บทที่ 5 ตัวแปรนอกสมการ

การต้องเอาเวลาส่วนตัวสองวันหนึ่งคืนบนเรือยอร์ชไปแลกกับเงินบริจาคเข้ามูลนิธิ เป็นไอเดียของอาพสิษฐ์ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูเข้าถึงง่ายและดึงพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เข้ามาคานอำนาจกลุ่มซัพพลายเออร์เก่าของลุงกิตติ ซึ่งพรรษวัชร์ก็ยอมเล่นตามน้ำไปเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท

นิ้วเรียวยาวเปิดแฟ้มกวาดสายตาดูรายชื่อบริษัทที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างและซัพพลายเออร์ที่เขารู้จักมักคุ้นดีอยู่แล้ว

จนกระทั่งสายตาของเขาเลื่อนมาหยุดอยู่ที่รายชื่อสุดท้าย ซึ่งมีแถบสีแดงติดไว้เป็นพิเศษ

'บริษัท เอ็น-มนต์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ จำกัด — กรรมการผู้จัดการ: ณมนทร์ฉัตร์ ศิวัฒน์ชัย'

คิ้วเข้มของวิศวกรหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปหยิบนามบัตรกระดาษอาร์ตเนื้อหนาสีครีม พิมพ์ตัวอักษรฟอนต์โมเดิร์นสีทองเรียบหรู ที่เสียบแนบอยู่กับหน้าโปรไฟล์ขึ้นมาดูใกล้ๆ

"เอ็น-มนต์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์..." พรรษวัชร์ทวนชื่อบริษัทนั้นเบาๆ 

"บริษัทรับเหมาตกแต่งภายในที่เพิ่งชนะประมูลงานเพนต์เฮาส์โครงการริมแม่น้ำไปเมื่อเดือนก่อนใช่ไหม"

"ใช่ค่ะบอส เป็นบริษัทดาวรุ่งที่เติบโตเร็วมากในรอบห้าปีนี้ ผลประกอบการพุ่งสูงขึ้นทุกไตรมาส" ยอดฤดีเปิดข้อมูลในไอแพดประกอบการรายงาน 

"ที่น่าแปลกคือ ปกติบริษัทนี้รับแต่งานอินทีเรียร์ระดับไฮเอนด์ ไม่เคยเข้ามาร่วมวงประมูลงานโครงสร้างหรือพยายามวิ่งเต้นหาคอนเนกชันกับบริษัทแม่แบบเราเลย แต่เมื่อชั่วโมงก่อน สายของเราในธนาคารแจ้งมาว่า คุณณมนทร์ฉัตร์เพิ่งสั่งตีแคชเชียร์เช็คในนามมูลนิธิอัครวาณิชย์ เป็นวงเงินสูงถึงสิบสองล้านบาท เพื่อเตรียมมางานคืนนี้โดยเฉพาะค่ะ"

สิบสองล้านบาท

ตัวเลขนั้นทำให้สมองวิศวกรของพรรษวัชร์เริ่มตั้งสมการคำนวณความผิดปกติทันที

บริษัทขนาดกลางที่มีทุนจดทะเบียนและสภาพคล่องระดับร้อยล้าน ไม่มีทางโยนเงินสดสิบสองล้านบาททิ้งไปกับงานการกุศลเพียงเพื่อต้องการสิทธิ์ผู้รับเหมาลัดคิว เว้นเสียแต่ว่า เจ้าของเงินก้อนนั้นจะมีเป้าหมายอื่นที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงมากกว่า

พรรษวัชร์เลื่อนสายตาลงมามองรูปถ่ายขนาดสองนิ้วที่ติดอยู่ตรงมุมขวาบนของเอกสารประวัติผู้ประมูล

ใบหน้าของหญิงสาวในรูปดูสวยสง่า ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องตรงมาที่เลนส์กล้องอย่างมั่นใจและเด็ดเดี่ยว ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันนิดๆ บ่งบอกถึงความดื้อรั้นและไม่ยอมคน

แม้จะดูโตเป็นผู้ใหญ่และแต่งหน้าอย่างประณีต แต่โครงหน้าและแววตาคู่นั้น... พรรษวัชร์ไม่เคยลืม

ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในหัวของชายหนุ่ม

ในงานศพที่วัดแถบชานเมือง ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ เด็กสาววัยสิบเก้าปีในชุดดำเก่าๆ ยืนกำรูปถ่ายหน้าศพของ 'ปกรณ์ พิสิษฐ์พงศ์' แน่น ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นจ้องมองพวงหรีดของบริษัทอัครวาณิชย์ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนที่เธอและครอบครัวฝั่งแม่จะย้ายบ้านหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา พรรษวัชร์แอบให้คนตามสืบหาที่อยู่ของครอบครัววิศวกรปกรณ์อยู่เงียบๆ เพื่อหวังจะชดเชยและหาเบาะแสเรื่องเอกสารที่ถูกสับเปลี่ยนในวันเกิดเหตุ ซึ่งคร่าชีวิตทั้งพ่อของเขาและทำลายชีวิตพ่อของเธอไปพร้อมกัน

และในที่สุด เขาก็เจอตัวเธอเมื่อสองปีก่อน

เขารู้มาตลอดว่าเด็กสาวคนนั้นเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่เป็น 'ณมนทร์ฉัตร์ ศิวัฒน์ชัย' รู้ว่าเธอใช้เงินประกันชีวิตก้อนสุดท้ายของพ่อมาเปิดบริษัทรับเหมาเล็กๆ และเฝ้ามองเธอเติบโตอย่างแข็งแกร่งอยู่ในมุมมืดโดยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เธอต้องระคายเคืองใจ

แต่วันนี้ คนที่เขาเคยคิดว่าต้องคอยปกป้องอยู่ห่างๆ กลับเป็นฝ่ายเดินถือเช็คสิบสองล้านบาทบุกเข้ามาหาเขาถึงหน้าประตูถ้ำเสือด้วยตัวเอง

"บอสต้องการให้ดิฉันหาทางสกัดไม่ให้เธอชนะการประมูลคืนนี้ไหมคะ" ยอดฤดีเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มนิ่งเงียบไปนาน เธอเองก็ได้รับคำสั่งให้เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของบริษัทเอ็น-มนต์อยู่ห่างๆ ตามคำสั่งลับของพรรษวัชร์เช่นกัน 

"ถ้าปล่อยให้คุณณมนทร์ฉัตร์เข้ามาใกล้ชิดบอส แล้วคุณกิตติสืบรู้ประวัติเก่าของเธอเข้า เรื่องอาจจะยุ่งยากนะคะ"

"ไม่ต้อง" พรรษวัชร์ตอบปฏิเสธทันที

นิ้วโป้งของเขาลูบไล้ไปตามตัวอักษรนูนต่ำบนนามบัตรของณมนทร์ฉัตร์อย่างแผ่วเบา แววตาที่เคยเคร่งขรึมเมื่อตอนอยู่หน้าไซต์งานก่อสร้าง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายลุ่มลึกที่อ่านยากยิ่งกว่าเดิม

ในเมื่อหนอนบ่อนไส้อย่างลุงกิตติกำลังฮึกเหิม และการสืบหาเอกสารต้นฉบับเมื่อสิบปีก่อนจากภายในกำลังถึงทางตันเพราะเขากลายเป็นเป้าสายตาของบอร์ดบริหาร

การปรากฏตัวของตัวแปรนอกสมการอย่างณมนทร์ฉัตร์ อาจจะเป็นแรงกระแทกชั้นดีที่ทำให้โครงสร้างเน่าเฟะพวกนั้นพังครืนลงมาก็ได้

พรรษวัชร์มองนามบัตรของบริษัท N-Mon ในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

"ลูกสาวของวิศวกรปกรณ์งั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่ว่าคืนนี้เธอจะถือไพ่ใบไหนมาเล่นกับผม"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป