บทที่ 12 ปิดดีลว่าที่คุณภรรยา
"อาพสิษฐ์ที่เป็นรองประธานก็ประนีประนอมและรักครอบครัวเกินกว่าจะยอมให้ผมเปิดศึกสายเลือด แฟ้มเอกสารตัวจริงทั้งหมดถูกสั่งปิดตาย ซ่อนไว้ในคลังเอกสารลับชั้นใต้ดินของบริษัท ผมพยายามหาทางเจาะเข้าไปหลายครั้ง แต่ระบบรักษาความปลอดภัยที่นั่นต้องใช้อำนาจโหวตเด็ดขาดจากบอร์ดบริหารระดับสูงเท่านั้น"
"คุณก็เลยต้องการโหวตสิบแปดเปอร์เซ็นต์จากคุณย่าเพ็ญพิสุทธิ์" ซีอีโอสาวเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในพริบตา
"ถูกต้อง" เขายอมรับ
"คุณย่าเป็นคนเดียวที่ถือกรรมสิทธิ์โหวตสิบแปดเปอร์เซ็นต์ในรูปแบบ Family Trust ถ้าผมได้โหวตส่วนนี้มา ผมจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการงัดข้อกับพวกบอร์ดบริหารรุ่นเก่า และสั่งเปิดคลังเอกสารลับได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อาพสิษฐ์อนุมัติ"
"แล้วเงื่อนไขในการได้สิทธิ์นั้นมาคืออะไรคะ"
พรรษวัชร์เอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางเตรียมไว้บนเบาะข้างตัว เลื่อนมันไปตรงหน้าเธอ
"ผมต้องแต่งงาน และจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" เขาตอบเสียงหนักแน่น
"คุณย่าตั้งเงื่อนไขนี้ไว้เพื่อบีบให้ผมมีครอบครัวที่มั่นคง ก่อนจะยอมมอบสิทธิ์โหวตทั้งหมดให้"
ณมนทร์ฉัตร์ก้มมองซองเอกสารตรงหน้า สลับกับใบหน้าของวิศวกรหนุ่ม
"คุณกำลังเสนอให้ฉันเป็นภรรยาจอมปลอมของคุณ"
"เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่ใช้ทะเบียนสมรสเป็นเกราะคุ้มกันต่างหาก" เขาแก้ไขคำพูด
"สัญญาแต่งงานมีอายุสองปี ระหว่างนี้ผมจะดูแลความปลอดภัยให้คุณและ เอ็น-มนต์ ลุงกิตติจะไม่กล้าแตะต้องคุณถ้าคุณอยู่ในสถานะสะใภ้ใหญ่ของอัครวาณิชย์"
"แล้วฉันจะได้อะไรตอบแทน ที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในเกมอำนาจของตระกูลคุณ"
พรรษวัชร์โน้มตัวมาข้างหน้า สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยข้อเสนออันหอมหวาน
"สิทธิ์พาร์ตเนอร์ที่คุณประมูลมา พาคุณเข้าได้แค่ห้องรับรอง" น้ำเสียงของเขาทรงพลังและชวนให้คล้อยตาม
"แต่ถ้าคุณอยากลงไปค้นคลังเอกสารลับชั้นใต้ดินตอนตีสอง คุณต้องเข้าไปในฐานะ 'ภรรยา' ของผม"
ข้อเสนอนี้พุ่งตรงเข้ากระแทกใจของซีอีโอสาว มันคือทางลัดเดียวที่จะทะลวงกำแพงของอัครวาณิชย์เข้าไปกระชากหน้ากากคนผิดได้
เมื่อเป้าหมายคือศัตรูคนเดียวกัน ทะเบียนสมรสจึงกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดบนกระดานหมากรุกนี้
ณมนทร์ฉัตร์หยิบซองเอกสารขึ้นมาเปิดดูด้านใน มันคือสัญญาก่อนแต่งงานที่ระบุข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ และข้อบังคับต่างๆ ไว้อย่างรัดกุม ทุกอย่างถูกร่างขึ้นโดยทีมทนายความมืออาชีพ ไม่มีช่องโหว่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบ
"คุณเตรียมการเรื่องนี้มานานแค่ไหน" เธอถาม พลิกดูหน้าเอกสารทีละแผ่น
"นานพอที่จะรู้ว่าคุณคือคนเดียวที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้" เขาตอบ
"ผู้หญิงคนอื่นที่เข้าหาผม พวกเธอต้องการแค่เงินและสถานะทางสังคม ลุงกิตติสามารถใช้เงินซื้อตัวพวกเธอไปเป็นหนอนบ่อนไส้ได้ง่ายๆ แต่คุณต่างออกไป คุณมีความแค้นที่ต้องสะสาง คุณจะไม่มีวันทรยศผมเพื่อไปเข้าข้างคนที่ฆ่าพ่อคุณ"
ซีอีโอสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มีแค่ความเยือกเย็นและมาดนักธุรกิจ เขายังเป็นนักวางหมากที่มองขาดทุกย่างก้าว
"ในสัญญาระบุว่าเราต้องย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์อัครวาณิชย์ร่วมกัน" เธอชี้ไปที่ข้อความบรรทัดหนึ่ง
"คุณย่าของคุณอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย ท่านคงไม่ยอมเชื่อปาหี่หลอกเด็กนี่ง่ายๆ แน่"
"คุณย่าเป็นคนฉลาดและจับโกหกเก่ง" เขายอมรับ
"นั่นแปลว่าเราต้องแสดงละครให้เนียนที่สุด ไม่ใช่แค่ต่อหน้าสื่อมวลชน แต่รวมถึงคนในบ้านทุกคน"
"ฉันเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักแสดงนำหญิงรางวัลออสการ์นะคะ"
"คุณหลอกคนทั้งงานกาล่าว่าเป็นเศรษฐีนีหน้าใหม่หิวเงินได้เนียนขนาดนั้น ผมเชื่อว่าบทภรรยาผู้คลั่งรักคงไม่ยากเกินความสามารถของซีอีโอเอ็น-มนต์หรอก"
พรรษวัชร์เทไวน์แดงลงในแก้วของเธอเพิ่ม เขาเลื่อนมันไปตรงหน้าเธออีกครั้ง
"ว่ายังไง ณมนทร์ฉัตร์" เขาเร่งรัดเอาคำตอบ
"ดีลนี้คุ้มค่าพอที่จะทำให้คุณยอมทิ้งอคติ แล้วหันมาจับมือกับผมไหม"
ณมนทร์ฉัตร์นิ่งคิดทบทวนผลดีผลเสียทั้งหมด
หากเธอปฏิเสธ เธอจะกลายเป็นเป้าหมายของกิตติทันทีที่กลับขึ้นฝั่ง การตั้งตัวเป็นศัตรูกับอัครวาณิชย์โดยไม่มีเกราะป้องกันคือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ และเธอจะไม่มีวันเข้าถึงหลักฐานชิ้นสำคัญได้เลย
แต่หากเธอตกลง เธอจะต้องก้าวเข้าไปในดงอสรพิษ ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนที่จ้องจะขยี้เธอให้แหลกคามือ และต้องเล่นบทสามีภรรยากับผู้ชายอย่างพรรษวัชร์
สายลมทะเลพัดแรงขึ้น เกลียวคลื่นซัดกระทบตัวเรือเกิดเสียงดังเป็นจังหวะ
ซีอีโอสาวเอื้อมมือไปหยิบแก้วไวน์แดงขึ้นมาถือไว้ แววตาของเธอทอประกายเด็ดเดี่ยว ไร้ความลังเลอีกต่อไป
ความแค้นสิบปีรอเวลาชำระมานานเกินพอแล้ว
เธอชูแก้วไวน์ขึ้นตรงหน้าวิศวกรหนุ่ม พรรษวัชร์ยกแก้วของตัวเองขึ้นมา รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
แก้วไวน์สองใบกระทบกันกังวานใสท่ามกลางเสียงคลื่น
"ตกลงค่ะ ฉันจะแต่งงานกับคุณ"
"การตัดสินใจที่ฉลาดมาก คุณภรรยา"
เขาเอ่ยเสียงพร่าพร้อมกับโน้มตัวข้ามโต๊ะกระจกเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสลัว
"แต่จำเอาไว้ข้อหนึ่ง กฎของการอยู่ร่วมห้องในคฤหาสน์อัครวาณิชย์" ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก
"บนเตียงของเรา จะไม่มีการขีดเส้นแบ่งแดนให้คนแปลกหน้านอนแยกกันหรอกนะ"
