บทที่ 3 สมการเหล็ก

เสียงเครื่องสกัดคอนกรีตดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่ก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูสขนาดยักษ์ใจกลางกรุงเทพมหานคร ฝุ่นผงสีเทาจากปูนซีเมนต์ลอยคลุ้งในอากาศ ผสมกับไอร้อนระอุของแดดบ่ายสองโมง

ทาวเวอร์เครนสีเหลืองสดหมุนแขนเหล็กยาวเหยียดตัดกับท้องฟ้า หิ้วแผ่นพื้นสำเร็จรูปน้ำหนักหลายตันขึ้นสู่ชั้นบนอย่างเชื่องช้า คนงานกว่าร้อยชีวิตในชุดหมีเปื้อนฝุ่นและหมวกนิรภัยหลากสีเดินสวนกันขวักไขว่ แข่งกับตารางงานที่บีบรัดเข้ามาทุกขณะ

ท่ามกลางความวุ่นวายของสมรภูมิปูนและเหล็ก พรรษวัชร์ อัครวาณิชย์ ก้าวเดินด้วยจังหวะมั่นคงผ่านแนวรั้วกั้นเขตอันตราย

ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีสวมเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าพับแขนถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งของคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ กางเกงสแล็กสีเทาเข้มและรองเท้าเซฟตี้หนังหุ้มข้อเปื้อนฝุ่นปูนเป็นคราบขาว แต่ไม่อาจลดทอนความสง่างามและอำนาจของกรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งอัครวาณิชย์ลงได้

ใบหน้าคมคายภายใต้หมวกนิรภัยสีขาวเรียบสนิท ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นนิรภัยกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยสายตาของวิศวกรโครงสร้างที่ทำงานละเอียดระดับมิลลิเมตร

สำหรับพรรษวัชร์ โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์หรือความรู้สึก แต่มันขับเคลื่อนด้วยสมการ แรงดึง แรงอัด และค่าความปลอดภัย ทุกอย่างต้องคำนวณได้ และต้องไม่มีคำว่าผิดพลาด

ฝีเท้าหนักแน่นหยุดลงที่โซนฐานรากของอาคารฝั่งทิศเหนือ ซึ่งเพิ่งเทคอนกรีตหล่อเสาตอม่อชุดแรกเสร็จไปเมื่อสองวันก่อน

ชายหนุ่มไม่ได้มองแค่ความเรียบร้อยของผิวปูนภายนอก เขาล้วงเครื่องตรวจสอบความสมบูรณ์ของคอนกรีตด้วยคลื่นอัลตราโซนิกขนาดพกพาออกจากกระเป๋าเสื้อกั๊กสะท้อนแสง ทาบหัววัดลงบนผิวคอนกรีตของเสาต้นริมสุด

ตัวเลขความเร็วคลื่นที่ต่ำกว่าเกณฑ์บนหน้าจอดิจิทัล ฟ้องว่ากำลังอัดคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที

พรรษวัชร์ขยับไปที่กองเหล็กเส้นข้ออ้อยข้างหลุมฐานราก ซึ่งคนงานกำลังผูกเตรียมไว้สำหรับหล่อเสาต้นถัดไป เขาดึงเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ดิจิทัลออกจากซองหนังข้างเอว แล้วหนีบวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นรวมถึงความสูงของบั้งเหล็กอย่างแม่นยำ

ตัวเลขบนหน้าจอแสดงค่า 23.8 มิลลิเมตร แทนที่จะเป็น 25.0 มิลลิเมตรตามมาตรฐานเหล็ก DB25 ที่ระบุไว้ในพิมพ์เขียว

แววตาหลังกรอบแว่นเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา

"ยอดฤดี" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกโดยไม่หันไปมอง

"ค่ะบอส" ยอดฤดี เลขานุการสาวมาดนิ่งในชุดสูทกางเกงทะมัดทะแมงและหมวกเซฟตี้ที่เดินตามหลังมาในระยะสามก้าวขยับเข้ามาหาทันที ในมือของเธอถือไอแพดและแฟ้มเอกสารพร้อมใช้งานเสมอ

"ไปตามตัววิศวกรคุมไซต์กับหัวหน้าโฟร์แมนโซนนี้มาพบผม เดี๋ยวนี้"

น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอก ไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่มันนิ่งสนิท ยอดฤดีรับคำสั้นๆ ก่อนจะยกวิทยุสื่อสารขึ้นกดเรียกตัวบุคคลเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ไม่ถึงสามนาที ชายวัยสี่สิบปลายๆ รูปร่างท้วมในชุดช่างเปื้อนเหงื่อก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดยืนตรงหน้ากรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามมาด้วยวิศวกรหนุ่มจบใหม่ที่หน้าซีดเผือด

"สวัสดีครับคุณพรรษวัชร์ ลมอะไรหอบท่านเอ็มดีลงมาตรวจหน้างานช่วงบ่ายร้อนๆ แบบนี้ครับเนี่ย" หัวหน้าโฟร์แมนพยายามฉีกยิ้มประจบ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อตามขมับ 

"งานหล่อเสาตอม่อโซนเอคืบหน้าไปเร็วกว่าตารางงานสองวันเลยนะครับ ผมเร่งคนงานให้เต็มที่"

"ใครสั่งให้คุณใช้เหล็กชุดนี้" พรรษวัชร์ตัดบท เสียงเรียบกริบ

รอยยิ้มบนใบหน้าของโฟร์แมนแข็งค้างทันที เขาเหลือบมองกองเหล็กข้ออ้อยสลับกับเครื่องวัดในมือเจ้านายใหญ่

"เอ่อ... ก็เหล็ก DB25 ตามแบบแปลนไงครับท่าน"

พรรษวัชร์โยนเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ลงบนกองเหล็กเสียงดังแกร๊ง จนคนฟังสะดุ้งโหยง

"เหล็กในแบบคือ DB25 เกรด SD50 ค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดครากต้องไม่ต่ำกว่าห้าพันกิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร" วิศวกรหนุ่มไล่เรียงตัวเลขอย่างแม่นยำ 

"แต่สิ่งที่คุณเอามาผูกใส่โครงสร้างตึกของผม คือเหล็กโรงงานเล็กที่รีดลดขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางหายไปหนึ่งจุดสองมิลลิเมตร และดูจากรหัสโลหะบนผิวเหล็ก นี่มันเกรด SD40"

เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวหัวหน้าโฟร์แมนหนึ่งก้าว ความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรสร้างเงาทะมึนทาบทับคนตัวเตี้ยกว่าจนมิด

"คุณคิดว่าผมเป็นนักบริหารที่นั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้องแอร์ จนดูไม่ออกหรือไงว่าเหล็กเส้นไหนได้มาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นไหนเป็นเหล็กเบาตกสเปก"

"ผะ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะตุกติกนะครับท่าน" โฟร์แมนรีบยกมือไหว้ปลกๆ เหงื่อแตกพลั่กยิ่งกว่าเดิม 

"คือทางซัพพลายเออร์หลักแจ้งว่าเหล็ก SD50 ขาดตลาด ถ้าจะรอของลอตใหม่ต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งเดือน ผมกลัวงานจะส่งมอบไม่ทันงวด"

"เลยไปเอาเหล็กเกรดต่ำมาใส่แทน?"

"แต่ผมคำนวณดูคร่าวๆ แล้วนะครับท่าน เหล็กมันต่างกันแค่มิลลิเมตรเดียวเอง อาคารโซนนี้เป็นแค่ส่วนพลาซ่าสามชั้น ไม่ใช่แกนหลักของตึกสูง มันรับน้ำหนักไหวสบายๆ อยู่แล้วครับ" โฟร์แมนยังคงหาข้ออ้างเอาตัวรอด

เมื่อเห็นว่าพรรษวัชร์ยังคงนิ่งเงียบและจ้องมองมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ชายวัยกลางคนจึงตัดสินใจงัดไพ่ตายออกมาใช้

"อีกอย่าง เรื่องเปลี่ยนซัพพลายเออร์ลอตนี้ ทางฝ่ายจัดซื้อส่วนกลางเป็นคนอนุมัติใบสั่งซื้อลงมาเองนะครับ คุณกิตติ... เอ่อ ลุงกิตติที่คุมฝ่ายจัดซื้อก็รับทราบแล้ว ท่านบอกว่าให้เน้นคุมงบประมาณและเวลาเป็นหลัก"

ชื่อของ 'กิตติ' กรรมการบริหารอาวุโสและหัวหน้าสายงานจัดซื้อผู้ทรงอิทธิพลในบอร์ด กระตุกความทรงจำอันเลวร้ายของพรรษวัชร์อย่างจัง

เมื่อสิบปีก่อน ตอนเกิดโศกนาฏกรรมอาคารส่วนต่อขยายถล่ม ก็เป็นเพราะคำว่า 'ลดสเปกแค่นิดเดียวเพื่อคุมงบประมาณ' แบบนี้ไม่ผิดเพี้ยน และคนที่คุมการจัดซื้อวัสดุในยุคนั้น ก็คือกลุ่มขั้วอำนาจเก่าของลุงกิตติที่ยังแฝงตัวสูบเลือดอยู่ในบริษัทของเขาจนถึงทุกวันนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป