บทที่ 4 ค่ารับแรงดึง
กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่น พรรษวัชร์หันไปมองเสาตอม่อคอนกรีตสิบสองต้นที่หล่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"เหล็กตกสเปกแค่หนึ่งมิลลิเมตร ก็คือฆาตกรที่รอวันลงมือ ผมไม่สนว่าใครเซ็นอนุมัติ ถ้ารับน้ำหนักตามสมการไม่ได้ ทุบทิ้งให้หมด"
สิ้นคำสั่ง ความเงียบเข้าปกคลุมลานก่อสร้างชั่วอึดใจ แม้แต่คนงานที่อยู่ห่างออกไปยังหยุดมือและหันมามองเป็นตาเดียว
"ทะ... ทุบทิ้งเหรอครับ" วิศวกรคุมไซต์ที่ยืนเงียบมานานถึงกับร้องเสียงหลง
"คุณพรรษวัชร์ครับ เสาสิบสองต้นนั้นเทปูนเซตตัวหมดแล้วนะครับ ถ้าสั่งรถแบ็กโฮติดหัวเจาะมาสกัดทิ้งแล้วทำเสาตอม่อใหม่ทั้งหมด เราต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเกือบสิบล้าน แถมตารางงานต้องล่าช้าออกไปอีกหนึ่งเดือนเต็มๆ เลยนะครับ"
"สิบล้านแลกกับการที่ตึกไม่พังลงมาทับหัวคนตาย สำหรับผมถือว่าถูกมาก" พรรษวัชร์ตอบกลับโดยไม่กะพริบตา
เขาหันไปสั่งการเลขานุการคู่ใจที่ยืนจดบันทึกอยู่ด้านหลัง
"ยอดฤดี สั่งระงับการจ่ายเงินซัพพลายเออร์เหล็กลอตนี้ทั้งหมด ส่งทีมตรวจสอบภายในลงมาอายัดเหล็กที่เหลือไปตรวจในแล็บ ถ้าพบว่าไม่ตรงตามใบเสนอราคา ให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องเรียกค่าเสียหายสามเท่า"
"รับทราบค่ะบอส" ยอดฤดีกดบันทึกคำสั่งลงไอแพดอย่างรวดเร็ว
"ส่วนคุณสองคน" สายตาของวิศวกรหนุ่มตวัดกลับมาที่โฟร์แมนและวิศวกรประจำไซต์
"เก็บของออกจากพื้นที่ภายในหนึ่งชั่วโมง ฝ่ายบุคคลจะส่งหนังสือเลิกจ้างและดำเนินคดีฐานปล่อยปละละเลยตามมาทีหลัง"
"คุณพรรษวัชร์ครับ ขอโอกาสผมเถอะครับ ผมทำงานกับคุณกิตติมาตั้งนาน" โฟร์แมนหน้าถอดสี รีบพุ่งตัวจะเข้ามาเกาะแขนอ้อนวอน
แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของไซต์งานสองคนก็วิ่งเข้ามาล็อกตัวชายวัยกลางคนออกไปทันทีตามสัญญาณมือของยอดฤดี ทิ้งไว้เพียงเสียงโวยวายที่ค่อยๆ ห่างออกไป
พรรษวัชร์ถอนหายใจออกทางจมูกช้าๆ เพื่อระบายความคุกรุ่นในอก เขาหันไปสั่งวิศวกรอาวุโสอีกคนที่เพิ่งวิ่งมาสมทบ ให้รับช่วงต่อในการนำเครื่องจักรเข้าสกัดทำลายเสาตอม่อที่มีปัญหาทั้งหมดภายในเย็นนี้
เมื่อจัดการเชือดไก่ให้ลิงดูเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงหมุนตัวเดินออกจากเขตก่อสร้าง ตรงไปยังรถยนต์เอสยูวีสีดำสนิทคันใหญ่ที่จอดติดเครื่องรออยู่ในร่มเงาของอาคารชั่วคราว
เขาถอดหมวกนิรภัยและเสื้อกั๊กสะท้อนแสงส่งให้คนขับรถ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังที่ดัดแปลงพื้นที่ให้กว้างขวางเหมือนห้องทำงานเคลื่อนที่ โดยเบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารพับราบลงเป็นโต๊ะทำงานเชื่อมต่อกับพื้นที่วางขา และมีฉากกั้นเก็บเสียงระหว่างห้องโดยสารกับคนขับอย่างมิดชิด
ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในรถช่วยบรรเทาความร้อนจากภายนอก พรรษวัชร์หยิบผ้าเย็นที่ยอดฤดีเตรียมไว้ให้ขึ้นมาซับเหงื่อตามกรอบหน้าและลำคอ ก่อนปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกหนึ่งเม็ด แล้วเอนหลังพิงเบาะหนังแท้เพื่อพักสายตา
การต้องคอยตามล้างตามเช็ดปัญหาที่พวกผู้บริหารรุ่นเก่าซุกไว้ใต้พรม คือสิ่งที่สูบพลังงานของเขามากที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นมารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่
"เรื่องที่เราสั่งทุบเสาวันนี้ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงคงรู้ไปถึงหูลุงกิตติ" พรรษวัชร์เอ่ยขึ้น ขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากไซต์งานมุ่งหน้ากลับสู่สำนักงานใหญ่
"คุณกิตติคงใช้เรื่องงบประมาณบานปลายและงานล่าช้า มาโจมตีบอสในที่ประชุมบอร์ดบริหารสัปดาห์หน้าแน่นอนค่ะ" ยอดฤดีที่นั่งอยู่เบาะฝั่งเยื้องกันรายงานตามความจริง ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แพ้เจ้านาย
"ลำพังเสียงโหวตของบอสในตอนนี้ ถ้าไม่ได้ท่านรองพสิษฐ์คอยช่วยพูดไกล่เกลี่ยกับพวกกรรมการอาวุโสให้ การจะสั่งรื้อระบบจัดซื้อของลุงกิตติคงไม่ง่ายเลยค่ะ"
"อาพสิษฐ์เป็นคนประนีประนอม เขาไม่อยากให้คนในตระกูลแตกหักกันออกสื่อ" พรรษวัชร์พึมพำเสียงขรึม
"แต่ตราบใดที่ผมยังไม่ได้สิทธิ์โหวตสิบแปดเปอร์เซ็นต์จากกองทุนของคุณย่ามาอยู่ในมือ ผมก็ยังถอนรากถอนโคนลุงกิตติไม่ได้ ว่าแต่ งานกาล่าการกุศลของมูลนิธิคืนนี้ เตรียมการไปถึงไหนแล้ว"
"ทุกอย่างเรียบร้อยตามกำหนดการค่ะ ชุดทักซิโด้ของบอสเตรียมไว้ที่ห้องพักในโรงแรมแกรนด์พารากอนแล้ว"
เลขานุการสาววางแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำพร้อมกับกล่องใส่นามบัตรของผู้บริหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการประมูลในค่ำคืนนี้ลงบนโต๊ะพับด้านหน้าเจ้านายหนุ่ม
"นี่คือรายชื่อแขกวีไอพีและบริษัทพันธมิตรที่ยืนยันเข้าร่วมประมูลรายการพิเศษคืนนี้ค่ะ ปีนี้ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์พ่วงแพ็กเกจ Fast-Track Partnership เข้าไปกับทริปล่องเรือยอร์ชส่วนตัวกับบอสตามคำแนะนำของท่านรองพสิษฐ์ ทำให้มีบริษัทรับเหมาและนักลงทุนหน้าใหม่ให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมเยอะเป็นพิเศษค่ะ"
พรรษวัชร์ปรายตามองแฟ้มเอกสารอย่างไม่ใส่ใจนัก สำหรับเขา งานกาล่าการกุศลเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่คนรวยมาใส่หน้ากากเข้าหากัน เพื่อหาช่องทางลดหย่อนภาษีและซื้อคอนเนกชันทางธุรกิจ
