บทที่ 6 มีเสน่ห์

กว่าเจ้านายสาวสวยและลูกน้องต่างวัยจะกลับเข้ามายังออฟฟิศ พนักงานส่วนหนึ่งก็เริ่มทยอยกลับบ้านไปแล้วเป็นบางส่วน

ศิวพลสังเกตเห็นว่ามีแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งถูกนำมาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงานของมนต์พระจันทร์

ผู้ช่วยสัญญาจ้างชั่วคราวเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วเริ่มต้นเก็บข้าวของเครื่องเขียน สมุดบันทึก เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หากแต่เมื่อชะเง้อคอมองกลับเข้าไปภายในห้องทำงานเจ้าของบริษัท เห็นไฟในห้องยังคงเปิดสว่างและเจ้านายสาวสวยมีชื่อแบบผักพื้นบ้านยังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ได้เร่งร้อน เร่งรีบ

“พี่เพรายังไม่กลับบ้านเหรอครับ” เด็กหนุ่มรุ่นน้องเดินมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปถาม

“ยัง พี่จะอยู่เคลียร์งานต่ออีกสักหน่อย ซิวกลับได้เลยนะ ปิดไฟข้างนอกได้เลย ไม่ต้องรอพี่”

“เคลียร์งาน? งานพี่เยอะมากเลยเหรอครับ งานอะไร” คนช่างสอดรู้สอดเห็นเดินเข้าไปในห้อง ชะโงกหน้ามองแฟ้มเอกสารมากมาย ตะแคงคอพยายามอ่านตัวหนังสือกลับหัวกลับหางนั้นอยากรู้อยากเห็น

“อีกสองอาทิตย์บริษัทของเราจะไปจัดงานแฟร์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เลยต้องเตรียมอะไรหลายอย่าง ยิ่งตอนนี้ประวิทย์นอนรักษาตัวอยู่ พี่เลยต้องช่วยดูงานในส่วนของเขาน่ะ”

“หือ งานในส่วนของพี่ประวิทย์ แล้วทำไมพี่ไม่ให้ผมทำล่ะ” คนที่มารับหน้าที่ต่อจากคนเจ็บดวงซวยหันไปลากเก้าอี้ แล้วนำมานั่งลงฝั่งตรงข้ามทันที

“นายเพิ่งมาทำงานวันแรก ประสบการณ์ยังไม่มี งานนี้ประวิทย์เขาทำมาส่วนหนึ่งแล้ว พี่เอามาต่อยอดเองน่าจะง่ายกว่าให้นายมาเรียนรู้ทำความเข้าใจทั้งระบบตั้งแต่แรก” มนต์พระจันทร์อธิบายให้เหตุผลอันสมควร เพื่อคนฟังจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่า ด้อยความสามารถ

“ผมอยู่ช่วยนะ ผมอยากรู้ว่าเขาทำกันยังไง ไอ้ที่ผ่านมาผมไม่มีประสบการณ์มันก็ใช่ แต่ถ้าไม่เริ่มมันก็ยังเป็นศูนย์เหมือนเดิม อย่างนั้นผมมานับหนึ่งกับพี่เพรานะครับ”

ในเมื่อตั้งใจจะมากอบโกยเอาความรู้ เอาเคล็ดลับสูตรความสำเร็จของไร่จันทรัชอยู่แล้ว ดังนั้นทุกงาน ทุกกิจกรรม ทุกสิ่งล้วนมีค่า เขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ลอยผ่านหน้าไปง่าย ๆ แน่

“มา ๆ พี่สอนผมสิ ผมต้องเริ่มจากตรงไหน”

“ไหนบอกว่าตัวเหม็น อยากกลับบ้านไปอาบน้ำไม่ใช่หรือไง”

มนต์พระจันทร์มองความกระตือรือร้นของผู้ช่วยใหม่อย่างเอ็นดู เธอบริหารงานบริษัทนี่มานานหลายปี ได้มีโอกาสรับพนักงานซึ่งเป็นนักศึกษาจบใหม่มาหลายคน หรือแม้แต่พนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานมาจากที่อื่น แต่ยังไม่เคยเจอใครกระตือรือร้น พลังงานท่วมท้นอย่างศิวพลมาก่อน

“ตัวเหม็นแค่นี้สบายมาก ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากอยู่ช่วยพี่นี่นา ขอผมอยู่ช่วยนะ”

“จะอยู่ช่วยก็ได้ แต่นายช่วยติดกระดุมเสื้อให้มันเรียบร้อยก่อนได้หรือเปล่า” มนต์พระจันทร์ถลึงตาใส่คอเสื้อเชิ้ตซึ่งมันลึกโหว่มองลงไปจนถึงสะดือ เนื่องจากเจ้าของติดกระดุมไว้แค่สองเม็ดล่างเท่านั้น

“ติดก็ได้ โธ่ อุตส่าห์จะอวดซิกแพค” หนุ่มอารมณ์ดีจอมทะเล้นเงยหน้าขึ้นไปยักคิ้วหยอกเล่นกับเจ้านายสาว

“ต่อให้นายมายืนแก้ผ้าอวดทั้งกล้าม อวดทั้งซิกแพค ก็ไม่เป็นผลหรอก เพราะพี่ไม่สนจ้ะ เอาเอกสารนี่ไปนั่งศึกษาทำความเข้าใจดู...พ่อหนุ่มขี้อวด”

หลังจากนั่งทำงานอยู่ภายในห้องไปได้พักใหญ่ แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ซึ่งวางเอาไว้ตรงหน้าถูกมนต์พระจันทร์เคลียร์ออกไปทีละแฟ้มตามลำดับ ขั้นตอนความสำคัญจากมากไปหาน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มนต์พระจันทร์จึงเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับนิ่งมายังเธอ

“มองอะไร”

“เวลาพี่ทำงาน แล้วทำหน้าจริงจังแบบนี้ ดูมีเสน่ห์ดีนะครับ”

“มีเสน่ห์?” มนต์พระจันทร์ถึงกับขยับหน้าผากขมวดคิ้วเข้าหากันทันที

ส่วนมากเธอมักเคยชินกับคำชื่นชมจากคนรอบข้างว่าเป็นคนสวย เป็นคนขยัน เป็นคนเก่ง เป็นคนมากความสามารถ ฟังบ่อย ๆ เข้าจนรู้สึกเคยชิน แต่สำหรับคำว่า ‘มีเสน่ห์’ ที่หลุดออกมาจากปากของผู้ช่วยหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ ทำให้มนต์พระจันทร์รู้สึกประหม่าแปลก ๆ

“ทำไม หรือว่าหลงเสน่ห์พี่เข้าให้แล้วหรือยังไง ไหนบอกว่าพี่ไม่ใช่สเปค”

“ผมแค่บอกว่าพี่มีเสน่ห์ ไม่ได้บอกว่าหลงเสน่ห์พี่สักหน่อย ตกลงว่าเคลียร์เอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแล้วใช่หรือเปล่าครับ” ผู้ช่วยหนุ่มขยับลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองดูโต๊ะทำงานอันว่างเปล่าเรียบสะอาดของเจ้านาย

“อือ นายเองก็กลับบ้านได้แล้ว สามทุ่มกว่าแล้ว”

“นี่พี่เพราครับ ผมน่ะอายุยี่สิบกว่าแล้วนะไม่ใช่เด็ก พี่เองก็เหมือนกัน จริงสิแล้วพี่กลับบ้านยังไง”

“ทำไม นายห่วงพี่เหรอ”

“ก็ต้องห่วงสิ พี่เป็นผู้หญิงนะ ถึงจะแก่แล้ว แต่ว่าผู้หญิงกลับบ้านคนเดียวค่ำมืด...”

“นายซิว! นี่นายว่าพี่แก่เหรอ” มนต์พระจันทร์คว้าไม้บรรทัดในลิ้นชักออกมาเงื้อขึ้น ทำท่าเหมือนจะฟาดใส่คนที่บังอาจมาว่าเธอแก่

“ก็แก่กว่าผมไหมล่ะ”

“อายุสามสิบสอง เขายังไม่เรียกว่าแก่ย่ะ เขาเรียกว่าเป็นสาวเต็มตัว” มนต์พระจันทร์ขว้างค้อนใส่อย่างหงุดหงิด

“อะ ๆ ไม่แก่ก็ได้ แต่ว่าพี่เป็นผู้หญิงค่ำมืดแบบนี้ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียวมันอันตราย เดี๋ยวผมไปส่ง”

คนที่อาสาจะไปส่งเดินออกมายืนมองรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมนต์พระจันทร์ใช้มันขี่ออกมาจากบ้าน ซึ่งอยู่ถัดไปด้านหลังไร่ จากนั้นเดินไปสตาร์ทรถกระบะแบบสี่ประตูของตัวเอง

“มาสิพี่ ขึ้นรถเดี๋ยวไปส่ง”

“พี่เอามอเตอร์ไซค์มา นายกลับไปเถอะ”

“วู้ว อย่าดื้อสิ ผมบอกว่าจะไปส่งก็ต้องไปส่ง มาขึ้นรถ”

เนื่องจากคำนวณแล้วว่าหากตนเองขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เข้าไปส่งมนต์พระจันทร์ แล้วตัวเองจะกลับออกมายังไง จึงคิดว่าเอารถกระบะตัวเองไปส่งน่าจะง่ายกว่า แถมไร่จันทรัชกว้างขวางใหญ่โตอย่างนี้ ให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปดูจะอันตรายเกินไป แม้ว่าเธอจะเป็นเจ้าของไร่ก็เถอะ

เรือนไทยประยุกต์หลังใหญ่เป็นเอกลักษณ์ยังคงเปิดไฟสว่าง ด้านข้างมีโรงจอดรถมีทั้งรถกระบะ รถเก๋ง รถเอทีวี รถมอเตอร์ไซค์อีกสองคันจอดเรียงกันอยู่ บอกให้รู้ว่านี่คือบ้านที่มีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันหลายคน แล้วยังได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจน ซึ่งอยู่ด้านหน้าเรือน

“ขอบใจนะที่มาส่ง” มนต์พระจันทร์ก้าวขาลงมาจากรถ ไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณคนมีน้ำใจ

“ด้วยความยินดีครับ”

“อืม นายเองก็ขับรถกลับดี ๆ ละ”

“ครับผม”

มนต์พระจันทร์ยืนมองไฟท้ายสีแดงของรถกระบะคันใหญ่ ค่อยๆ ขับห่างออกไปจนกระทั่งมันลับสายตาไปแล้วนั่นแหละ เธอจึงเดินกลับเข้าเรือน ซึ่งขณะนี้มีเธออยู่เรือนเพียงคนเดียว พี่น้องต่างแยกย้ายไปมีครอบครัว บ้างก็สร้างบ้านอยู่ในอาณาเขตของไร่จันทรัช บ้างก็ต้องไปอยู่บ้านของคู่สมรส ส่วนพ่อกับแม่ก็ไปหาหลานบ้านนั้นทีบ้านนี้ที หรือไปรำลึกความหลังกันแบบสองต่อสอง

ปากหยักได้รูปห่อเข้าหากัน เป่าลมผิวปากออกมาเป็นทำนองอันผ่อนคลาย ร่างเปลือยครึ่งท่อนของคนที่สวมใส่เพียงกางเกงนอนเดินใช้ผ้าขนหนูเช็ดซับผมเปียก มาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง เป็นจังหวะเดียวกับหน้าจอโทรศัพท์มีแสงไฟสว่างวาบขึ้นมา

Boss Kapraw : ถึงบ้านหรือยัง // ข้อความถามไถ่จากบอสสาวคนสวยทำให้ผู้ช่วยยิ้มออกมาได้

ปลาซิว : ถึงแล้วครับ ที่ถามเนี่ยเป็นห่วงผมเหรอ

Boss Kapraw : ถามตามมารยาท แค่นี้แหละ

ปลาซิว : เดี๋ยวดิพี่เพรา

Boss Kapraw : ทำไม มีอะไร

ปลาซิว : พี่จะนอนหรือยัง

Boss Kapraw : กำลังจะนอน ทำไม?

ปลาซิว : โอเค ถ้าอย่างนั้น ฝันดีครับ // คนที่ยังติดพันกับการทำให้เส้นผมแห้งโยนโทรศัพท์กลับลงไปบนเตียง ลุกเดินไปหยิบไดร์มาเสียบปลั๊กเพื่อเป่าผมให้แห้ง

ไม่รู้เลยว่าอีกฟากหนึ่งของคนที่ได้รับคำอวยพรขอให้ฝันดี ได้แต่นอนจ้องหน้าโทรศัพท์ของตัวเองนิ่ง อ่านทวนข้อความนั้นซ้ำ ๆ

“ไอ้เด็กบ้านี่ เล่นเป็นหมาหยอกไก่ไปได้” มนต์พระจันทร์กดปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงไปนอน

เช้าวันต่อมา

“อรุณสวัสดิ์ครับ” มนต์พระจันทร์แทบเดินสะดุดขาตัวเองตกบันได เมื่อเดินออกมาเห็นคนที่มาส่งตนเมื่อคืนยืนยิ้มอยู่หน้าบ้าน ข้างรถกระบะสี่ประตูคันเดิม

“นายปลาซิว นายมาได้ยังไงเนี่ย”

“มารับพี่ไง”

“รับพี่?”

“ครับ ก็เมื่อวานมาส่ง รถพี่จอดอยู่ออฟฟิศใช่ไหมล่ะ ถ้าผมไม่มารับแล้วพี่จะไปทำงานยังไง มาขึ้นรถครับ” มือดึงที่จับเปิดประตูพร้อมกับทำท่าผายมือเชื้อเชิญเจ้านายให้ขึ้นไปนั่งยังเบาะด้านข้าง

“อืม ขอบใจ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป