมาเจอกันก็ยังไม่ถูกกันเหมือนเดิมแต่เวลางานสุริยนต์ไม่กล้าออกหน้าให้อาของพฤทธิ์ออกหน้าตลอดและงานนี้สุริยนต์ตั้งใจจะก่อกวนและเขาก็ห้ามไว้เพราะยังไงก็สู่พฤทธิ์ไม่ได้
“พอแล้วไอ้พอร์ช” สก็อตไปรั้งตัวเพื่อนไว้เมื่อเห็นสุริยนต์ล้มลงไปกองกับพื้น
“กูบอกแล้วว่าอย่ามาก่อกวนในงานของพี่สาวกู พามันส่งโรงบาลด้วยนะไอ้อัต” พฤทธิ์เช็ดเลือดมุมปากแล้วพูดกับสุริยนต์ที่นั่งบนพื้นอย่างหมดสภาพหน้าแตกยับเลือดเปรอะเต็มหน้าและเสื้อผ้า
“กูจะฟ้องคุณยาย รับรองมึงกระเด็นจากตำแหน่งแน่คอยดู อู้ยย..” สุริยนต์เค้นเสียงว่าพฤทธิ์ด้วยความเคียดแค้นที่แพ้มัน
“ถ้ามึงคิดว่าทำได้ก็เชิญ” พฤทธิ์พูดจบก็เดินไปที่อ่างล้างหน้าแล้ววักน้ำล้างหน้าที่มีคราบเลือดออกจนหมดก่อนจะล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าจนแห้ง
“ฝากไว้ก่อนเถอะกูจะเอาคืนมึงแน่ไอ้พอร์ช” สุริยนต์พูดใส่หน้าพฤทธิ์ทั้งที่ตัวเองลุกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ
“ยินดีทุกเมื่อ ไปดื่มกันต่อเถอะพวกเรา” พฤทธิ์เดินนำเพื่อนๆออกไปจากห้องน้ำอย่างไม่สนใจสุริยนต์ก่อนจะบอกให้เจ้าหน้าที่รปภ.เข้าไปช่วยพาสุริยนต์ไปส่งโรงพยาบาล
“ไอ้มิกซ์มันไม่เข็ดจริงๆเลยว่ะ” นนทวัฒน์พูดขึ้นหากลงมือลงไม้กันเมื่อไหร่สุริยนต์ก็จะเจ็บทุกครั้งไม่เคยชนะพฤทธิ์แต่พอโตมาก็จะมีแค่ปากเสียงกันและไม่ค่อยได้เจอกันและเที่ยวคนละที่แต่ครั้งนี้พฤทธิ์คงทนไม่ไหวจริงๆ ดีที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นห้องไปแล้ว อีกอย่างทุกคนก็เมามากจึงไม่มีใครสนใจ
“ปล่อยมันเถอะ คราวนี้มันคงเข็ดไปอีกนานว่ะ” วิกรมคิดว่าสุริยนต์คงเข็ดกำปั้นของพฤทธิ์ไปอีกนานเลยทีเดียวและที่มันทำได้คือฟ้องยายเหมือนทุกครั้งที่ทะเลาะกัน
“เข็ดก็ดีสิวะ ไอ้มิกซ์มันเหมือนหมาบ้าที่กัดไม่เลือกหน้าเดี๋ยวเจอกันมันก็เอาอีก” เขาไม่เห็นมันจะเข็ดเลยเจอหน้าก็ฮึ่มฮ่ำเข้าใส่เหมือนหมาบ้าและถูกเขาซัดหน้างายไปทุกครั้ง
“นั่นสิวะ ขนาดหน้าแหกมันยังไม่เข็ดแล้วไอ้ลูกแง่อย่างมันจะทำอะไรได้นอกจากฟ้องยาย”
“มึงทนได้ยังไงวะไอ้พอร์ช” สก็อตถามเพื่อนเพราะสุริยนต์ทำงานในบริษัทของพฤทธิ์
“งานคืองาน ถ้ามันไม่มีความสามารถกูก็ไม่เอาไว้หรอก ดื่มกันดีกว่าอย่าไปเสียเวลากับมันเลย” เขาแยกแยะได้เพราะเรื่องงานของสุริยนต์ไม่มีปัญหาและตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารก็ยังมีผู้จัดการดูแลอีกขั้นหนึ่งและเขาก็ตรวจทานงานทุกอย่างละเอียดยิบทำให้สุริยนต์ไม่กล้าหือในบริษัทแต่ก็ยังอวดเบ่งว่าเป็นหลานชายเจ้าของบริษัททั้งที่เขากับปริตาและปวรรธ์เป็นหลานแท้ๆยังไม่อวดอ้างตัวเองเลย
