บทที่ 8 ความหวัง
หลังจากตรวจคุณภาพของไวน์ในไร่เรียบร้อยแล้ว ศิวพลยังได้รับโอกาสสำคัญ นั่นคือการแวะไปเยี่ยมชมโรงงานสำหรับผลิตสินค้าชนิดอื่น ๆ ของทางไร่จันทรัช จึงได้รู้ว่ามนต์พระจันทร์และทายาทคนอื่น ๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แบบก้าวกระโดด เพราะภายในโรงงานแห่งนี้ยังมีสินค้าที่รอการออกแบบ รอการสรุปผลรสชาติ เพื่อเตรียมผลิตออกมาขายอย่างเป็นทางการอีกหลายชนิด
“เห็นแบบนี้แล้ว ผมไม่แปลกใจเลยที่ไร่จันทรัชจะเป็นที่รู้จัก แถมขยายตลาดออกไปได้กว้างขวาง”
ลูกชายโรงงานบ่มไวน์ที่ใกล้เจ๊งเต็มทน เดินชื่นชมอาณาจักรที่กำลังรุ่งโรจน์ของไร่จันทรัช อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะให้กับตัวเอง ด้วยเพราะความเชื่อว่าหากปรับเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ จะทำให้สูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นไร่และโรงงานของครอบครัวเขาย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่คู่แข่งและโลกหมุนไปไกลแล้ว นับว่าคิดไม่ผิดที่เขายอมลงทุนมาสืบหาเคล็ดลับความสำเร็จจากมนต์พระจันทร์ในครั้งนี้
กว่ากิจกรรมวันนี้จะสิ้นสุดลง ก็เลยช่วงเวลาเลิกงานปกติไปแล้ว เจ้านายและลูกน้องต่างวัยกว่าจะขับรถวนกลับมายังออฟฟิศได้ พนักงานทั้งหมดก็กลับบ้านไปหมดแล้ว ทั่วทั้งอาคารปิดไฟมืดสนิท มีแค่ลุงพนักงานรักษาความปลอดภัยในป้อมทางเข้าด้านหน้าที่กำลังปั่นจักรยานออกมาตรวจตราความเรียบร้อยเท่านั้น
“วันนี้ขอบคุณนะที่อุตส่าห์ขับรถให้พี่ตลอดทั้งวันเลย เลิกงานแล้วกลับบ้านเถอะ เลิกงานค่ำมาสองวันติด ๆ แล้ว”
“แล้วพี่ล่ะครับ กลับเข้าบ้านยังไง” ศิวพลมองไปตามถนนทางเข้าไร่ ซึ่งมันทอดลึกเข้าไปจนถึงตัวบ้านที่เห็นไฟสว่างดวงเล็กไกลลิบ
“มอเตอร์ไซค์ไง วันนี้ไม่ต้องขับรถไปส่งพี่นะ พี่จะกลับเอง”
มนต์พระจันทร์คิดทบทวนดูแล้วว่าหากให้ผู้ช่วยคนใหม่ขับรถไปส่งที่บ้านอีก พรุ่งนี้เช้าไม่วาย พ่อหนุ่มหน้าทะเล้นแต่เป็นคนช่างเอาใจใส่ต้องไปรับเธอมาจากบ้านอีกแน่
ดังนั้นมนต์พระจันทร์จึงคิดว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองกลับบ้าน อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งที่สอง ก่อนหน้านี้เธอขี่รถกลับบ้านเองบ่อย ๆ ไม่เคยมีปัญหา มีแค่เพียงศิวพลคนเดียวเท่านั้นแหละที่มองว่าอันตราย
“ตกลงครับ พี่ขี่มอเตอร์ไซค์กลับ” ผู้ช่วยชั่วคราวยกมือขึ้นมาเหมือนทำท่าโบกลา จากนั้นเดินกลับไปยังรถกระบะของตัวเอง สตาร์ทเครื่องยนต์แต่ไม่ได้ขับออกไป
มนต์พระจันทร์เดินไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ส่วนตัวขี่มันกลับเข้าไปตามถนนมืดภายในไร่ หากทว่าเพียงไม่นาน แสงไฟสว่างจากรถยนต์คันใหญ่ ซึ่งขับตามมาทางด้านหลัง ทำให้มนต์พระจันทร์ถึงกับต้องเอี้ยวหันไปมอง
“เจ้าเด็กบ้า”
ยิ้มทะเล้นของพ่อหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย ทำให้มนต์พระจันทร์รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด เจ้าของไร่จันทรัช หันกลับไปสนใจทางเปลี่ยวแล้วบังคับรถสองล้อให้วิ่งตรงต่อไป
มนต์พระจันทร์อมยิ้มให้กับความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของศิวพล เจ้าปลาซิวกลิ่นขี้วัวคงกลัวว่าเธอจะขับรถกลับบ้านด้วยความอันตราย จึงได้ทำตัวหน้ามึนขับรถตามมาส่องไฟให้ด้านหลังอย่างนี้
“บอกว่าไม่ต้องมาส่งไง” เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ตวัดขาลงมาจากรถ แล้วเดินมายืนกอดอกให้กับโชเฟอร์รถกระบะสี่ประตู
“ผมไม่ได้ขับรถมาส่งพี่สักหน่อย” กระจกรถลดระดับลงต่ำ แขนค้ำยื่นหน้าออกมาคุยกับเจ้าของบ้านหลังใหญ่
“ไม่มาส่ง แล้วนายมาทำอะไรหน้าบ้านพี่”
“ผมแค่หิวน้ำ เลยเข้ามาขอน้ำกินหน่อย” ไอ้หนุ่มหน้ามึนยักคิ้วถี่ ๆ
มนต์พระจันทร์เดินกลับเข้าบ้านไปหยิบน้ำเปล่าขวดหนึ่ง แล้วยังมีน้ำผลไม้และผลไม้สดจากไร่ใส่ตะกร้าหิ้วมาส่งให้คนใจดีแต่ปากหนัก
“ผมขอแค่น้ำ”
“น้ำผลไม้มันจะเสียแล้วเอาไปกินแก้ท้องผูก ส่วนผลไม้นี่ก็ใกล้เน่าแล้วล่ะ”
“ห๊ะ พี่เห็นกระเพาะผมเป็นอะไรเนี่ย” ปากบ่นแต่มือกลับรับตะกร้าน้ำใจนั้นมาวางไว้ข้างตัว มือหยิบขวดน้ำมาบิดเปิดฝากระดกดื่มทันทีด้วยท่าทางกระหายน้ำ
มนต์พระจันทร์ยืนมองลำคอขาวกับลูกกระเดือกแหลมยามมันขยับ เพราะเจ้าตัวกลืนน้ำอึกใหญ่ลงไปในลำคอ
“อ่า ชื่นใจมาก ขอบคุณนะครับ เห็นพี่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยอย่างนี้ผมค่อยสบายใจหน่อย”
“ทำไมล่ะ พี่ทำตัวอ่อนแอเหมือนคนที่จะไม่สามารถขี่รถกลับบ้านเองได้หรือไง”
“ก็ทางมันเปลี่ยว มืดออกขนาดนี้ ตอนกลางคืนมันอันตราย ผมคงนอนไม่หลับแน่ ถ้าไม่เห็นว่าพี่ถึงบ้านอย่างปลอดภัย” ประโยคตรงไปตรงมาของผู้ช่วยคนใหม่ทำเอามนต์พระจันทร์หายใจสะดุด เธอทำงานกับประวิทย์และทุกคนในออฟฟิศนี้มานานหลายปี และกลับบ้านดึกอย่างนี้เสมอ แต่ยังไม่เคยมีใครอาสามาส่งเธอเลยสักครั้ง
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้นายคงนอนหลับสบายแล้วนะ เพราะพี่ถึงบ้านแล้ว กลับบ้านไปได้แล้ว” มือบางยกขึ้นมาสะบัดทำท่าไล่ให้อีกคนกลับไป
“ครับผม แล้วพี่น่ะอยู่คนเดียวปิดบ้านล็อคประตูให้ดีนะ”
“อือ รู้แล้วน่า ไปได้แล้ว”
เป็นอีกวันที่มนต์พระจันทร์ยืนมองไฟท้ายรถกระบะสีแดงค่อย ๆ ขับห่างออกไป ไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้ามันเป็นอะไร ถึงได้ขยับยกมุมปากทั้งสองขึ้นมาสูงทำมุมเหมือนเธอกำลังยืนยิ้มคนเดียว
“ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” เจ้าของบ้านเดินกลับเข้าไปด้านใน มือกดล็อกประตูหน้าต่างทุกบาน แล้วเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง
บ้านของศิวพล
“เป็นยังไงบ้างเจ้าซิว ไปทำงานที่ไร่นั้นได้ความคืบหน้าอะไรหรือเปล่า” นายสิระ ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตไวน์เดินเข้ามาตบบ่าลูกชาย ถามไถ่ถึงสิ่งที่ลูกชายตั้งใจจะไปเรียนรู้
“ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าคุณมนต์พระจันทร์ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะสามารถคิดค้นอะไรหลายอย่าง จนทำให้ไร่จันทรัชเติบโตรุ่งเรืองขนาดนี้ พ่อคงไม่เชื่อแน่ว่าเธอทำอะไรบ้าง” พูดพลางวางตะกร้าผลไม้ลงไปบนโต๊ะ มือหยิบน้ำผลไม้คั้นสดมาเปิดแล้วยื่นส่งให้พ่อลองชิม
“หมายความว่ายังไง” นายสิระหยิบขวดน้ำกะท้อนคั้นสดใหม่มายกดื่ม ทำตาโตให้กับรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวแปลกใหม่ ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
“รับรองเลยครับว่าหกเดือนผมจะต้องล้วงเอาเคล็ดลับของไร่จันทรัชมาให้หมดเลย” ศิวพลหยิบสมุดบันทึกซึ่งตัวเองจดข้อมูลต่าง ๆ ออกมาแล้วเปิดให้พ่อดู
“อืม ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็น่าทึ่งมาก”
“ใช่ครับ เธอเก่งมากจริง ๆ แถมพนักงานที่อยู่ในนั้นทุกคนก็มีการทำงานที่เป็นระบบระเบียบมาก ผมว่าถึงเวลาแล้วที่โรงงานของเราจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ยอมสละความเชื่อแบบเดิม ๆ เพื่อพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และก้าวข้ามเซฟโซนของเราออกไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น”
“หื้อ นี่แกใช่เจ้าปลาซิวคนที่ทำยอดขายติดลบมาตลอดจริงเหรอเนี่ย” นายสิระแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของลูกชาย
ก่อนหน้านั้นตอนที่ศิวพลเพิ่งจบออกมารับตำแหน่งช่วยดูแลกิจการใหม่ ๆ ลูกชายคนนี้เป็นคนไม่ค่อยใส่ใจอะไรเลย จนเขาและภรรยาถึงขนาดทำใจว่าโรงงานอาจจะเจ๊งในเร็ววัน แล้วดูตอนนี้สิ ประกายตาอันสดใสฉายเต็มไปด้วยความหวังอย่างนี้ มันออกมาจากแววตาลูกชายของเขาจริง ๆ นะหรือ
“พ่อ อย่าเพิ่งแซว ผมพูดจริง ๆ นะ เราต้องกล้าเปลี่ยนแปลง”
“เออ เอาเป็นว่าแกไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แล้วกลับมาเถอะ พ่อยังพอมีทุนอยู่บ้าง ถ้าแกต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาอะไร ถ้าหากมั่นใจว่าเมื่อทำแล้วมันจะส่งผลดี พ่อกับแม่จะยอมควักเอาทุนก้อนนั้นออกมาให้แกเอง”
ขวดแก้วใส่น้ำผลไม้ถูกศิวพลกระดกรวดเดียวจนหมดขวด นิ้วเคาะลงไปยังตราโลโก้ของไร่จันทรัชซึ่งมันสกรีนติดไว้ที่ขวดชัดเจน จินตนาการในหัวโลดแล่นสว่างไสวเต็มไปด้วยความหวัง
“อีกหกเดือน พ่อเตรียมตัวไปธนาคารเบิกเงินสดออกมาให้ผมได้เลย รับรองว่าปลาซิวคนนี้จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสที่ดีให้ได้”
“เออ พ่อจะรอดู”
