บทที่ 1 ไวน์รสเลิศ
ภายในห้องกระจกขนาดเล็ก ถูกดัดแปลงทำเป็นห้องทำงานชั่วคราว สำหรับลูกชายเจ้าของโรงงาน หากแต่ป้ายแปะหน้าห้องกลับเขียนตำแหน่ง ‘เด็กฝึกงาน’ นอกห้องนั้นถือโต๊ะทำงานของพนักงานออฟฟิศ หากยกนิ้วขึ้นมานับจริง ๆ พนักงานรวมทุกแผนกตั้งแต่ผู้จัดการ ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน บัญชี แม่บ้าน ทุกตำแหน่งรวมกันก็มีไม่เกินสิบคน
ศิวพล หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า ‘ซิว’ ว่าที่เจ้าของโรงงานผลิตไวน์ขนาดกลางประจำจังหวัด ก้มหน้าลงไปจนปลายจมูกเกือบติดแผ่นกระดาษสีขาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีเพิ่งเดินเอามาให้เขารับทราบผลประกอบการประจำเดือน
“นี่มัน อะไรครับ”
“บัญชี สรุปยอดขายประจำเดือนนี้ค่ะ”
“ห๊ะ! บัญชีสรุปยอดขายประจำเดือน พี่ดูผิดหรือเปล่าครับ” ศิวพลพลิกแฟ้มเอกสารเพื่อวนกลับไปอ่านหัวกระดาษอีกครั้งว่ามันคือสรุปรายรับตลอดทั้งเดือนจริงหรือไม่ เพราะดูจากตัวเลขแล้วเขาคิดว่ามันน่าจะเป็น รายรับของการขายเพียงหนึ่งสัปดาห์มากกว่า
“นี่เป็นสรุปยอดสั่งซื้อ และยอดขายบริษัทเราจริง ๆ ค่ะ รวมหมดทุกสาขา ทุกคาเฟ่ ทุกบูธสินค้าที่เราเอาของไปลงแล้วนะคะ” พนักงานฝ่ายบัญชีจิ้มนิ้วลงไปบนหน้ากระดาษ จากนั้นลากนิ้วไล่ลงมาให้ว่าที่เจ้าของบริษัทรุ่นถัดไปเห็นการแจกแจงรายได้
“มะ มะ หมดทุกบูธได้แค่เนี่ย”
“ค่ะ ส่วนแฟ้มนี้เป็นรายจ่ายที่ต้องสั่งเบิกเงินมารอเคลียร์บิลนะคะ ค่าแรงคนงาน พนักงาน ค่าน้ำมัน ค่าไฟโรงงาน ค่าเช่าที่สำหรับลงบูธขายสินค้า”
“แต่ว่าตัวเลขนี่มัน...ขาดทุนอีกแล้วเหรอ เฮ้อออ” เด็กฝึกงานใหม่ถอนหายใจ ทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
ตั้งแต่เรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ศิวพลถูกที่บ้านขอร้องแกมบังคับให้กลับมารับหน้าที่ช่วยดูแลกิจการของครอบครัว ทั้งไร่องุ่น โรงบ่มไวน์ รวมไปถึงร้านค้า และคาเฟ่ซึ่งเปิดเป็นหน้าร้านสำหรับขายผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ที่แปรรูปมาจากองุ่นภายในไร่
ศิวพลเข้ามารับตำแหน่งนี้เป็นเวลาสามเดือนเต็มแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ทั้งการลดราคา จัดโปรโมชั่น ออกบูธนำไวน์ของทางโรงงานไปให้คนชิมฟรี ยิงแอดโฆษณาตามสื่อโซเชียลต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถเพิ่มยอดขาย ให้กับทางร้านได้ หนำซ้ำยังขาดทุนเพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีก
อารมณ์ห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรงกำลังใจในการบริหารงาน เบื่อหน่ายเพราะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ลูกเจ้าของโรงงานบ่มไวน์ ตัดสินใจขับรถออกมานั่งพักผ่อนหย่อนกายอยู่ภายในซุ้มยาดอง เพื่อหวังว่าจะได้แรงบันดาลใจ
“วันนี้เอาอะไรดีไอ้หนุ่ม ม้ากระทืบโรง นารีหลงไฟ หรือว่าอยากได้คึก ๆ หน่อยนี่เลย น้องเมียสะอื้น” เจ้าของซุ้มยาดองยืนยักคิ้ว ยิ้มจนตาเยิ้มมาจากหลังเคาน์เตอร์ ซึ่งมีโหลแก้วใส ๆ ใส่ยาดองเหล้าผสมกับสมุนไพรไทยเรียงอยู่จนเต็ม
“กินมาหมดทุกสูตรของลุงแล้วอะ ไม่มีอะไรใหม่ ๆ บ้างเหรอครับ”
“มันจะมีอะไรใหม่ละ ขายมาสามสิบกว่าปีก็มีสูตรอยู่แค่นี้แหละ มีแต่เมียนั่นแหละใหม่ แต่ให้ลองไม่ได้นะ”
“หื้อ ผมไม่เอาเมียลุงหรอกน่า”
“เอ็งไม่เอามัน แต่มันท่าจะอยากได้เอ็งนะ เห็นถามหาตลอดว่ารูปหล่อมาหรือยัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พ่อค้าซุ้มยาดองอ้าปากหัวเราะร่าอย่างไม่ได้ถือสาหึงหวงอะไร ส่วนหนึ่งเพราะรู้และเข้าใจอัธยาศัยทั้งของเมียและของศิวพล เพราะว่ามานั่งก๊งเหล้าอยู่บ่อย ๆ
“เออ เอานี่ไปลองไหมละ วันนี้ลุงเข้าไปในเมืองเขามีงานโอทอป เห็นคนรุมเต็มไปหมด ทีแรกนึกว่าเขาแจกของฟรี เลยจะเอากับเขา ที่ไหนได้เป็นบูธขายไวน์ ลุงกินไม่เป็นหรอก แต่เขาให้ชิมฟรีเลยลองสักหน่อย เอ้อ...มันก็อร่อยดีเหมือนกัน เลยซื้อกลับมาสามขวดนั่นแหละ” พ่อค้ายกมือยกไม้ขึ้นมาจากนั้นก้มลงไปรื้ออะไรในถุง แล้วเดินกลับออกมายังโต๊ะไม้เล็ก ๆ ซึ่งศิวพลนั่งอยู่
ไวน์องุ่นขวดเข้ม ฉลากขาวถูกนำมาตั้งตรงกลาง พ่อค้าขายยาดองหันรีหันขวาง พยายามเปิดจุกไม้ด้วยท่าทางทุลักทุเล จนลูกเจ้าของโรงงานไวน์อดรนทนไม่ได้ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
“ลุงไม่เคยกินไวน์ แล้วรู้ได้ไงว่ามันอร่อย”
“อุบ๊ะ ชิมแล้วถูกใจ ก็แปลว่าอร่อย เอ้านี่ ไม่เชื่อลองชิมดู” แก้วเป๊กยาดองเล็ก ๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้แทนแก้วไวน์ พ่อค้ามีน้ำใจรินเครื่องดื่มสีแดงกำมะหยี่ใส่ลงไปเกือบเต็มส่งให้ลูกค้าประจำ
ลูกเจ้าของโรงบ่มไวน์รับแก้วเป๊กนั้นยกมันขึ้นมาวนอยู่บริเวณใต้จมูก กลิ่นหอมขององุ่นแดง ซึ่งถูกบ่มมาอย่างดีตีตลบลอยผ่านโพรงจมูกขึ้นไป จนศิวพลถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
ช่างแตกต่างจากไวน์ในถังโรงงานเขาเหลือเกิน เพราะในนั้นเหมือนโรงบ่มองุ่นหมัก จะเรียกว่าไวน์ยังรู้สึกกะดากปาก อดไม่ได้ยกแก้วเป๊กขึ้นจรดริมฝีปาก หวังลิ้มรสชาติที่พ่อค้ายาดองโอ้อวดว่าอร่อย
“เอ๋ รสชาตินี้มัน”
เพียงปลายลิ้นแตะสัมผัส รสชาติฝาดนิด ๆ คือสิ่งแรกที่ศิวพลสัมผัสได้ หากแต่ผ่านรสชาติเฝื่อนนั้น รสชาติถัดไปมันคือความหวานซ่อนเปรี้ยว ลิ้นนุ่มขยับอยู่ภายในโพรงปากช้า ๆ เพื่อต้องการซึมซับทุกรสสัมผัสเข้าไปอย่างทั่วถึง ก่อนจะกลืนของเหลวรสชาตินุ่มกรุ่นกลิ่นองุ่นแดงอันน่าหลงใหล
“เป็นยังไงอร่อยไหมล่ะ”
“อือ ไวน์นี่รสชาติดีจริง ๆ ลุงบอกว่ามันมาขายในงานกาชาดจริงเหรอครับ” ที่ถามอย่างนั้นเพราะเขาเองก็สั่งให้ที่โรงงานไปตั้งบูธขายของเหมือนกัน ถ้าหากไวน์นี่มาจากในงานนั้นจริง ศิวพลไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมร้านของเขาถึงขายไม่ได้เลย
“อื้อ นี่ถ้าเอ็งชอบนะ ลุงว่าเดี๋ยวจะไปติดต่อที่โรงงานเขา ขอรับมาวางขายคู่กับยาดองลุง เอ็งว่าดีไหมวะ” ลุงเจ้าของร้านลากเก้าอี้ไม้มานั่งลง สีหน้าท่าทางจริงจัง
“ขายไวน์ในซุ้มยาดองเนี่ยนะลุง”
“เออ เขาเรียกอะไรวะ...น้ำทางเลือกไง”
“หื้อ เอาจริงดิลุง”
“เออสิวะ ลุงกินแล้วชอบ เมียลุงกินมันก็ว่าอร่อย ขนาดเอ็งยังว่าดี นี่เดี๋ยวถ้าคนอื่นมานะลุงจะเอาให้คนชิม”
“ขนาดนั้นเชียว...”
ลูกเจ้าของโรงบ่มไวน์ยกแก้วเป๊กนั้นขึ้นมาดื่มอีกครั้ง อยากค้นหาความลับของทั้งกลิ่นและรสชาติที่ตัวเองสัมผัสได้เมื่อครู่
“เฮ้ย ๆ ใจคอจะกินแต่ไวน์ ไม่กินยาดองลุงเลยหรือไง”
“เอางี้ ผมขอซื้อต่อลุงขวดหนึ่งได้หรือเปล่า”
“นั่นแน่ ติดใจล่ะสิ ลุงมีนามบัตรเขานะรอเดี๋ยว ไปหยิบให้” คนต่างจังหวัดมีน้ำใจลุกขึ้นเดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์ยาดอง หยิบกระดาษนามบัตรแข็งๆ ออกมาจากถุงกระดาษที่ใส่ไวน์สามขวดมาส่งให้ลูกค้า
“หือ...” ตาโตก้มลงไปอ่านตัวหนังสือซึ่งเขียนอยู่บนกระดาษแผ่นเล็ก
ชื่อบริษัท ชื่อโรงงาน ที่ตั้งมันอยู่ถัดจากไร่ของเขาไปไม่มากเท่าไหร่ และไอ้โรงงานนี่แหละ ที่พ่อเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เปลี่ยนผู้บริหารรุ่นใหม่มาดูแลกิจการ โรงงานมันก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี แถมลูกค้าเก่าของโรงงานเขายังเปลี่ยนไปสนับสนุนและเลือกซื้อไวน์จากที่นั่น เป็นสาเหตุหลักทำให้ยอดขายของเขาซบเซาลงเรื่อย ๆ พ่อจึงหวังว่าหากได้คนรุ่นใหม่มาบริหารตามอย่างเขาบ้าง อาจช่วยให้กิจการเฟื่องฟู หากแต่ใครจะรู้ว่านอกจากไม่เฟื่อฟูแล้วยังขาดทุนย่อยยับอีกด้วย
“นี่โรงงานมันทำไวน์ออกมารสชาติดีขนาดนี้เลยเหรอวะ” รสชาตินี้สามารถเทียบเคียงได้กับไวน์พรีเมียม แบรนด์ดังระดับโลกสากลทีเดียว
ศิวพลถึงกับคว้าขวดไวน์นั้นมาแล้วพลิกอ่านฉลากด้านหลัง เพื่อต้องการให้มั่นใจว่านี่คือไวน์ซึ่งผลิตจากโรงงานซึ่งอยู่ถัดจากไร่ของเขาไปแค่ไม่ไม่กี่กิโลเมตรจริง ๆ
“ลุง สองขวดนี้ผมซื้อต่อนะ”
“เฮ้ย ๆ อย่าติดใจไวน์จนลืมยาดองของลุงนะ”
“ไม่ลืมหรอกน่า จริงสิ ไอ้บูธงานกาชาดนี่มันอยู่โซนไหนอะลุง เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะลองไปเดินดูบ้าง เผื่อว่าจะซื้อกลับมากินที่บ้าน”
“มันอยู่ตรงพอเดินเข้าประตูไปมันจะไปทางซ้าย ที่ข้างหน้าเต็นท์ขายไก่ย่าง กับลูกชิ้นทอด เดินไปอีกหน่อยมันมีไข่ปลาหมึก...” ศิวพลเหลือกตากลิ้งขึ้นข้างบน เพราะว่าลุงร้านยาดองจะบอกครบทุกร้านที่เขาต้องเดินผ่านก็กินเวลาไปนานหลายนาที
