บทที่ 12 หัวเราะให้กัน

เสียงถอนหายใจยาวก่อนจะพยักหน้ารับ “ใช่ เหมือนเมื่อวานนี้พวกเขายังแย่งกันนอนหนุนตักเจ้าอยู่เลย”

ทั้งสองนึกถึงลูกๆ ที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ยามที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำผิด ที่เหลือจะเข้ามาขอร้องแทนคนที่ทำผิด บางครั้งก็ลากเอาบิดามาเป็นโล่ แต่สุดท้ายไม้เด็ดของเด็กๆ คือมาแย่งกันหนุนตักของมารดา

“ไม่รู้ไปเอาความคิดพิเรนทร์มาจากไหน ซิ่นฮวาแต่งกายเป็นชายยังไม่เท่าไร ซิ่นหลิงแต่งกายเป็นหญิงนี่นะ” 

นางหัวเราะออกมาจนได้ ฝาแฝดคู่นี้ก็เหลือเกินจริงๆ แต่ซิ่นหลิงแม้จะเป็นเด็กชายแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กนั้น หน้าตาอ่อนหวานพิมพ์เดียวกับซิ่นฮวา เมื่อใส่ชุดเด็กหญิงของซิ่นฮวาก็ทำให้ผู้คนสับสน มองอย่างไรก็เป็นเด็กหญิงแสนน่ารัก ทำให้ซิ่นสือที่เป็นน้องเล็กร้องโวยวายจะใส่ชุดเด็กผู้หญิงบ้าง 

“ตอนนี้ซิ่นหลิงถอดแบบท่านมาจนแทบจะเรียกได้ว่าพิมพ์เดียวกัน คงใส่ชุดสตรีทำอะไรพิเรนทร์ตามใจซิ่นฮวาไม่ได้อีกแล้ว”

สองสามีภรรยาหัวเราะให้กัน เขาเป็นคนรักลูกมาก ใครก็ดูออก และเขาไม่ปิดบังความรักที่มีต่อลูกๆ เลย ในวัยเด็กที่บิดาผู้เป็นถึงฮ่องเต้หมางเมินต่อเขาที่เป็นลูกชายของผู้หญิงที่บิดาไม่รักใคร่ แทบจำความรู้สึกที่บิดาจับมือจูงเดินไม่ได้เลย เมื่อถึงเวลาที่เขาได้กลายเป็นบิดา เขาไม่ลังเลหรือเกรงคำติฉินนินทาของผู้ใด อุ้มเจ้าตัวเล็กไว้ในวงแขน ถ้าลูกร้องอยากขี่คอเขาก็ยอมให้ขี่คอ ลูกป่วยไข้ไม่สบาย เขาก็คอยเฝ้าช่วยเช็ดตัวให้ลูกด้วยสองมือของตนเอง จูงมือพวกเขาเดิน จับมือพวกเขาฝึกเขียนชื่อตัวเอง จดจำได้แม้กระทั่งวันที่ลูกๆ เปล่งเสียงเรียก ‘พ่อ’ ‘แม่’ ครั้งแรก 

ทั้งสองพึงพอใจที่ให้เด็กๆ เรียก ‘ท่านพ่อ’ ‘ท่านแม่’ ใช่ชีวิตครอบครัวแสนธรรมดา ละทิ้งคำว่าเชื้อพระวงศ์และยศศักดิ์ไว้เบื้องหลัง กินอาหารมื้อเย็นร่วมกัน และมักมีเสียงหัวเราะทุกครั้ง 

มือเรียวยื่นไปแตะแก้มของชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาที่มองมีความหมายลึกซึ้ง “หม่อมฉันทำความดีใดไว้หนอจึงได้ครองคู่กับท่านอ๋อง ได้มีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้”

เขายังจำช่วงที่ภรรยาเจ็บท้องจะคลอดเจ้าเด็กแฝด นางเจ็บครรภ์อยู่ถึงสองวันสองคืน เช้าวันที่สามเสียงเด็กสองคนร้องไห้แข่งกัน แม้คลอดครั้งนั้นจะคลอดยากพอควร แต่นางก็ยังอุ้มท้องลูกคนที่สามให้เขาอีก แต่คลอดซิ่นสือครั้งนี้คลอดได้ง่ายนัก ทำให้เขาแอบหวังว่านางจะมีลูกให้เขาอีก แต่นางก็ไม่ตั้งครรภ์อีก เขาเองก็ไม่บีบบังคับและไม่คิดรับหญิงอื่นมาเป็นอนุ เขาเพียงต้องการลูกที่เกิดจากหญิงที่เขารักเท่านั้น

“เป็นข้าที่ควรขอบคุณเจ้า มอบลูกชายลูกสาวน่ารักให้ถึงสามคน” 

เฟยเทียนยกมือจับฝ่ามือของนางที่แนบแก้มของเขาเลื่อนมาจุมพิตที่กลางฝ่ามือ “ตอนนี้เด็กๆ ก็เติบโตกันหมดแล้ว เห็นทีว่าตักของเจ้าคงมีแต่ข้าเท่านั้นที่จะหนุนนอน”

“สิบเจ็ดปีแล้วนะเพคะ ท่านอ๋องไม่เบื่อหม่อมฉันหรือ?” นางถามสะกดเสียงไม่ให้สั่นไหว นางย่อมโรยราลงทุกวันแต่เขายังคงดูเป็นบุรุษงามสง่าขึ้นทุกวัน 

“ฮืม...” เขาแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิด แต่พอเห็นอีกฝ่ายมีรอยกังวลในแววตาก็อดยิ้มเจ้าเล่ห์ไม่ได้ “ไม่ละ ข้ามีเจ้าก็พอแล้ว”

“จริงหรือเพคะ”

“จริงสิ”

“ท่านอ๋องจะมีหญิงอื่นอีกก็ย่อมได้ เหตุใดถึงยอมตามใจหม่อมฉันเช่นนี้” แน่นอนว่า นางเคยใช้ตำแหน่งพระชายา ‘เก็บกวาด’ ฮาเร็มของสามีมาแล้ว ความปวดใจครั้งนั้นยังคงทิ้งรอยไว้ถึงวันนี้

“ก็ข้าไม่อยากถูกลูกๆ เกลียดอย่างไรเล่า” เขาถึงกับแหงนหน้าหัวเราะ แค่คิดว่า ถ้าเขารับอนุหรือมีสนมกำนัลมาปรนบัติบนเตียง ลูกทั้งสามคงไม่ยอมพูดคุยกับเขาเป็นแน่ แต่ละคนล้วนปราดเปรื่องเรื่องกลั่นแกล้งผู้อื่นเสียด้วย เห็นทีว่าทั้งตัวเขาหรือหญิงอื่นอาจไร้ความสงบสุขเป็นแน่

“อ้อ! ถ้าไม่ใช่เพราะลูกๆ ท่านก็คงมีหญิงอื่นไปแล้วสิเพคะ” นางขึงตาใส่แล้วพลิกตัวหลบสัมผัสของอีกฝ่าย ทำแง่งอนราวกับเป็นเด็กสาว

มือใหญ่รวบร่างเล็กเข้ามากอดไว้ก่อนที่นางจะลุกขึ้นเดินหนี ยื่นปากไปประทับที่ลำคอขาวผ่องระรานอย่างเกเรทั้งที่ตัวเองหัวเราะเบาๆ กับท่าทางกระเง้ากระงอดของภรรยา

“ข้าอายุมากกว่าเจ้าเสียอีก ข้าควรกังวลที่เจ้าจะไปเหลือบแลมองชายอื่นมิใช่หรือ แต่เจ้าอย่าได้หวังไปเลย เพราะเห็นทีว่าเจ้าคงต้องทนเห็นสามีผู้นี้ไปจนแก่เฒ่า และต่อให้เจ้าผมขาวทั้งศีรษะข้าก็ไม่ยอมให้ได้นอกใจข้าเป็นแน่”

“ท่านนี่ พูดจาน่าเกลียดจริงๆ” นางไม่รู้ว่าควรโกรธ โมโห หรือหัวเราะกับสิ่งที่เขาพูดได้หน้าตาเฉยเช่นนี้ดี แต่ร่างของนางถูกประคองลงบนเตียงนอน ดวงตาคมที่จ้องมองนางมีความนัยลึกซึ้ง

“เหมยเอ๋อร์ ถ้าอยากได้ยินข้าบอกรักเจ้า เห็นทีว่าข้าต้องพิสูจน์ด้วยการ

กระทำเพื่อให้เจ้าเชื่อในคำพูดของข้าแล้ว”

เสียงหอบครวญดังแว่วหวานจากห้องบรรทม ราวกับเป็นการยืนยันคำพูดของบุรุษที่ให้คำสัตย์สัญญาจะมั่นรักในหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว... 

…..

เพียงบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา เสียงสนทนาที่มีอยู่ก่อนนั้นพลันเงียบหาย ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่ง เส้นผมสีเงินยวงและใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มอยู่เสมอนั้น น้อยครั้งที่จะเห็นรอยยิ้มเต็มปาก แต่กระนั้นก็มีใบหน้าที่ชวนมอง ทำให้เหล่าปวงเทพทั้งชายหญิงหันไปมองและส่งเสียงทักทาย

ฮวงหลงเพียงแค่ทักทายกลับเล็กน้อยตามมารยาท ขณะก้าวเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าเฝ้าเทพหนี่วา สายตาของเขาอดมองไปด้านข้างไม่ได้ หัวคิ้วขมวดมุ่น ปกติทุกครั้งที่มาเข้าเฝ้าเทพหนี่วาเขาต้องเห็นดอกโม่ลี่ฮวาน้อยๆ สีขาวพิสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมจางอยู่ที่บริเวณทางเข้าตำหนักเสมอ แต่ยามนี้ไม่เห็นสิ่งใด แม้จะแปลกใจแต่ก็มิได้เอ่ยถามกับผู้ใด เขาเดินเข้าไปในสวนแสนรมรื่นย์ซึ่งเทพหนี่วาประทับอยู่ก่อนแล้ว 

“มาแล้วรึ ฮวงหลง” เทพหนี่วาเอ่ยทักทายทันทีที่เห็นเทพมังกรหนุ่มเดินเข้ามา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป