บทที่ 9 หมดหนทาง
“ถ้าภาทำตัวดี เป็นเด็กดีของฉัน ก็จะไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคทั้งนั้น เราทุกคนเท่าเทียมกันหมด คือเป็นมนุษย์เหมือนกัน คนรักกันเค้าไม่ดูกันที่ฐานะการเงินหรือฐานะทางสังคมหรอก” เขมกรบอก ภาริดาน้ำตาซึม
“คุณเขม...”
“ยกเว้นเสียแต่ว่าเธอจะหลอกลวงฉันเท่านั้น เมื่อไหร่ที่ฉันรู้ว่าเธอหลอกฉัน ฉันจะเอาคืนเธอให้สาสมกับที่ฉันให้ใจเธอ” เขมกรพูดเสียงเข้ม ต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“ค่ะ”
“ไปทำงานได้แล้ว อย่าลืมว่าบ่ายนี้มีประชุม เตรียมเอกสารให้พร้อมด้วยล่ะ” เขาปล่อยมือออกจากต้นแขนของเธอ ภาริดารับปากทำตามอย่างรู้หน้าที่ เพียงแค่ในใจเธอตอนนี้ร้อนเสมือนถูกไฟจากนรกแผดเผา
ภาริดาออกจากห้องไปแล้ว เขมกรมองตามหญิงสาวจนกระทั่งเธอปิดประตู ทันใดนั้นเขาก็เอามือทุบโต๊ะเต็มแรงเพื่อระบายอารมณ์โกรธแค้นอย่างแสนสาหัส
“มารยา แพศยาอย่างนี้ คืนนี้เราจะได้รู้กัน!”
ภาริดานั่งเหม่ออยู่บนเตียงนุ่มภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง คืนนี้เธอสวมชุดนักศึกษารัดติ้ว เสื้อสีขาวรัดหน้าอกจนกระดุมแทบกระเด็น ไม่นับรวมกระโปรงสั้นจู๋จนเกือบปิดกางเกงในไม่มิด แต่นี่เป็นสิ่งที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะทำให้ผู้ชายที่ซื้อบริการนิยมชมชอบและมีอารมณ์ทางเพศมากยิ่งขึ้น ภาริดาเลือกใส่เสื้อชั้นในสีดำ เสริมหน้าอก ให้ดูเซ็กซี่ขึ้นไปอีก
ดวงตากลมโตมองไปยังหน้าต่างคอนโดอย่างสมเพชในตัวเอง ไม่คิดว่าวันหนึ่งเธอจะต้องมาทำอะไรแบบนี้... แบบที่ไกลจากตัวตนของตัวเอง เธอนึกถึงคำพูดของเขมกรเมื่อตอนกลางวัน ความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจก็กำเริบขึ้นมาทันที เธอคงจะเป็นผู้หญิงที่ดีให้เขาไม่ได้แล้ว ชีวิตนี้เธอเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเจอผู้ชายที่สามารถยอมรับผู้หญิงที่ผ่านอาชีพนี้มาได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้เธอนัดเจอกับเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกัน เธอกับกานต์มณีที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอมีท่าทีซึมเศร้าจนเพื่อนสังเกตได้ และบทสนทนาวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของการทำงานบริการวันนี้
“ภา เธอเป็นอะไร ทำไมช่วงนี้ดูเศร้าๆ ที่ฝึกงานเธอใช้งานหนักเหรอ” กานต์มณีถามด้วยความเป็นห่วง
“เปล่าจ้ะ ที่ฝึกงานดีมาก พี่ๆ คอยบอกคอยสอนงานตลอดเลย”
“แล้วเธอเศร้าเรื่องอะไร” กานต์มณียังไม่ลดละความพยายามในการหาคำตอบ แต่สิ่งที่ได้เป็นอันดับแรกคือเสียงถอนหายใจ
“แม่ฉันถูกรถชน”
“อะไรนะ!”
“อื้อ... แม่ฉันถูกรถชนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตอนนี้อาการโคม่า จะต้องผ่าตัดด่วน ฉันเบิกเงินในบัญชีของแม่มาหมดแล้ว แต่ดูแล้วก็ยังไม่น่าจะพอกับการรักษาพยาบาล คงจะต้องเอาบ้านไปจำนองก่อน”
“เอาบ้านไปจำนอง แล้วเงินจะพอใช่ไหม” กานต์มณีถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่พอหรอกกานต์ ผ่าตัดสมองต้องใช้เงินเยอะ ฉันไม่รู้ว่าแม่จะต้องผ่าตัดสมองกี่รอบ ตอนนี้ต้องอยู่ห้อง ICU เสียเงินวันละเกือบหมื่น เงินในบัญชีที่แม่เก็บมาทั้งชีวิตก็เกือบหมดแล้ว” ภาริดาน้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ
“คนที่ขับรถชนล่ะ เขาไม่มารับผิดชอบอะไรเลยเหรอ”
“ชนแล้วหนี ตอนนี้ให้ตำรวจตามจากกล้องวงจรปิดอยู่ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ตัวเมื่อไหร่ ได้ตัวมาก็ยังไม่รู้ว่าจะชดใช้ค่ารักษาพยาบาลหรือเปล่า คดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกเยอะ กว่าจะให้ศาลตัดสินก็ใช้เวลานาน ตอนนี้ฉันต้องใช้เงินเร่งด่วน ไม่รู้ว่าจะไปหางานอะไรทำเพิ่มอีก เงินเดือนที่คุณเขมให้ก็ไม่พอใช้”
“โธ่... ภา... เอาอย่างนี้ไหม ตอนนี้เธอเอาเงินฉันไปใช้ก่อนสักแสนนึงก่อน จะได้แบ่งเบาภาระเธอไปได้” กานต์มณีเสนอหนทางช่วยเหลือ ภาริดาได้ยินเงินจำนวนมหาศาลสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยก็ตาโต
“กานต์ เธอไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ แล้วเธอไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้เหรอ” ภาริดาอดถามไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้ก็ลำบากไม่น้อย ต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินมาส่งเสียน้องเรียนถึง 5 คน แต่ช่วงหลังมานี้เธอไม่เห็นกานต์มณีทำงานอะไร นอกจากเป็นพริตตี้ตามงานมอเตอร์โชว์ และเป็นเด็กเชียร์เบียร์ตอนกลางคืน ซึ่งงานทั้งสองนี้ก็ไม่น่าจะทำให้กานต์มณีมีเงินเหลือเฟือขนาดที่จะให้เธอยืมได้เป็นแสนๆ
