บทที่ 11 ข้อเสนอสีเทา
ท้องฟ้าเหนือทะเลอันดามันเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไร้เมฆบดบังจนมองเห็นดวงดาวระยิบระยับ ลมทะเลพัดพาเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิวหน้า
ณมนทร์ฉัตร์ใช้มือยึดราวบันได ค่อยๆ พยุงตัวเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือยอร์ช ฝ่าเท้าขวาที่เพิ่งผ่านการบ่งหนามและพันผ้าพันแผลไว้ทำให้ทุกย่างก้าวปวดหนึบจนต้องชะลอความเร็วลง
แสงไฟวอร์มไวต์ที่ซ่อนตามแนวระเบียงเรือส่องกระทบแก้วไวน์สองใบ
พรรษวัชร์นั่งรออยู่บนโซฟารูปตัวยู ชายหนุ่มเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมคอพับแขนเสื้อ นัยน์ตาคมกริบใต้กรอบแว่นจ้องมองคนเจ็บที่ดื้อรั้นพาตัวเองขึ้นมาจากห้องพัก
"ผมสั่งให้แม่บ้านยกอาหารเย็นลงไปให้ที่ห้องแล้ว" วิศวกรหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ
"ขาเจ็บขนาดนั้นยังจะฝืนเดินขึ้นมาทำไม"
"ฉันชอบรับลมทะเลมากกว่าอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมค่ะ" ซีอีโอสาวตอบกลับ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
"และฉันคิดว่าเรายังมีเรื่องธุรกิจที่คุยค้างกันอยู่"
พรรษวัชร์เลื่อนแก้วไวน์แดงไปตรงหน้าเธอ ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา ยกแก้วของตัวเองขึ้นแกว่งช้าๆ ของเหลวสีทับทิมสะท้อนแสงไฟเป็นประกาย
"คุณแน่ใจนะว่าอยากคุยเรื่องธุรกิจ" เขาถามหยั่งเชิง
"สิบสองล้านที่จ่ายไป ฉันต้องถอนทุนคืนให้คุ้มค่าทุกนาที" เธอเชิดหน้าขึ้น ตอบกลับด้วยท่าทีของนักธุรกิจเต็มขั้น
"งั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า"
พรรษวัชร์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจก บรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไป นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและจริงจัง
"ตอนที่คุณปกรณ์เป็นวิศวกรคุมไซต์งานโครงการทาวเวอร์ไนน์... เขาชอบดื่มไวน์แดงแบบนี้หรือเปล่า คุณณมนทร์ฉัตร์"
ชื่อของพ่อที่หลุดออกจากปากชายหนุ่มทำเอาซีอีโอสาวชะงัก ร่างกายของเธอแข็งทื่อ มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์หยุดชะงักกลางอากาศ
เธอซ่อนนามสกุลเดิม เปลี่ยนชื่อใหม่ สร้างโปรไฟล์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยในอดีต ไม่มีทางที่คนนอกจะสืบสาวเรื่องนี้ได้ง่ายๆ
"คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่" น้ำเสียงของเธอกดต่ำ หน้ากากแม่ค้าหิวเงินถูกกระชากออกจนหมดสิ้น
"ตั้งแต่ที่คุณกล้าวางเงินค้ำประกันสิบล้านเพื่อซื้อตั๋วเข้างานกาล่า" ชายหนุ่มตอบตามตรง
"คนของผมเช็กประวัติผู้เข้าร่วมประมูลวีไอพีทุกคน เอ็น-มนต์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ เป็นบริษัทที่เติบโตเร็วมาก แต่ประวัติของซีอีโอกลับขาวสะอาดเกินไปจนผิดสังเกต"
ณมนทร์ฉัตร์กำมือแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ
"ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าฉันเป็นใคร คุณก็น่าจะรู้ว่าฉันเข้ามาใกล้คุณทำไม"
"คุณต้องการหลักฐาน" พรรษวัชร์สวนกลับทันที
"คุณรู้ว่าแบบแปลน Revision C ของทาวเวอร์ไนน์ถูกสับเปลี่ยนสเปกเหล็กฐานราก และพ่อของคุณไม่ได้เป็นคนเซ็นอนุมัติเอกสารฉบับนั้น"
"พ่อฉันเป็นแพะรับบาป!" ความโกรธแค้นที่อัดแน่นระเบิดออกผ่านแววตาวาวโรจน์
"คนของอัครวาณิชย์สวมรอยลายเซ็นพ่อฉัน โยนความผิดทั้งหมดให้เขาตอนที่ตึกถล่มลงมา พ่อต้องติดคุกทั้งที่ไม่ได้ทำผิดและตรอมใจตายในนั้น!"
"แล้วคุณก็คิดว่าผมคือคนสั่งลดสเปกวัสดุ"
"คุณคือคนที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดในตอนนั้น" ซีอีโอสาวโต้กลับ "คุณเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารโครงการ การลดต้นทุนเหล็กมหาศาลทำให้ตัวเลขผลประกอบการพุ่งทะยานจนบอร์ดบริหารไว้วางใจ"
พรรษวัชร์แค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเจือความขมขื่น
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินไปเกาะราวระเบียงเรือ ทอดสายตามองออกไปในความมืดมิดของท้องทะเล
"ถ้าผมเป็นคนสั่งลดสเปกเหล็กเพื่อหวังผลกำไร" เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความเจ็บปวดที่บาดลึก
"ผมคงไม่ปล่อยให้พ่อของตัวเองเดินเข้าไปตรวจไซต์งาน ในวันเทปูนชั้นดาดฟ้าหรอก ณมนทร์ฉัตร์"
ความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกเมื่อครู่ชะงักงัน ซีอีโอสาวเบิกตากว้าง ข้อมูลส่วนนี้ไม่เคยปรากฏในหน้าข่าวเศรษฐกิจหรือบันทึกคดีความ
"พ่อของคุณ..." เธอทวนคำเสียงแผ่ว
"พ่อของผมคือประธานกรรมการบริหารในตอนนั้น" พรรษวัชร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ "ท่านเสียชีวิตทันทีที่โครงสร้างชั้นแปดทรุดตัวลงมาทับ ตอนนั้นผมอายุแค่ยี่สิบห้า เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งคุมงานโครงสร้างได้ไม่ถึงเดือน"
ณมนทร์ฉัตร์นิ่งอึ้ง สมองพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างหนัก หากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง พรรษวัชร์ก็ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเหยื่อของการหักหลังครั้งใหญ่ไม่ต่างจากเธอ
"แล้วใครคือคนทำ" เธอถามตรงประเด็น
"ลุงกิตติ" ชายหนุ่มเอ่ยชื่อหัวหน้าขั้วอำนาจเก่าออกมาโดยไม่ลังเล
"กิตติคุมฝ่ายจัดซื้อในตอนนั้น เขาแอบสับเปลี่ยนสเปกเหล็กข้ออ้อยและปลอมแปลงลายเซ็นใน Revision C พอตึกถล่ม พ่อผมตาย กิตติก็โยนความผิดทั้งหมดให้วิศวกรคุมไซต์อย่างพ่อคุณเพื่อตัดตอนความผิด"
"ถ้าคุณรู้ตัวคนทำ ทำไมถึงปล่อยให้เขาลอยนวลนั่งเก้าอี้บอร์ดบริหารมาได้ตั้งสิบปี!"
"เพราะผมไม่มีหลักฐาน และบอร์ดบริหารส่วนใหญ่ก็เป็นพวกของกิตติ" พรรษวัชร์เดินกลับมานั่งที่เดิม
