บทที่ 9 ก้าวพลาด
"ดิฉันแค่ไม่อยากให้ เอ็น-มนต์ ต้องมาสะดุดเพราะระบบการอนุมัติวัสดุที่ล่าช้า หรือมีความไม่โปร่งใสในสายพานจัดซื้อ คุณคงเข้าใจนะคะ ว่าปัญหาเรื่องลดสเปกวัสดุมันทำให้หลายโครงการต้องพังไม่เป็นท่ามาแล้ว"
คำว่า 'ลดสเปกวัสดุ' และ 'พังไม่เป็นท่า' ถูกจงใจเน้นเสียงหนัก เพื่อโยนหินถามทางและดูปฏิกิริยาของคนฟัง
แต่ว่าพรรษวัชร์กลับไม่มีท่าทีลุกลี้ลุกลน เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและเดาทางไม่ได้
"ผมรับประกันได้ว่าสายพานจัดซื้อยุคที่ผมบริหาร โปร่งใสทุกขั้นตอน และถ้ามีใครกล้าตุกติกเรื่องสเปกวัสดุ ผมนี่แหละจะจับมันโยนลงทะเลด้วยตัวเอง" เขาตอบเสียงเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาดที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นยะเยือก
"ส่วนเรื่องข้อมูลเก่าในเซิร์ฟเวอร์ มันถูกล็อกไว้ด้วยระบบความปลอดภัยระดับสูงสุดของบอร์ดบริหาร ต่อให้คุณเป็นพาร์ตเนอร์ระดับ Fast-Track ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องครับ คุณณมนทร์ฉัตร์"
การเจรจาทางธุรกิจบนโต๊ะอาหารกลางวันติดเดดล็อกลงอย่างสมบูรณ์ ต่างฝ่ายต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกคนกำลังมีแผนการซ่อนอยู่ แต่ไม่มีใครยอมหงายไพ่ในมือออกมาก่อน
เสียงเครื่องยนต์ของเรือยอร์ชค่อยๆ ลดรอบลง เมื่อกัปตันทอดสมอลงสู่ผืนน้ำสีเขียวมรกตเบื้องหน้า ภาพของเกาะส่วนตัวตระกูลอัครวาณิชย์ปรากฏขึ้น ชายหาดสีขาวสะอาดตาทอดตัวยาวขนานไปกับทิวต้นมะพร้าว ถัดออกไปตรงสุดปลายหาดคือแนวโขดหินสีเข้มที่ถูกคลื่นซัดสาด น้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังอยู่เบื้องล่าง
"เราถึงเกาะแล้วครับ" พรรษวัชร์ลุกขึ้นยืน
"ช่วงบ่ายนี้คุณพักผ่อนได้ตามสบาย บนเกาะนี้ไม่มีสื่อมวลชน ไม่มีบอร์ดบริหาร มีแค่คุณกับผม คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อยปั้นคำถามธุรกิจมาหลอกถามผมอีก"
ณมนทร์ฉัตร์มองแผ่นหลังกว้างที่เดินผละลงไปยังชั้นล่างของเรือ เธอถอนหายใจออกมาอย่างขัดใจ ซีอีโอสาวที่เคยวางแผนธุรกิจระดับร้อยล้านได้ทะลุปรุโปร่ง กำลังเจอทางตันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิศวกรที่ปิดช่องโหว่ของตัวเองได้มิดชิดทุกตารางนิ้ว
เมื่อเรือเล็กพาทั้งคู่มาส่งที่หน้าหาด ณมนทร์ฉัตร์เลือกที่จะเดินแยกเลี่ยงจากแนวหาดทรายขาว ลัดเลาะไปทางแนวโขดหินใหญ่ท้ายเกาะเพื่อหาความเป็นส่วนตัว เธอต้องการเวลาสงบสติอารมณ์และทบทวนแผนการใหม่ทั้งหมด
หญิงสาวถอดรองเท้าแตะรัดส้นแบรนด์เนมถือไว้ในมือ ปล่อยให้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับโขดหินสลับกับแอ่งน้ำตื้นขัง ลมทะเลพัดเอาความร้อนรุ่มในใจให้คลายลงได้บ้าง แต่ว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สมาร์ตโฟนในกระเป๋าถือใบเล็กก็สั่นครืดคราดขึ้นมา
หน้าจอโชว์ชื่อ 'ปลายฝน' หุ้นส่วนและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ
"ฮัลโหล ฝน มีเรื่องด่วนที่บริษัทเหรอ" เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
"เรื่องบริษัทน่ะช่างมันก่อนเถอะ เรื่องแกนั่นแหละด่วนที่สุด!" น้ำเสียงของปลายฝนร้อนรน
"นี่แกถึงเกาะส่วนตัวของอัครวาณิชย์หรือยัง ยัยน้ำมนต์ ฉันใจคอไม่ดีเลยนะเนี่ย แกต้องค้างคืนบนเกาะนั้นกับผู้ชายอันตรายคนนั้นแบบสองต่อสองเลยนะเว้ย!"
"ถึงแล้ว เพิ่งลงจากเรือเมื่อกี้เอง" ณมนทร์ฉัตร์ตอบ พลางทอดสายตามองเกลียวคลื่นซัดโขดหิน
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า บนเกาะมีลูกเรือกับแม่บ้านคอยดูแลอยู่ เขาไม่ได้ทำอะไรรุ่มร่ามสักนิด"
"นั่นแหละที่น่ากลัว ยิ่งเขาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ยิ่งเขาสมบูรณ์แบบ แกยิ่งต้องตั้งสตินะน้ำมนต์" เสียงปลายสายอ่อนลงแต่ย้ำเตือนอย่างหนักแน่น
"อย่าลืมเด็ดขาดนะว่าเราเหนื่อยกันมาสิบปีเพื่ออะไร ตระกูลนั้นพรากอะไรไปจากชีวิตแกบ้าง อย่าปล่อยให้บรรยากาศพาไปเด็ดขาด แกมาเพื่อเจาะฐานข้อมูล ไม่ได้มาฮันนีมูน"
ณมนทร์ฉัตร์เม้มริมฝีปากแน่น ความเยือกเย็นในอกถูกกระตุ้นเตือนด้วยความเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง
"ประสาทน่าฝน" ซีอีโอสาวแค่นยิ้ม แม้ลึกๆ จะรู้ว่าเพื่อนสนิทพูดแทงใจดำเรื่องแรงดึงดูดของวิศวกรหนุ่ม
"ฉันอยู่กับปูนกับทรายมาสิบปี ภูมิคุ้มกันฉันสูงพอจะต้านทานเสน่ห์ของคนตระกูลนี้ได้สบายๆ ไม่มีทางที่ฉันจะใจอ่อนเด็ดขาด แค่นี้นะ ฉันขอเวลาเดินคิดแผนก่อนว่าเย็นนี้จะงัดข้อกับเขายังไงต่อ"
ณมนทร์ฉัตร์กดวางสายแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า เธอพรูลมหายใจยาว เธอต้องเลิกหงุดหงิดจากการถูกเขาไล่ต้อนบนเรือ แล้วหาช่องโหว่ใหม่เพื่อเข้าถึงตัวเขาให้ได้
ซีอีโอสาวก้าวเดินย่ำลงไปในแอ่งน้ำตื้นใสแจ๋วระหว่างแนวโขดหิน สายตายังคงเหม่อมองออกไปที่เส้นขอบฟ้า สมองกำลังคำนวณหาวิธีเจาะกำแพงน้ำแข็งของผู้ชายคนนั้น โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าในซอกหินใต้ผืนน้ำเบื้องล่าง มีอันตรายสีดำสนิทซ่อนตัวอยู่
จังหวะที่เธอก้าวเท้าขวาลงไปเต็มน้ำหนัก ความคิดทุกอย่างในหัวพลันขาดผึง ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดแปลบปลาบที่แล่นปราดจากฝ่าเท้าพุ่งตรงขึ้นสู่สมองราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น ร่างระหงทรุดฮวบลงกับโขดหินที่เปียกชื้น เมื่อฝ่าเท้าเปลือยเปล่าเหยียบเข้ากับหนามแหลมคมของหอยเม่นทะเลเข้าเต็มแรง!
