บทที่ 10 งานเทศกาลดอกไม้นานาชาติ
“ว่ายังไงนะคะ ห้องพักเต็มหมดแล้วเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ ต้องขออภัยคุณลูกค้าด้วยนะคะ ตอนนี้ห้องพักของโรงแรมเราเต็มหมดเลยค่ะ ช่วงนี้เป็นไฮซีซั่นของเทศกาลดอกไม้เมืองหนาว ที่พักเลยเต็มทั้งหมด” พนักงานฝ่ายต้อนรับยืนส่งยิ้มหวานให้กับลูกค้า
อันที่จริงมนต์พระจันทร์ก็เช็กมาล่วงหน้าแล้วว่าที่พักช่วงนี้คงจะหายาก เพราะตอนที่เธอจองห้องพักผ่านระบบออนไลน์ยังเกือบจองไม่ทัน แต่ไม่คิดว่ามันจะหมดจนถึงขนาดวอล์คอินเข้ามาก็ยังไม่มีห้องว่าง
“ไม่ทราบว่าพอจะแนะนำได้ไหมคะว่าแถวนี้มีโรงแรมใกล้ ๆ ที่ไหนอีก”
“น่าจะเต็มทั้งหมดนะคะ เพราะว่ามีงานเทศกาลดอกไม้นานาชาติ ช่วงเปิดฤดูกาลใหม่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะค่ะ วันนี้มีลูกค้าเดินวอล์คอินเข้ามาถามหาห้องว่างของโรงแรมเราหลายท่านเหมือนกัน เพราะว่าที่พักอื่น ๆ เต็มหมด”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเรานอนห้องเดียวกันก็ได้” เด็กหนุ่มจบใหม่ ในหัวไม่มีความคิดอื่นนอกจากการเข้ามาหาสูตรแห่งความสำเร็จเดินแทรกเข้ามา
“นายว่าอะไรนะ นอนห้องเดียวกัน”
“ครับ ก็พี่จองห้องพักไว้แล้วใช่ไหมล่ะ ห้องหนึ่งมันพักได้สองคนอยู่แล้วนี่ เดี๋ยวผมนอนโซฟาก็ได้ ขี้เกียจออกไปเดินหาที่อื่นแล้ว”
“แต่ว่า....”
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ประหยัดงบบริษัทด้วยนี่ เมื่อกี้พี่อุตส่าห์ซื้อเสื้อผ้าให้ผมแล้ว เก็บตังไว้ทำอย่างอื่นเถอะ ปะขึ้นห้องกัน”
สามสิบสองปีที่ผ่านมา นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่มนต์พระจันทร์ จำเป็นต้องนอนร่วมห้องกับคนอื่น ซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไม่ใช่แม้กระทั่งเพื่อนสนิท แถมใครคนนั้นยังเป็นผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงสี่วันเท่านั้นเอง
“อ๊า ถึงห้องสักที ขอไปฉี่ก่อนนะ ไม่ไหวแล้ว” ผู้ช่วยหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางของเธอมาวางไว้กลางห้อง ก่อนเดินเร็ว ๆ เข้าไปในห้องน้ำ
“นี่! ตาบ้าเอ๊ย” มนต์พระจันทร์ถึงกับต้องหันหลังควับ
เมื่อคนที่บ่นว่าปวดฉี่เดินเข้าไปรูดซิบกางเกงแล้วแอ่นฉี่ใส่ชักโครกง่าย ๆ ไม่แม้แต่จะหันมาปิดประตูให้สนิท หูแว่วได้ยินแม้กระทั่งเสียงจ๊อก ๆ ของฉี่ไหลลงไปในชักโครก ตามด้วยเสียงสายฉีดชำระและเสียงกดชักโครกตามมา
“นี่ฉันต้องนอนห้องเดียวกับเจ้าเด็กนี่จริงเหรอเนี่ย”
“เฮ้อ โล่งเลย”
มนต์พระจันทร์แก้เก้อด้วยการเดินลากกระเป๋าไปยืนมองตู้เสื้อผ้าแล้วคิดว่า เธอจะหยิบเอาชุดชั้นในออกมาแขวน ออกมาพับยังไงให้มันดูสุภาพไม่อนาจารจนเกินไป
ผิดกับเจ้าตัววุ่นวายที่เดินผิวปาก เอาถุงพลาสติกที่ใส่เสื้อผ้าใหม่เพิ่งซื้อมาจากในห้างออกมาวางกองแบจนเต็มโซฟา ทั้งเสื้อ กางเกง กางเกงใน อย่างไร้ยางอาย
“พี่เพรา เมื่อกี้ผมเปิดอินเตอร์เน็ตเขาบอกว่าวันนี้มีถนนคนเดินอยู่ใกล้ ๆ เราไปเดินเที่ยวกันปะ”
“ถนนคนเดินอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ เผื่อได้ไอเดียอะไรแปลก ๆ ไง”
“อืม แต่พี่ขออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
“โอเคครับ ตามสบาย”
มนต์พระจันทร์เข้ามายืนอยู่ภายในห้องน้ำ ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ รู้สึกทำตัวไม่ถูกที่จะต้องอยู่กับผู้ชายแปลกหน้า จะฉี่ก็ไม่กล้าเพราะเมื่อครู่แอบได้ยินเสียงฉี่ของเจ้าหนุ่มนั่น จะอาบน้ำ ถอดเสื้อผ้า ดูวิตกกังวลไปหมดทุกอย่าง
หากเป็นการพักคนเดียว เวลานี้เธอคงนุ่งผ้าเช็ดตัวหรือสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำเดินไปเดินมาอย่างสบายใจ แต่นี่ต้องหอบเอาเสื้อผ้าทั้งหมดทุกชิ้นเข้ามาแต่งตัวให้เรียบร้อย กว่าจะเดินออกไปจากห้องน้ำได้ เสียเวลาไปหลายนาที
“แล้วนายไม่อาบน้ำก่อนเหรอ” มนต์พระจันทร์เดินออกมาจัดการผึ่งผ้าเช็ดตัวลงไปบนราวไม้ซึ่งทางโรงแรมเตรียมไว้ให้
“ยังดีกว่าครับ เดี๋ยวไปเดินเหงื่อออกตัวเหม็นต้องกลับมาอาบน้ำอีกรอบ รอขึ้นมาอาบทีเดียวแล้วค่อยนอนเลย”
“ตามใจ”
ถนนคนเดินรอบคูเมืองเชียงใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์ ผู้คนทั้งในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่แน่นขนัด ร้านค้ามีทั้งขายอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของกิน ของฝาก มีให้เลือกละลานตาไปหมด
“พี่เพรา” ฝ่ามืออุ่นคว้าเอวของมนต์พระจันทร์ รั้งให้เธอขยับมายืนชิด จนสะโพกด้านข้างติดกัน
“อะไร”
“คนเยอะ มาเดินใกล้ ๆ ผม” ฝ่ามือวางรองลงไปตรงส่วนบนเหนือบั้นเอวเล็กน้อย จนเหมือนคู่รักต่างวัยกำลังชวนกันมาเดินเล่นอย่างไรชอบกล
“พี่เพรา ดูนี่สิน่ารักไหม”
สร้อยข้อมือขนาดเล็กมีจี้รูปเถาองุ่นห้อยอยู่ตรงกลางถูกศิวพลยกขึ้นมาทาบมันลงไปบนข้อมือบางของเจ้านายสาว
“นายจะทำอะไร”
“ใส่สร้อยข้อมือให้พี่ไง”
“อะไรนะ”
“ของขวัญจากผม” นิ้วมือใหญ่เทอะทะพยายามปลดตะขอแล้วสวมสร้อยข้อมือลายเถาองุ่นนั้นให้กับเจ้านายสาว ริมฝีปากหยักขยับยิ้มอวดไรฟันสีขาวเด่นชัด ขับเครื่องหน้าของผู้ชายหน้าทะเล้นให้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันที่ผ่านมา
“เรียบร้อย น่ารักมากเลย พี่ชอบหรือเปล่า” สองมือใหญ่โอบประคองข้อมือขาวของเจ้านายสาวขึ้นมายกพินิจอย่างภาคภูมิใจ
“ทำไมถึงซื้อให้พี่” มนต์พระจันทร์ชักข้อมือของตัวเองคืนกลับมา มือจับพลิกจี้รูปพวงองุ่นประดับพลอยสีม่วงเข้มนั้นดู
“ก็มันเหมาะกับพี่ไง อีกอย่างเวลาพี่เห็นมัน พี่จะได้คิดถึงผม”
“คิดถึงนาย ทำไมพี่ต้องคิดถึงนายด้วยล่ะ ถ้าต้องคิดถึงนายพี่ไม่ใส่ดีกว่า” มนต์พระจันทร์ทำท่าเหมือนจะแกะสร้อยข้อมือนั้นออก
“เอ้า ทำไมล่ะครับ ไม่เอานะ ผมซื้อให้พี่แล้ว จ่ายเงินแล้วด้วย พี่ห้ามถอดออกนะ” หน้างอเบะปากทำตาคว่ำจนมนต์พระจันทร์อ่อนใจ
“เออ ๆ ไม่ถอดก็ได้ แต่ที่รับไว้เนี่ย ไม่ใช่เพราะจะเอามานั่งมองให้คิดถึงนายหรอกนะ”
“เถอะน่า ขอแค่พี่รับไว้แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว”
“พี่เพรา” มือใหญ่คว้าเอวบางรั้งให้ถอยกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้ง
“อะไรอีก”
“ทำไมพี่ชอบทิ้งผม เดินใกล้ ๆ กันสิ”
“จะใกล้อะไรนักหนาเล่า” สายตาระแวงรู้สึกเก้อกระดากแปลก ๆ เหลียวมองไปรอบ ๆ เพราะเวลานี้เหมือนมนต์พระจันทร์กำลังเดินอยู่ภายในอ้อมกอดของชายหนุ่มร่างสูงแถมแผงอกแน่นตึงเปรี๊ยะนี่ยังอุ่นเหลือเกิน
“เดินใกล้ ๆ สิ ผมกลัวหลง”
“หมั่นไส้ เดินไปเร็ว ๆ เข้า”
“พี่เพรา ผมอยากลองกินน้ำอันนั้น” ปากบุ้ยไปทางร้านขายน้ำผลไม้พื้นบ้าน
‘หมากเม่า’ ผลไม้พื้นบ้านมีลักษณะเป็นพวงคล้ายองุ่น ลูกเล็กสีแดงเข้มจนเกือบดำ ซึ่งแม่ค้าท่าทางเหมือนเด็กนักศึกษามาหารายได้พิเศษกำลังตักน้ำผลไม้สีแดงเข้มใส่แก้วพลาสติกใส ยื่นส่งให้กับลูกค้าหน้าร้าน
“พี่ลองชิมไหมคะ น้ำหมากเม่า พวกหนูทำเองนะคะ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ปรับลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระด้วยนะคะพี่” แม่ค้าตาหวานเสียงแจ๋ว ๆ สาธยายสรรพคุณอย่างละเอียด
“เอาแก้วหนึ่งครับ” ศิวพลยกนิ้วชี้ขึ้นมาแสดงจำนวนของน้ำผลไม้ที่ตัวเองต้องการซื้อ
“ใจคอจะกินคนเดียวเลยเหรอ เอาสอง...”
“น้อง เอาแค่แก้วเดียวพอ”
“นายปลาซิว”
“ผมไม่ได้บอกว่าจะกินคนเดียวสักหน่อย อะพี่ชิมก่อนสิ” หลอดยาวเสียบลงไปในแก้วพลาสติก ยื่นส่งให้กับเจ้านายสาวชิมเป็นคนแรก
“แล้วนายล่ะ ไหนบอกว่าอยากกิน”
“ผมก็กินต่อจากพี่ไง”
“นายจะกินแก้วเดียวกับพี่เนี่ยนะ”
“อือ พี่ลองดูดิ ถนนคนเดินยาวไปจนสุดนู่น ระหว่างทางผมว่ามันต้องมีของกินน่าอร่อยอีกหลายอย่าง คืนนี้เราคงต้องชิมหลายเมนู เราซื้อแค่นี้แหละ แบ่งกัน แย่งกันกินอร่อยจะตาย ชิมเสร็จยังอะ มาผมกินบ้าง” มือจับหลอดยาวเบนออกมาห่างจากริมฝีปากสวย ใบหน้าหล่อโน้มลงชิด ยื่นปากเข้าไปงับหลอดเปื้อนคราบลิปสติกสีชมพูจาง ๆ นั้น แล้วดูดเอาน้ำหมากเม่ารสชาติหวานอมเปรี้ยวเข้าไปอึกใหญ่
“ผมว่าไอ้น้ำหมากเม่าอะไรนี่ ถ้าเอาไปทำไวน์ สีมันต้องสวยมากแน่เลยพี่ว่าปะ” คนที่ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์จินตนาการยาวไปถึงบนชั้นบนเชลล์ขายไวน์ภายในไร่ตัวเอง ว่าอนาคตเขาจะต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แปลกใหม่เหมือนไร่จันทรัชออกมาบ้าง
“อือ ก็คงอย่างนั้น”
“พี่ไม่คิดลองเอามันไปทำไวน์บ้างเหรอ”
“คิดน่ะมันคิดได้ แต่เราต้องดูด้วยว่าตลาดเกษตรกรที่เขาจะส่งหมากเม่าให้กับเรา เขาสามารถปลูกควบคุมปริมาณของผลผลิตให้มากพอกับจำนวนที่เราต้องการหรือเปล่า ถ้าเกิดว่ามันทำได้จริง เราต้องใช้หมากเม่าในปริมาณมาก อาจจะถึงปีละห้าหรือสิบตัน แล้วผลไม้พวกนี้ มันเป็นพืชพื้นบ้านท้องถิ่น ไม่ใช่ของที่หากินได้ตลอดทั้งปี มันอาจจะส่งผลกระทบเวลาของขาดตลาด”
“อืม พี่นี่เก่งจังเลยเนอะ ผมไม่เคยเจอใครเก่งเท่าพี่มาก่อนเลย ถ้าผมเป็นผู้ชายอายุใกล้เคียงกับพี่ ผมจะจีบพี่คนแรกเลย”
“อะ อะไรนะ ไหนนายเคยบอกว่าพี่ไม่ใช่สเปคไง” มนต์พระจันทร์ขบฟันกรามเข้าหากันทันที น้ำหมากเม่านี่ดูทีสรรพคุณของมันอาจช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตด้วย เพราะเธอรู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆ
