บทที่ 2 ไวน์จากไร่จันทรัช

งานกาชาดประจำปีจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ สมกับที่หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ทั้งประชาชนในจังหวัด พื้นที่ใกล้เคียงรวมไปถึงนักท่องเที่ยว เข้ามาเดินเลือกซื้อหาของกิน ของใช้ ของฝาก ติดมือติดไม้กลับบ้านกันมากมาย เรียกว่าเป็นงานที่ช่วยกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ศิวพลเดินเข้ามาภายในงานแล้วมองหาร้านไก่ย่าง ลูกชิ้น ไข่หมึกทอด ตามที่ลุงพ่อค้าซุ้มยาดองบอก เดินทางเข้ามาในเต็นท์ไม่นานก็สะดุดตาเข้ากับคลื่นมหาชนจำนวนมาก ที่เข้าไปยืนรุมล้อมบูธขายสินค้าอะไรสักอย่าง นั่นเองเขาจึงนึกย้อนไปถึงคำพูดของลุงขายยาดองได้ว่า ใครผ่านไปผ่านมาเห็นอย่างนี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องแวะเวียนเข้าไปชะเง้อมอง ส่องดูสักหน่อยว่าเขาขายอะไรกัน?

“เชิญเลยค่ะ ชิมไวน์จากไร่จันทรัชฟรี เชิญทางนี้เลยค่ะ หากคุณลูกค้าชิมแล้วถูกอก ถูกใจ สามารถซื้อกลับบ้านหรือซื้อไปเป็นของฝากก็ได้นะคะ”

พริตตี้สาวสวยใส่ชุดสีแดงสีเดียวกับไวน์ในขวด ติดไมค์โครโฟนอยู่ข้างหูพูดจาฉะฉานน่าฟัง ด้านข้างมีพริตตี้ชุดแบบเดียวกัน คนหนึ่งถือถาด อีกคนยืนรินไวน์ใส่แก้วพลาสติกขนาดเล็ก ส่งให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ชิม

“โห คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ”

ศิวพลเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปภายในบูธขายสินค้าโอทอป ซึ่งด้านในนั้นบนเชลล์แสดงโชว์สินค้า มีไวน์ หลากหลายแบบทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว นอกจากไวน์ที่บ่มด้วยองุ่นที่ทุกคนคุ้นเคย แล้วยังมีไวน์สับปะรด ไวน์ข้าวหอมมะลิ ไวน์กะท้อน ไวน์ลิ้นจี่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่นให้เลือกหาเลือกซื้อกลับบ้าน

พนักงานขายด้านในห้าหกคนหยิบขวดไวน์ใส่ถุงกระดาษแพ็คห่อให้กับลูกค้าจนมือแทบพันกัน ด้านหน้าเคาน์เตอร์นั้นมีลูกค้าจำนวนมากชี้มือชี้ไม้ ตะโกนโหวกเหวกสั่งสินค้าชนิดนั้นชนิดนี้

“เอาไวน์กะท้อนสอง ไวน์เชอร์รี่เพิ่มอีกสองขวดค่ะ”

“ของพี่เอาน้ำลิ้นจี่เพิ่มอีกหกขวดค่ะ”

“ไวน์ข้าวหอมสองขวด ไวน์แดงหกขวด คุกกี้ข้าวหอมมะลิอีกสี่กล่องค่ะ”

ผลิตภัณฑ์อันหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงไวน์อย่างเดียว ทำให้สามารถเรียกลุกค้าได้ทุกเพศทุกวัย แตกต่างจากบูธข้าง ๆ ที่พนักงานยืนหาวกันจนปากแทบฉีก ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่น่าเวทนาที่ไหน เพราะบูธข้าง ๆ เขียนป้ายบอกเอาไว้ชัดเจนว่ามาจากบริษัท AVIA WINE ของเขานั่นเอง

“ให้มันได้อย่างนี้สิ ทำไมต้องมาตั้งข้างกันขนาดนี้ด้วยวะ” ศิวพลยืนเบะปากคว่ำอย่างหงุดหงิด

“คุณลูกค้าคะ ลองชิมไวน์ลิ้นจี่ของไร่จันทรัชไหมคะ ผลิตภัณฑ์เพิ่งออกมาใหม่”

“อืม ผมขอชิมหมดทุกแบบเลยได้ไหมครับ”

ศิวพลยืนกระดกไวน์อยู่ภายในบูธขายสินค้าของคู่แข่ง ก่อนจะชี้นิ้วสั่งสินค้าทุกอย่างเพื่อต้องการนำกลับไปลองชิม วิเคราะห์เคล็ดลับที่ไร่จันทรัชซ่อนมันเอาไว้

“เอ้า! คุณซิวมาเที่ยวงานกาชาดเหรอคะ” พนักงานฝ่ายขายของบริษัท ที่วันนี้แปลงร่างมาเป็นพนักงานขายประจำบูธงานกาชาดหันมาทักทายลูกชายเจ้าของโรงงาน

“มาแอบดูไง ว่าพวกคุณแอบอู้งานหรือเปล่า แล้วนี่ไม่คิดจะเรียกลูกค้ากันสักหน่อยเหรอครับ”

ศิวพลสะบัดคอหันกลับไปทางบูธไร่จันทรัชด้านข้าง ที่พริตตี้สาวยังคงประกาศแจ๋ว ๆ พูดเป็นนกแก้ว นกขุนทอง จากนั้นหันกลับมาที่บูธของไร่ตัวเองเหมือนแม่ชีเพิ่งลาสิกขาออกมาขายของ เพราะยืนสงบนิ่งเหมือนอยากไปเดินจงกรมมากกว่ามาขายของอย่างนั้นแหละ

“โอ๊ย เรียกจนคอแทบแตกแล้วค่ะ แต่ไม่มีใครสนใจเลย พอเดินมาชิมแล้วก็เดินกลับไปซื้อร้านโน้นหมด พูดจนลูกกระเดือกจะกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว”

“เฮ้ออออ มันต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนแน่” ศิวพลหยิบแก้วเทสไวน์จาก AVIA WINE ออกมา จากนั้นกระดกดื่มมันเข้าปาก ถอนหายใจให้กับรสชาติไวน์อันจืดจางของตัวเอง

อันที่จริงรสชาติไวน์ของเขาไม่ได้แย่ เพียงแต่รสชาติของไร่จันทรัชนั้นมีทั้งความหอม ความหวาน ความเปรี้ยวกลมกล่อม กลิ่นหอมนุ่มนวล แต่รสชาติกลับหนักแน่น ชนิดที่เรียกว่าเมื่อผ่านลิ้นเข้าไปแล้ว แทบไม่อยากกลืนมันลงคอ

“นี่คุณซิวชิมไปกี่แก้วคะเนี่ย” พนักงานขายยืนมองหน้าเจ้านายที่เริ่มแดงขึ้นมาอย่างชัดเจน ประกอบกับสองมือสองแขนหอบหิ้วถุงของกินของฝากสารพัดผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งเสียอย่างกับตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้

“ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่ได้นับ รู้แค่ชิมทุกอย่างที่เขามี”

“ห๊ะ ชิมทุกอย่างเหรอคะ นั่นมันเยอะนะคะคุณซิว”

“ก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ทำไมถึงได้ขายดีนัก เอาละ ผมจะกลับแล้วร้อนมากเลย”

“เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนค่ะ นี่คุณซิวจะกลับไปสภาพนี้เหรอคะ”

“เอ้า ก็กลับอย่างนี้สิครับ”

“แต่ว่าเมาไม่ขับนะคะ มันอันตราย” พนักงานขายยกมือขึ้นมาชี้นิ้วดุเจ้านายอายุน้อย

“ผมไม่ได้เมาสักหน่อย ไวน์แค่ไม่กี่แก้วเท่านี้สบายมาก” คนหนุ่มวัยคะนองตอบออกไปอย่างประมาท

“แน่ใจนะคะ ระวังเถอะขับรถตกเขาตาย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”

“ปากเหรอนั่นน่ะ”

“เป็นห่วงต่างหากค่ะ”

ศิวพลหอบหิ้วถุงสำหรับใส่ไวน์ ขนมของกินอีกมากมายพะรุงพะรัง เดินโซซัดโซเซกลับมายังรถ ซึ่งจอดอยู่บริเวณลานกลางแจ้งด้านนอก

“เมาไม่ขับ แต่แค่มึน ๆ ขับได้ไหมวะ” เจ้าของรถกระบะยืนเอียงคอซ้ายขวา พยายามเช็กว่าตัวเองมีสติสัมปชัญญะมากพอที่จะขับขี่อย่างปลอดภัยหรือไม่

“เอ้าคุณ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยถามมาจากข้างหลัง 

“อื้อ สงสัยจะชิมไวน์มากเกินไปหน่อยครับ”

“เอ๋ นั่นไวน์จากไร่จันทรัชนี่ ซื้อเยอะขนาดนี้คงชอบมากสินะครับ” ชายหนุ่มรูปร่างท้วมนิดหน่อย แขวนป้ายห้อยคอบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นพนักงานจากบริษัทคู่แข่ง ยิ้มให้กับถุงกระดาษซึ่งมีตราสัญลักษณ์โลโก้ของไร่จันทรัชชัดเจน

“อือ ก็ชอบครับ”

“ผมว่าคุณอย่าขับรถเลยนะครับ ขนาดเดินยังไม่ตรงทางเลย”

“อื้อ อย่ามาดูถูกผมนะ ผมไม่เมาสักหน่อย ผมเดินตรงนี่ไง เดี๋ยวผมเดินให้ดู” วัยรุ่นหัวรั้นเชิดคอแล้วเดินให้อีกฝ่ายเห็นชัด ๆ 

“เห็นไหมครับ ตรงเป๊ะ!”

“เป๊ะอะไรละครับ ตรงเป๋นะสิ” 

“เป๋ตรงไหน”

“เป๋ทุกตรงเลยครับ ผมว่าอย่าฝืนเลยดีกว่า มันเป็นอันตรายกับตัวเอง แล้วยังเป็นอันตรายกับเพื่อนร่วมทางด้วย เอาอย่างนี้ครับ เห็นแก่ที่คุณเป็นลูกค้าของไร่จันทรัชของเรา ผมกำลังจะกลับไปที่โรงงานพอดี คุณไปทางไหนล่ะ เดี๋ยวผมแวะส่ง ส่วนรถเอาจอดไว้นี่ก่อน รอให้สติกลับมาครบถ้วนค่อยกลับมาเอา”

“หือ คุณจะไปโรงงานเหรอ ผมขอไปด้วยได้ไหม อยากไปดูว่าที่โรงงานของคุณทำยังไงไวน์มันถึงได้ออกมารสชาติดีขนาดนี้” คนมึนไวน์หูผึ่งทันที

“ได้ครับ แต่ผมคงให้คุณเข้าไปดูในโรงงานไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวจะพาไปเดินชมร้านค้าข้างหน้า ยังมีสินค้าของไร่จันทรัชอีกหลายอย่างเลย เผื่อว่าคุณอยากซื้อกลับบ้าน”

“ขายเก่งกันจริง ๆ แหะ พนักงานบริษัทนี้ เห้อ ๆ เอาครับ เอาอย่างนั้นก็ได้” ศิวพลไม่แปลกใจเลยที่ไร่จันทรัชเติบโตและประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะทุกคนดูเหมือนจะภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาก

เส้นทางสู่ไร่จันทรัช

“โอยยย พี่เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ผมจะอ้วกแล้ว” คนเมาไวน์แถมยังชิมนั่นนี่ไปเยอะนั่งโก่งคอ ทำท่าเหมือนจะขย้อนอาหารเก่าออกมา

“อย่านะ อย่าเพิ่งอ้วก พี่เพิ่งซื้อรถมาใหม่นะไอ้น้อง รอก่อน กลืนเข้าไปก่อน”

“มันอั้นได้ที่ไหนเล่า”

“เฮ้ย บอกว่าอย่าเพิ่งอ้วก”

“โอ้กกก”

นอกจากตกใจที่ไอ้หนุ่มนั่งเบาะด้านข้างจะอ้วกใส่รถใหม่ป้ายแดงแล้ว โค้งหักศอกแคบ แถมมีรถกระบะกั้นคอกสูงขนผักสวนทางข้ามเลนมา คนที่นั่งบังคับจับพวงมาลัยหมุนคว้าง หักหลบเข้าข้างทางอย่างกะทันหัน รถสะบัดหมุนตลบจนด้านข้างไปฟาดเข้ากับต้นไม้ไหล่ทาง

อุบัติเหตุสุดวิสัยครั้งนี้ โชคดีของศิวพลที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก หากแต่เจ้าของรถใจดีนี่สิกลับบาดเจ็บหนัก ทั้งขาหัก แขนหัก หัวแตก เพราะที่นั่งฝั่งคนขับกระแทกเข้ากับต้นไม้เต็มแรง

“พี่ครับ ผมขอโทษ” ศิวพลนั่งสะอื้นสะอึก รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ

“อืม ไม่เกี่ยวหรอก น้องแค่อ้วกใส่รถพี่ แต่ไอ้ที่ซวยเพราะพี่ยังขับรถใหม่ไม่ชินมือ เลยหักหลบไปชนเอง อย่าคิดมากเลย”

“เสียดายเลยอดเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานไวน์เลย”

“อยากเข้าไปมากขนาดนั้นเชียว”

“ครับ อยากเข้าไปมากเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป