บทที่ 2 สมการสิบสองล้าน
เธอหยิบปากกาสไตลัสมาเขียนสมการตัวเลขลงบนหน้าจอไอแพด แล้วหมุนจอให้เพื่อนดู
"ดูนี่นะฝน มูลนิธิอัครวาณิชย์มีสถานะเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ระดับพิเศษ เงินที่จ่ายเข้าโครงการประมูลเพื่อการศึกษาและสร้างอาคารเรียนในคืนนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้สองเท่า"
ปลายฝนไล่สายตามองตามตัวเลขบนหน้าจอ
"แปลว่าเงินสิบสองล้านที่เราจ่ายออกไป จะลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ถึงยี่สิบสี่ล้านบาท" ซีอีโอสาวอธิบายชัดเจน
"เมื่อคำนวณจากเรตภาษีนิติบุคคลยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เราจะประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายสรรพากรไปได้ถึงสี่ล้านแปดแสนบาท เท่ากับว่าต้นทุนจริงที่เราควักเนื้อจ่ายในงานนี้ มีแค่เจ็ดล้านสองแสนบาทเท่านั้น"
"เจ็ดล้านกว่า มันก็ยังเยอะอยู่ดีไหมล่ะ" ปลายฝนแย้งเสียงอ่อย เริ่มตามตรรกะของเพื่อนทันขึ้นมาบ้าง
"จ่ายภาษีให้สรรพากรเราก็ได้แค่ใบเสร็จ... แต่ถ้าโยนสิบสองล้านเข้างานการกุศลของอัครวาณิชย์ เราจะได้ลดหย่อนภาษีสองเท่า ได้พื้นที่สื่อหน้าหนึ่งมูลค่าสามสิบล้าน และได้เดินเข้าตึกของพวกมันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย"
ประโยคนั้นทำเอาปลายฝนพูดไม่ออก ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างรัดกุมจนหาช่องโหว่โต้แย้งไม่ได้
"แกคิดดูสิฝน" ณมนทร์ฉัตร์เอนตัวมาข้างหน้า ประสานมือบนโต๊ะ
"บริษัทหน้าใหม่ที่เพิ่งโตอย่างเรา ถ้าจะซื้อโฆษณาปูพรมให้สื่อกระแสหลักทุกสำนักลงข่าวพร้อมกัน ต้องใช้งบพีอาร์ไม่ต่ำกว่ายี่สิบถึงสามสิบล้านบาท แต่ถ้าคืนนี้ ฉันชูป้ายประมูลสิบสองล้านรวดเดียวจบ ทุบสถิติเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น กองทัพนักข่าวเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์ทุกสำนักในห้องบอลรูมจะวิ่งกรูมาที่โต๊ะเราทันที"
แววตาของคนพูดเป็นประกายคมปลาบ
"ชื่อของ เอ็น-มนต์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ จะขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งทุกแพลตฟอร์มในวันพรุ่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงมาก คิดเป็นมูลค่าสื่อ หรือ Media ROI แล้ว เราได้กำไรเห็นๆ เกินสามเท่าตัว"
ปลายฝนนั่งนิ่ง สมองประมวลผลตามแผนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวของเพื่อนสนิท จากความตกใจในตอนแรก เปลี่ยนเป็นความทึ่ง
ณมนทร์ฉัตร์ไม่ได้หน้ามืดเอาเงินบริษัทไปเสี่ยงโชค แต่คำนวณจุดคุ้มทุน ผลประโยชน์ทางภาษี และผลตอบแทนทางการตลาดมาอย่างทะลุปรุโปร่งทุกสตางค์
"และผลกำไรข้อที่สาม คือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้" น้ำเสียงของณมนทร์ฉัตร์กดต่ำลง "สายสืบเพิ่งยืนยันมาเมื่อเช้า ว่าแฟ้มเอกสารต้นฉบับคดีของพ่อฉัน ซ่อนอยู่ในคลังเอกสารลับใต้ดินของตึกอัครวาณิชย์"
"จริงเหรอ!" ปลายฝนอุทาน เสียงเบาหวิว
"ใช่ และสิทธิ์ Fast-Track Partnership ที่พ่วงมากับการประมูลครั้งนี้ จะเปิดทางให้ทีมงานของเราเดินเข้าออกตึกสำนักงานใหญ่ของอัครวาณิชย์ได้โดยไม่ถูกตั้งแง่สงสัย พร้อมกับรหัสผ่านเข้าถึงฐานข้อมูลสเปกวัสดุในเซิร์ฟเวอร์กลาง"
"แต่การจะเจาะลึกเข้าไปถึงคลังลับชั้นใต้ดิน ลำพังแค่สิทธิ์ผู้รับเหมาคงไม่พอ" ปลายฝนขมวดคิ้วถามด้วยความกังวล
"แกถึงต้องการทริปล่องเรือยอร์ชสองวันหนึ่งคืนกับพรรษวัชร์ด้วยใช่ไหม"
ณมนทร์ฉัตร์พยักหน้าช้าๆ เธอเลื่อนนิ้วเปิดรูปถ่ายของ ‘พรรษวัชร์ อัครวาณิชย์’ บนหน้าจอไอแพดขึ้นมา
ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างในชุดสูทสั่งตัด ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นดูสุขุมและอ่านยาก เขาคือวิศวกรโยธาและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้าน
และเป็นเจ้าของลายเซ็นบนเอกสารมรณะที่ส่งพ่อของเธอเข้าคุกเมื่อสิบปีก่อน
"พรรษวัชร์เป็นคนฉลาดและระแวงคนรอบข้างสูงมาก ข่าววงในบอกว่าตอนนี้เขากำลังงัดข้อกับบอร์ดบริหารกลุ่มเก่าในบริษัท เพื่อรวบอำนาจบริหาร" ณมนทร์ฉัตร์วิเคราะห์ข้อมูลศัตรู
"ถ้าฉันเดินเข้าไปหาเขาด้วยมาดนักธุรกิจที่เพียบพร้อม เขาก็จะตั้งการ์ดระวังตัวและสั่งคนตรวจสอบประวัติฉันจนถึงรากเหง้า"
"แกก็เลยจงใจทุ่มเงินสิบสองล้านแบบโอเวอร์ เพื่อสวมหน้ากากเป็นเศรษฐีนีหน้าใหม่ที่หิวแสงและบ้าผู้ชายงั้นสิ" ปลายฝนต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายจนครบ
"ถูกต้อง" ซีอีโอสาวยิ้มมุมปาก
"พวกตระกูลผู้ดีเก่าอย่างอัครวาณิชย์ มักจะมองพวกเศรษฐีใหม่ที่สร้างตัวขึ้นมาเองด้วยสายตาดูแคลนอยู่ลึกๆ ถ้าฉันทำให้บอร์ดบริหารพวกนั้น รวมถึงตัวพรรษวัชร์ เข้าใจว่าฉันเป็นแค่แม่ค้าตกแต่งภายในที่มีเงินถุงเงินถัง และยอมทุ่มเงินอย่างหน้ามืดตามัวเพื่อหวังเกาะตระกูลดังไต่เต้าทางสังคม..."
ณมนทร์ฉัตร์ดึงเอกสารใบขออนุมัติงบประมาณ CSR และกิจกรรมเพื่อสังคม ออกจากแฟ้มงานตรงหน้า เธอหยิบปากกาหมึกซึมด้ามสีดำทองขึ้นมาถอดปลอกออก
"เกราะป้องกันตัวของพวกมันจะลดลงทันที" เธอเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ฉันจะได้ใช้เวลาสองวันหนึ่งคืนบนเรือยอร์ชลำนั้น สังเกตการณ์และหาช่องโหว่ของพรรษวัชร์ เพื่อดูว่าฉันจะใช้ประโยชน์อะไรจากผู้ชายคนนี้ในการเปิดประตูคลังเอกสารได้บ้าง"
"แผนแกมันร้ายกาจมากนะน้ำมนต์ รัดกุมจนฉันไม่รู้จะหาคำไหนมาห้ามเลย" ปลายฝนยอมจำนนต่อเหตุผลทั้งหมด เธอเอื้อมมือไปแตะแขนเพื่อนสนิทเบาๆ "แต่แกต้องระวังตัวให้ดีนะ พรรษวัชร์ไม่ใช่คนเคี้ยวง่าย ถ้าเขาเกิดจับไต๋แกได้ขึ้นมาล่ะ"
"งั้นเขาก็จะได้รู้ ว่าผู้หญิงที่เขามองข้าม มีพิษสงมากกว่าที่เขาคิด"
ณมนทร์ฉัตร์จรดปลายปากกาเซ็นอนุมัติงบ CSR ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ปล่อยให้พวกอัครวาณิชย์เข้าใจว่าฉันเป็นแค่แม่ค้าหน้าเงินที่หิวคอนเนกชันไปเถอะ... เพราะคนพวกนั้น จะไม่ระวังตัวเวลาอยู่ต่อหน้าคนที่มันดูถูก"
