บทที่ 10 หนามยอก

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังแว่วมาจากแนวโขดหินท้ายหาด ทำให้พรรษวัชร์ที่กำลังยืนทอดสายตาอยู่ริมหาดทรายหันขวับ

ชายหนุ่มทิ้งแก้วเครื่องดื่มในมือลงบนพื้นทรายทันที สองขายาวก้าวสืบเท้าวิ่งฝ่าเกลียวคลื่นและโขดหินเข้ามาหาคนเจ็บด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปากบอกว่าไม่ระแวง ปากบอกว่าไม่อยากใส่ใจ แต่เมื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลซึมจากข้อเท้าขาวเนียนลงสู่น้ำทะเล มาดวิศวกรผู้เยือกเย็นก็พังทลายลงในพริบตา

เงาสูงใหญ่ทาบทับลงมาบังแสงแดด ณมนทร์ฉัตร์เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่เริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสจากการทนฝืนความเจ็บปวด

"อย่าขยับ" พรรษวัชร์ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

"ฉันเดินไหว" เธอดื้อแพ่ง พยายามยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาข้างเดียว แต่อาการชาหนึบและปวดร้าวทำให้เสียการทรงตัวจนเกือบจะล้มพับลงไปอีกรอบ

วิศวกรหนุ่มสบถในลำคอ เขาสอดท่อนแขนเข้าใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลัง ช้อนตัวซีอีโอสาวขึ้นอุ้มแนบอกในจังหวะเดียวโดยไม่รอฟังคำทักท้วง

"ปล่อยนะคุณวัชร์ ฉันจัดการตัวเองได้" หญิงสาวดิ้นรน มือเล็กผลักแผงอกเขาเต็มแรง

"ถ้าอยากตัดเท้าทิ้งก็ดิ้นแรงกว่านี้" เขาตอกกลับ สายตามองตรงไปข้างหน้า ท่อนแขนกระชับร่างในอ้อมกอดแน่นขึ้นจนเธอขยับตัวไม่ได้อีก 

"พิษหอยเม่นยิ่งขยับมันยิ่งฝังลึก หรือซีอีโออย่างคุณไม่เคยเรียนรู้วิธีประเมินความเสี่ยงหน้าไซต์งาน"

ณมนทร์ฉัตร์เม้มปากแน่น เลือกที่จะเงียบและยอมอยู่นิ่ง แผ่นหลังของเธอสัมผัสกับความร้อนจากตัวเขาผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตฮาวายที่เปียกชื้น กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้เจือด้วยไอแดดและเกลือทะเลลอยแตะจมูก เป็นกลิ่นอายบุรุษเพศที่ชัดเจนและอันตรายจนทำให้หัวใจที่เคยเยือกเย็นของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะ

เมื่อเขาก้าวยาวๆ กลับมาถึงบริเวณท่าเทียบเรือของเกาะ ยอดฤดีรีบวิ่งหน้าตั้งลงมาจากดาดฟ้าเรือยอร์ชพร้อมลูกเรืออีกสองคน สีหน้าของเลขาสาวมาดนิ่งฉายแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นเลือดบนเท้าของแขกวีไอพี

"บอสคะ ให้เตรียมกล่องพยาบาลมาที่ห้องรับรองเลยไหมคะ"

"เตรียมแอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชู แล้วก็แหนบไปไว้ที่ห้องนอนใหญ่" พรรษวัชร์หันไปสั่งยอดฤดีเสียงเข้ม 

"สั่งทุกคนห้ามเข้ามากวนจนกว่าผมจะเรียก"

ยอดฤดีรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งนำหน้าลงไปยังชั้นล่างของเรือทันที

ห้องนอนใหญ่บนเรือยอร์ชคาตามารันตกแต่งด้วยไม้เนื้อแข็งสีเข้มและหนังแท้สีดำ เตียงคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตาตั้งอยู่กลางห้อง เครื่องปรับอากาศทำงานเงียบกริบส่งความเย็นเฉียบปะทะผิวกายที่เปียกชื้น พรรษวัชร์วางร่างคนเจ็บลงบนปลายเตียงอย่างเบามือ ผิดกับท่าทีดุดันเมื่อครู่

เขาเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลที่ยอดฤดีนำมาวางเตรียมไว้บนโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมตรงหน้าเธอ ดึงข้อเท้าเล็กมาวางพาดบนหน้าขาของตัวเอง ฝ่ามือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการลงพื้นที่หน้าไซต์งาน จับล็อกข้อเท้าของเธอไว้มั่นคงแต่ไม่สร้างความเจ็บปวด

"เจ็บหน่อยนะ" เขาเอ่ยเตือนสั้นๆ

ชายหนุ่มเทน้ำส้มสายชูลงบนสำลีจนชุ่ม ก่อนจะกดซับลงบนรอยหนามสีดำบริเวณฝ่าเท้าขาวจัด เพื่อใช้กรดอ่อนๆ ละลายโครงสร้างของหนาม

ความแสบร้อนรุนแรงพุ่งทะลุขีดจำกัดจนณมนทร์ฉัตร์สะดุ้งสุดตัว เธอเผลอกระตุกเท้าหนีตามสัญชาตญาณ เล็บจิกเข้ากับผ้าปูที่นอนจนยับย่น

วิศวกรหนุ่มกระชับฝ่ามือที่จับข้อเท้าเธอไว้แน่นขึ้น บังคับไม่ให้เธอขยับหนี เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดนี้สาหัสแค่ไหน

"อยู่นิ่งๆ ณมนทร์ฉัตร์..." เสียงทุ้มของเขากดต่ำ ทรงอำนาจ แต่เจือด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด 

"ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นกรรมการผู้จัดการอัครวาณิชย์ แต่เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคุณบนเรือลำนี้"

นัยน์ตาคมกริบเลื่อนขึ้นสบตากับเธอเพื่อดึงสติ ซีอีโอสาวหยุดอาการดิ้นรน เธอผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ปล่อยให้เขาจัดการกับบาดแผลต่อไปโดยไม่ปริปากบ่นออกมาอีก

พรรษวัชร์หยิบแหนบปลายแหลมขึ้นมา สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับการคีบเศษหนามหอยเม่นที่เริ่มเปื่อยยุ่ยออกทีละชิ้น เขาทำมันอย่างใจเย็นและเบามือที่สุดเท่าที่ผู้ชายตัวโตคนหนึ่งจะทำได้ สมาธิของวิศวกรหนุ่มพุ่งเป้าไปที่บาดแผลเล็กๆ ตรงหน้า คล้ายกับตอนที่เขากำลังตรวจสอบจุดบกพร่องบนแบบแปลนโครงสร้าง

สายตาของณมนทร์ฉัตร์หลุบมองเสี้ยวหน้าของคนตรงหน้าอย่างเผลอไผล เส้นผมสีเข้มของเขาตกลงมาระหน้าผาก เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอ แต่วินาทีนี้มันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและใส่ใจ

"บอกแล้วว่าอย่าเดินไปตรงแนวโขดหิน" เขาบ่นพึมพำขณะดึงหนามชิ้นลึกที่สุดออกมา 

"ดื้อเงียบไม่เปลี่ยน"

ณมนทร์ฉัตร์ขมวดคิ้ว เขาพูดประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย ราวกับรู้จักนิสัยส่วนตัวของเธอมาเนิ่นนาน ทั้งที่เพิ่งจะเคยเผชิญหน้ากันตัวต่อตัวครั้งแรกในงานประมูลเมื่อคืนก่อน

คำเตือนของปลายฝนที่ดังผ่านสายโทรศัพท์หวนกลับเข้ามาในหัว... 

ผู้ชายคนนี้อันตราย ห้ามใจอ่อน ห้ามหลงรักศัตรูเด็ดขาด ยิ่งเขาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมากเท่าไหร่ เธอยิ่งต้องระวังตัวให้หนัก

เขาคือตัวแทนของตระกูลอัครวาณิชย์ที่ทำให้พ่อของเธอต้องกลายเป็นแพะรับบาปในคดีตึกถล่ม เขาคือเป้าหมายที่เธอต้องใช้เป็นบันไดเพื่อสืบหาความจริง

แต่ฝ่ามือสากที่กำลังใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดรอบรอยแผลให้เธออย่างทะนุถนอม กลับกำลังเขย่ากำแพงความเกลียดชังของเธอให้สั่นคลอนลงทีละน้อย

ปลายนิ้วอุ่นร้อนที่จับข้อเท้าเธอไว้ชะงักกึก พรรษวัชร์เงยหน้าขึ้นสบตาคนเจ็บในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นเป่ารดหน้าผากชื้นเหงื่อ

"ทีนี้..." น้ำเสียงทุ้มพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน 

"เลิกแสดงละคร แล้วบอกผมได้หรือยัง ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป