บทที่ 9 ภารกิจอะไรเจ้าคะ?
เห็นเขาหันหลังให้นางปวดใจนัก แต่พอนึกได้ลองเรียกชื่อเขาออกไปกลับรั้งพี่ชายผู้นั้นไว้ได้ นางเคยพูดคุยกับท่านแม่เรื่องที่นางมองเห็นชายเจ้าของเส้นผมสีเงินยวงแต่ไม่มีผู้อื่นเห็น ท่านแม่จึงกระซิบบอกความลับนี้แก่นาง
“เจ้า!” น่าตายนัก! ต้องเป็นว่านหนิงเหมยที่บอกเด็กน้อยเป็นแน่ “นามของข้ามิใช่สิ่งที่เจ้าจะเอามาพูดเล่นเช่นนี้”
“คราวหน้าพี่ชายมาหาข้าอีกนะ ข้าอยากเจอพี่ชาย”
ซิ่นฮวายิ้มให้ควาททรงจำในวัยเด็กของตนเอง นางจำใบหน้าและท่าทางเหมือนกลายเป็นก้อนหินของเขาได้ดียิ่ง
‘ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็มิได้ จะหัวเราะก็ไม่ออก’
ไม่รู้เหตุใดนางจึงเห็นเขา แม้กระทั่งซิ่นหลิงซึ่งเป็นฝาแฝดกับนางยังมองไม่เห็น มีแต่มารดาเท่านั้นที่เข้าใจและเชื่อว่านางเห็นชายผู้นั้นจริงๆ
“เจ้าไม่ควรเรียกพี่ชายมาปรากฏกายบ่อยๆ นะ”
“เหตุใดข้าจะเรียกพี่ชายมาพบข้าไม่ได้ล่ะเจ้าคะ”
“พี่ชายผู้นั้นเป็นเทพมังกรดิน ย่อมมีภารกิจที่ต้องทำมากมายนัก เขาไม่ใช่เพื่อนเล่นของเจ้าหรอกนะ” มารดาวางมือบนศีรษะน้อยๆ ของนางแล้วยิ้มอ่อนโยน
“ภารกิจ? ภารกิจอะไรเจ้าคะ”
มารดาหัวเราะเบาๆ พยายามหาคำอธิบายให้ลูกสาวตัวน้อยแล้วเอ่ยออกมา “ช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนอย่างไรลูก”
นางกลอกตาไปมา เขามา ‘เล่น’ กับนางไม่ได้ แต่หากมีเรื่องเดือดร้อนก็ย่อมมาได้สินะ ด้วยเหตุผลนี้นางผู้รักความยุติธรรมตั้งแต่เด็ก นางและซิ่นหลิงมักแต่งกายเหมือนกันออกไปเที่ยวเล่นนอกตำหนักอยู่แล้ว เมื่อใดก็ตามที่นางพบผู้คนเดือดร้อน นางเป็นต้องเรียก ‘พี่ชาย’ ออกมาช่วยเหลือทุกครั้ง ไม่ว่าเขาจะทำหน้าบึ้งตึง ดุดัน ขึงตาใส่นางอย่างไร นางกลับไม่เคยกลัวเขาสักครั้ง
“ถ้าพี่ชายไม่มาท่านคิดว่าข้าซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวเล็กบอบบางจะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร”
เขาอ้าปากเหมือนจะโต้เถียงก็เปลี่ยนใจเป็นเม้มปากแน่นราวกลัวว่าถ้าปริปากส่งเสียงออกมาสักคำหนึ่งจะทำให้นางหาเรื่องตอบโต้เขาได้อีก
เป็นถึงเทพมังกรดินแต่เถียงสู้เด็กห้าขวบก็มิได้ รู้ถึงไหน อายถึงนั่น!
แม้บิดาจะรักใคร่เอ็นดูตามใจนาง แต่ดูท่าทางไม่ค่อยพอใจที่นางสนิทสนมกับเทพมังกรดินนัก มารดาเองก็คอยตักเตือนนางเสมอ
“ทำไมท่านพ่อไม่ชอบเทพมังกรดินเล่าท่านแม่ ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ นานาว่าเทพมังกรดินคุ้มครองตุนหวง ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นภัยมาหลายครั้งหลายคราแล้ว”
นางจำได้ว่าครั้งนั้นนางถามไปอย่างไม่เข้าใจท่าทีของบิดา แต่มารดากลับหัวเราะออกมาแล้วยื่นข้อเสนอให้นาง
“ทุกปีแม่เป็นผู้เชิญดอกไม้บวงสรวงเทพมังกรดิน เจ้าเคยเห็นแม่บรรเลง
ผีผาในงานพิธีใช่ไหม?”
นางพยักหน้าแทนคำตอบ ปีนขึ้นไปนั่งตักมารดาอย่างตั้งใจฟัง
“แม่จะให้เจ้าเป็นผู้เชิญดอกไม้บวงสรวงเทพมังกรดิน...”
“ลูกอยากทำเจ้าค่ะท่านแม่” นางรีบพูดแทรกขึ้นทั้งที่มารดายังพูดไม่จบ นางเห็นสายตาตำหนิของมารดา รีบยกมือขึ้นปิดปากทำท่าสำนึกผิดที่พูดแทรกทั้งที่มารดายังพูดไม่จบประโยค
“หากเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เชิญดอกไม้บวงสรวงเทพมังกรดิน เจ้าควรฝึกบรรเลงเครื่องดนตรี เจ้าชอบสิ่งใดก็จงฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ”
นางในวัยเด็กเห็นมารดาเพียบพร้อม ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน เล่นดนตรีได้ไพเราะ บางคราวก็เห็นมารดากับบิดานั่งเล่นหมากกระดานด้วยกัน ทั้งโคลงกลอนก็เรียกได้ว่าไม่ด้อยกว่าใคร นางจึงตัดสินจะเป็น ‘หญิงงาม’ แบบท่านแม่ให้ได้
เนื่องจากบิดาร่ำรวย นางจึงมีเครื่องดนตรีมากมายให้ลองหยิบจับสัมผัส นางซึ่ง...ไม่อาจเอาดีด้านวรยุทธ ต่างจากซิ่นหลิงที่อายุน้อยแต่เดินลมปราณได้แล้ว เมื่อบิดาเห็นว่านางสนใจดนตรีก็สรรหาอาจารย์มาสอนให้ นางเลือกเล่นพิณเพราะคิดไปว่ามันช่างแสนสง่างามหากนางนั่งบรรเลงบนแท่นพิธีในงานบวงสรวง ทว่านิ้วเล็กๆ ของนางต้องทนเจ็บปวดกับการฝึกดีดพิณ แต่เพราะนางตั้งใจจะเป็นผู้เชิญดอกไม้บวงสรวงเทพมังกรดิน ทำให้นางมีความพยายามและมุ่งมั่นจนอายุเจ็ดขวบนางก็เล่นพิณเจ็ดสายได้อย่างชำนาญ และในปีต่อมานางก็เล่นพิณสิบสองสายได้อย่างไพเราะ
นางไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่กันที่นางหวังจะเป็นหญิงที่เหมาะสมเคียงข้างบุรุษเจ้าของเส้นผมสีเงินยวงผู้นั้น นางฝึกร่ายรำและเขียนโคลงกลอน มารดาเห็นความพยายามของนางจึงยอมให้นางเป็นผู้เชิญดอกไม้บวงสรวงเทพมังกรดิน ในเวลานั้นนางอายุสิบสอง และหลังจากนั้นซิ่นหลิง ซาโม่ และกันอี๋ก็ออกเดินทางพร้อมองครักษ์ฝาแฝดเจิ้งหู่เจิ้งไฉ ส่วนนางอยู่กับจิ่นสือ แม้บิดามีราชกิจมากมายเพียงใดก็ยังสละเวลาฝึกวรยุทธให้จิ่นสือด้วยตนเอง
ในปีที่นางอายุสิบห้าสวมเสื้อผ้างดงามดุจดอกไม้แรกแย้ม นางเพิ่งเสร็จพิธีบูชาเทพมังกรดินและขอตัวแยกกับผู้อื่นมานั่งพักในห้องของนาง นางนั่งอยู่ปลายเตียงยืดหลังตรงรอคอยการมาของใครบางคนที่นางกระซิบเรียกชื่อเขาออกไป เพราะเขาปรากฏออกมาช้าทำให้นางกระวนกระวายใจจนอ้าปากจะเรียกชื่อเขาอีกครั้ง แต่บุรุษเจ้าของเส้นผมสีเงินยวงพลันมายืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว
“พี่ชาย” นางคลี่ยิ้มอ่อนหวานแล้วรีบลุกขึ้นยืน แม้ตอนนี้จะอายุสิบห้าแล้ว แต่เมื่อยื่นใกล้เขานางก็ยังดูตัวเล็กไม่ต่างจากตอนที่นางห้าขวบนัก
“ข้าบอกกี่ครั้ง นามของข้ามิใช่จะให้เจ้าเรียกพร่ำเพรื่อ”
“ข้ามิได้พร่ำเพรื่อเสียหน่อย” นางย่นจมูกใส่
“เมื่อสองวันก่อนเจ้าก็เรียกข้า” เขาขมวดคิ้วแต่ใบหน้ายังเรียบนิ่งเช่นเคย
“ก็คราวนั้นไฟไหม้ที่ตลาดนี่ ข้าก็ต้องเรียกพี่ชายให้มาช่วยดับไฟสิ”
พี่ชายเป็นเทพมังกรดินผู้เป็นใหญ่ในหมู่มังกร นางก็แค่ขอให้มีฝนมาช่วยดับไฟ สิ่งที่นางทำล้วนมีเหตุผลแล้วจะเรียกว่านางเรียกเขาพร่ำเพรื่อได้อย่างไรเล่า
“แล้วคราวนี้เจ้าเรียกข้ามาเพื่อสิ่งใด” เขาแสร้งทำหน้าเบื่อหน่าย ซ่อนความรู้สึกภายใน ต่อให้นางไม่เรียกเขา เขาคอยติดตามดูแลนางเสมออยู่แล้ว
นางรีบยื่นหลังมือให้เขา ชายหนุ่มจ้องมองแต่ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติจึงย้ายสายตามาสบตากับดวงตาสุกใสของนาง
“พี่ชายไม่เห็นรึ”
“เห็นมือของเจ้า”
