บทที่ 1 หนี้เลือดสิบปี
เสียงเครื่องพรินเตอร์ขนาดเอสามพ่นกระดาษแปลนออกมาแผ่นแล้วแผ่นเล่า ประสานกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดรัวเร็วด้านนอกห้องกระจกใส
พนักงานกว่าสามสิบชีวิตของ ‘เอ็น-มนต์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์’ กำลังง่วนกับการเคลียร์งานโค้งสุดท้ายของไตรมาสที่สี่ อินทีเรียร์ดีไซเนอร์โต๊ะริมสุดกางแคตตาล็อกหินอ่อนเทียบสีกับกระเบื้องตัวอย่างที่ซัพพลายเออร์เพิ่งส่งมา ถัดไปไม่ไกล วิศวกรประเมินราคานั่งขมวดคิ้วกดเครื่องคิดเลขไล่เช็กรายการวัสดุก่อสร้าง เพื่อให้ทันยื่นซองประมูลในสัปดาห์หน้า
ความคึกคักตรงหน้าคือเครื่องพิสูจน์การเติบโตของบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในและก่อสร้างครบวงจร ที่กำลังมาแรงที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์เวลานี้
ภายในห้องทำงานผู้บริหารที่กั้นด้วยกระจกเก็บเสียงสองชั้น ณมนทร์ฉัตร์ละสายตาจากหน้าจอไอแพดโปร ปลายนิ้วเรียวที่มีรอยด้านจางๆ จากการจับเกรียงและคลุกฝุ่นหน้าไซต์งานเมื่อหลายปีก่อน วางปากกาสไตลัสลงบนโต๊ะไม้แอชวูดตัวกว้าง
ซีอีโอสาวในชุดสูทกางเกงสีครีมคัตติ้งเนี้ยบ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง ดวงตาสีดำขลับมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ เห็นทาวเวอร์เครนของโครงการคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่บริษัทของเธอเพิ่งคว้างานตกแต่งภายในมาได้หมาดๆ
สิบปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่ ‘ปกรณ์ พิสิษฐ์พงศ์’ วิศวกรหน้างานและผู้รับเหมาช่วงผู้เป็นพ่อ ถูกจัดฉากให้เป็นแพะรับบาปในโศกนาฏกรรมอาคารส่วนต่อขยายถล่ม จนต้องจบชีวิตตัวเองในห้องขังเพื่อหนีความอัปยศ
เด็กสาววัยสิบเก้าปีในวันนั้น ต้องทิ้งชื่อเดิม เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘ณมนทร์ฉัตร์ ศิวัฒน์ชัย’ ตามนามสกุลฝั่งคุณยาย เธอเก็บความแค้นไว้ใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง แล้วนำเงินประกันชีวิตก้อนสุดท้ายของพ่อมาเป็นทุนตั้งต้น จากออฟฟิศห้องเช่ารูหนูที่มีพนักงานแค่สามคน เธอกัดฟันสู้กับผู้รับเหมาหน้าเขี้ยวและเจ้าของโครงการจอมตุกติก จนวันนี้บริษัทมีมูลค่างานในมือทะลุหลักร้อยล้านบาท
และเมื่อเช้านี้ นักสืบเอกชนที่เธอจ้างวานไว้ตลอดห้าปี ก็ส่งข่าวที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิตมาให้
เอกสารอนุมัติแบบโครงสร้างฉบับจริงเมื่อสิบปีก่อน ยังไม่ถูกทำลายทิ้งตามที่ฝ่ายกฎหมายของตระกูลอัครวาณิชย์เคยแถลงข่าวปิดคดี แต่มันถูกซ่อนไว้ในคลังเอกสารลับชั้นใต้ดินของตึกสำนักงานใหญ่อัครวาณิชย์
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่ ‘ปลายฝน’ หุ้นส่วนและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่วันแรกจะผลักเข้ามา หญิงสาวในชุดเดรสทำงานทะมัดทะแมงเดินหอบแฟ้มเอกสารปกแข็งเล่มหนามาหยุดหน้าโต๊ะ
"น้ำมนต์ งบการเงินสรุปยอดไตรมาสสุดท้ายจากสำนักงานบัญชีมาแล้ว" ปลายฝนวางแฟ้มลงพร้อมรอยยิ้มกว้าง "ปีนี้เราปิดจ๊อบโครงการใหญ่ได้เกินเป้า กำไรสุทธิพุ่งทะลุเพดานไปไกลมาก แกดูตัวเลขบรรทัดสุดท้ายสิ"
ณมนทร์ฉัตร์เปิดแฟ้ม กวาดสายตาอ่านตัวเลขทางบัญชีอย่างรวดเร็ว
"กำไรสุทธิโตขึ้นหกสิบเปอร์เซ็นต์" ซีอีโอสาวพึมพำเสียงเรียบ ไม่ได้ดีใจออกนอกหน้าเหมือนเพื่อนสนิท
"แต่ยอดภาษีนิติบุคคลที่เราต้องจ่ายให้สรรพากรในรอบบัญชีนี้ ปาเข้าไปเกือบสิบห้าล้านบาท"
รอยยิ้มของปลายฝนหุบลงทันที เธอถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"นั่นแหละปัญหา พอรายได้ก้าวกระโดด ค่าภาษีก็ตามมาเป็นเงาตามตัว ฝ่ายบัญชีแนะนำให้เราหาทางซื้ออุปกรณ์หรือทำเรื่องลดหย่อนด่วน ก่อนสิ้นปีภาษีในอีกไม่กี่วันนี้ ไม่อย่างนั้นเราต้องควักเงินสดก้อนโตไปจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่"
ณมนทร์ฉัตร์ไม่ตอบทันที นิ้วเรียวเคาะปกแฟ้มเป็นจังหวะ สมองคำนวณตัวเลขและผูกโยงเข้ากับแผนการในหัว
สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดที่ซองบัตรเชิญสีดำขลิบทองข้างถ้วยกาแฟ
บัตรเชิญงานกาล่าดินเนอร์การกุศลประจำปี จัดโดยมูลนิธิอัครวาณิชย์ร่วมกับสมาคมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จะมีขึ้นในค่ำคืนนี้ ณ โรงแรมแกรนด์พารากอน
"ฝน" ณมนทร์ฉัตร์เอ่ยเสียงนิ่ง "สั่งฝ่ายการเงินโยกงบสำรองจ่ายค่าภาษีตรงนี้ ออกมาให้ฉันสิบสองล้านบาท ตีเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายในนามมูลนิธิอัครวาณิชย์ ภายในบ่ายสามโมงวันนี้"
ปลายฝนชะงัก กะพริบตาปริบๆ เหมือนฟังผิด
"เดี๋ยวนะน้ำมนต์ แกพูดว่าเท่าไหร่นะ สิบสองล้านเหรอ"
"ใช่ สิบสองล้านบาทถ้วน"
"แกจะบ้าเหรอ" เพื่อนสนิทเผลอตบโต๊ะ ลุกพรวดขึ้นยืน "ต่อให้มันเป็นงบเตรียมจ่ายภาษี แต่มันก็คือเงินสดหมุนเวียนก้อนใหญ่ของบริษัทนะเว้ย อยู่ดีๆ แกจะเอาเงินสิบสองล้านไปบริจาคให้มูลนิธิของตระกูลอัครวาณิชย์ทำไม พวกนั้นมันศัตรูที่ทำให้พ่อแกต้องตายนะ!"
ปลายฝนเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงเรื่องอดีตของณมนทร์ฉัตร์ และรู้ว่าเพื่อนเก็บงำความแค้นเรื่องคดีตึกถล่มไว้ลึกแค่ไหน การเอาเงินน้ำพักน้ำแรงไปประเคนให้ตระกูลคู่แค้น จึงเป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด
"นั่งลงก่อนฝน แล้วคิดตามฉัน" ณมนทร์ฉัตร์สั่งเสียงเย็น พลางหยิบใบแทรกรายการประมูลการกุศลออกจากซองสีดำ เลื่อนไปตรงหน้าเพื่อนสนิท
ปลายฝนนั่งลงอย่างเสียไม่ได้ เธอหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน คิ้วขมวดมุ่นเมื่อเห็นรายละเอียดของรางวัลชิ้นไฮไลต์ประจำงานคืนนี้
"รายการประมูลที่หนึ่ง สิทธิ์ Fast-Track Partnership ลัดคิวขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาหลักของเครืออัครวาณิชย์ พร้อมสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลสเปกวัสดุกลางเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม พ่วงด้วยทริปล่องเรือยอร์ชส่วนตัวสุดสัปดาห์ สองวันหนึ่งคืน กับคุณพรรษวัชร์ อัครวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ"
ปลายฝนเงยหน้ามองเพื่อนตาค้าง
"นี่แกจะเอาเงินสิบสองล้าน ไปประมูลสิทธิ์กินข้าวล่องเรือกับอีตาพรรษวัชร์เนี่ยนะ สถิติประมูลงานนี้ปีก่อนๆ สูงสุดยังไม่เกินห้าล้านด้วยซ้ำ แกทุ่มเงินขนาดนี้ คนทั้งวงการได้ตราหน้าว่าซีอีโอ เอ็น-มนต์ หน้ามืดหิวแสง อยากจับผู้ชายตระกูลดังจนตัวสั่นแน่ๆ"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการให้ทุกคนคิด" ณมนทร์ฉัตร์ยกมุมปากขึ้น
