บทที่ 7 ถูกชะตา 25%

               หลังจากที่ทั้งคู่ได้ไปลองชุดแต่งงานเสร็จแล้ว ติณภพก็มาส่งรสาอย่างเช่นทุกวัน แต่วันนี้พิเศษหน่อย เพราะทั้งสองครอบครัวนัดทานข้าวกันที่บ้านของรสา เพื่อปรึกษาหารือเรื่องงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามาถึงนี้

                คฤหาสน์สิริรัตนภักดี

                19.00 น.

                เมื่อรถยนต์คันหรูเคลื่อนเข้ามาภายในโรงจอดรถยนต์ รสาจึงหันมาเอ่ยกับติณภพด้วยท่าทางยิ้มแย้ม

                “สงสัยคุณลุงกับคุณป้ามาถึงแล้วค่ะ~”

                “เหรอครับ” ติณภพตอบกลับอย่างเบื่อหน่าย เพราะถูกมารดาบังคับให้มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านรสา ทั้งที่ตนนั้นได้นัดดื่มกับเพื่อนที่ผับแล้ว...

                ภายในห้องอาหาร

                สองตระกูลอัศวโยธินและสิริรัตนภักดี กำลังถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วยท่าทางมีความสุข อีกไม่นานทั้งสองตระกูลก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว

                "นั่นไงคะ พูดถึงทั้งคู่ก็เดินเข้ามาพอดีเลย~"คุณหญิงตวงพรมารดาของติณภพ พลันสายตาไปเห็นว่าที่บ่าวสาวกำลังเดินจับมือกันเข้ามาในห้องอาหาร

                ภาพตรงหน้าทำให้เธอปลื้มใจขึ้นมาทันที ที่เห็นทั้งคู่รักใคร่ปองดองกัน เห็นอย่างนี้เธอค่อยรู้สึกโล่งใจหน่อย ตอนแรกเธอกลัวเหลือเกินว่าลูกชายจะไปคว้าเอาผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นมาเป็นลูกสะใภ้ ดีนะที่มีรสามาดักทางลูกชายไว้ได้ทัน

                "สวัสดีค่ะ คุณลุงคุณป้า~"เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหาร รสาก็พนมมือไหว้ผู้ใหญ่ด้วยกิริยาท่าทางนอบน้อม แต่ติณภพกลับมองว่าเธอกำลังสร้างภาพ ‘หึ~ประจบเก่งอย่างนี้สินะ คุณแม่ถึงได้หลงผิดไปคว้าเอาคนอย่างเธอมาเป็นลูกสะใภ้’

                “สวัสดีครับ คุณน้าคุณอา” ติณภพยกมือไหว้คุณหญิงรัตนาและท่านพิสุทธิ์ บิดามารดาของรสาตามมารยาท

                “ต่อไปเรียกแบบนี้ไม่ได้แล้วนะตาติณ หนูรสา เพราะอีกหน่อยเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” ญาติผู้ใหญ่ต่างพร้อมใจกันพูดเป็นเสียงเดียว

                “ค่ะ/ครับ” ทั้งคู่ตอบกลับด้วยความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง...

                "จริงสิ ถ้าแต่งงานกันไปแล้ว รสาต้องไปอยู่ที่บ้านอัศวโยธิน อย่างนี้ฉันก็คงคิดถึงลูกแย่สิคะคุณ"ระหว่างที่รับประทานอาหาร คุณหญิงรัตนาก็หันมาเอ่ยกับสามีด้วยน้ำเสียงเบา พอใกล้ถึงวันแต่งงาน ใจเธอก็รู้สึกห่อเหี่ยว เพราะลูกสาวคนเดียวที่รักดั่งดวงใจต้องห่างอกไปมีครอบครัว

                "แหมคุณหญิง พูดเหมือนบ้านของสองตระกูลอยู่ห่างไกลกัน"ท่านพิสุทธิ์ตอบกลับภรรยาด้วยน้ำเสียงขบขัน

                "ใช่ค่ะคุณพี่ ไม่ไกลกันเลยสักนิด ถ้าคิดถึงก็แวะมาเยี่ยมเยือนที่บ้านเราบ่อยๆ สิคะ"คุณหญิงตวงพรเห็นด้วยกับท่านพิสุทธิ์อีกเสียง

                บทสนทนาของญาติผู้ใหญ่ ทำให้ติณภพคิดไม่ตก จะให้มาอยู่บ้านหลังเดียวกันกับบิดามารดาไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันจะทำให้แผนแก้แค้นของเขาไม่สำเร็จ

                ที่จริงเขาได้คิดเตรียมแผนหลังแต่งงานไว้แล้ว ว่าเขากับรสาจะแยกออกมาอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งบ้านอีกหลังที่เขาพูดถึงคือ เรือนหอที่เขาตั้งใจจะสร้างครอบครัวกับมินตรา แต่ฝันของเขาต้องสลายเพราะผู้หญิงสารเลวคนนี้

                ในเมื่อเธอเป็นคนทำให้ทุกอย่างมันพังลง เธอต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้ทั้งหมด เขาจะใช้สถานที่นั่นแก้แค้นเธอให้มันสาสมกับสิ่งที่ทำไว้กับมินตรา เขาต้องทำให้เธอเจ็บมากกว่ามินตราเป็นร้อยเท่าพันเท่า!

                ความคับแค้นภายในจิตใจของติณภพ ทำให้ท่านดณู ซึ่งเป็นบิดาเริ่มเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของลูกชาย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คงจะเป็นธรรมดาของผู้ชายที่ใกล้จะแต่งงานมักหวงความโสด

                “ผมคิดว่า หลังจากแต่งงานแล้ว...ผมอยากแยกบ้านอยู่ครับคุณแม่” เสียงของติณภพดังขึ้น ทำให้ญาติผู้ใหญ่หันมาหาเขาทันที

                “อ้าว? ทำไมล่ะตาติณ แม่ก็นึกว่าจะอยู่ด้วยกันซะอีก”

                “เอิ่มก็...พอดีผมแอบไปสร้างเรือนหอไว้แล้วอ่ะครับ ผมต้องการความเป็นส่วนตัวครับ อีกอย่าง...ผมจะได้มีหลานให้คุณแม่เร็วๆ ไงครับ” ติณภพพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พอถึงประโยคสุดท้าย สายตาคมก็รีบหันไปสบตารสาทันทีทันใด พวงแก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเอ่ย

                “แหมพูดถูกใจแม่จริงๆ ...จะเอาอย่างนั้นก็ได้ลูก หนูรสาล่ะจ้ะ เห็นด้วยกับพี่เขาหรือเปล่า?” คุณหญิงตวงพรยิ้มจนแก้มปริ คำพูดของลูกชายช่างเข้าหูเหลือเกิน

                “เอ่อ...เอาอย่างที่ติณบอกก็ได้ค่ะ~” รสาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเขินอาย หัวใจดวงน้อยพองโต เมื่อเห็นติณภพให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้มาก ถึงขนาดแอบไปสร้างเรือนหอไว้รอ โดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน...

                21.00 น.

                ณ ผับดังใจกลางกรุงเทพมหานคร

                หลังจากได้ตกลงเรื่องงานแต่งงานเสร็จแล้ว ติณภพก็ขับรถมุ่งหน้ามายังผับดัง ผับประจำที่เขามักนัดดื่มกับเพื่อนทุกวัน แต่วันนี้เขาไม่ได้ตั้งใจมาดื่มหนัก เขาตั้งใจมาตามหาผู้หญิงคนนั้นต่างหากล่ะ...แต่จะตามหาเจอมั้ย? นั่นก็อีกประเด็น เพราะเขาจำหน้าเธอไม่ได้ขนาดตอนมีอะไรกัน เขาก็ดันจินตนาการเป็นหน้าคนรักอีก

                อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องตามหาเธอด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจข้างในมันกระวนกระวาย อยากจะพบเธออีกสักครั้ง เธอมีอะไรบางอย่างที่เขาอยากค้นหา...

                ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปภายในผับด้วยท่าทางมาดขรึม สายตาคมกวาดมองบริเวณข้างในผับอย่างต้องการหาใครสักคน

                “คงหาเธอได้ไม่ยากหรอกมั้ง” ติณภพเอ่ยกับตัวเองเสียงเบา คงตามหาเธอไม่ยาก เพราะเป็นเด็กเสริฟอยู่ในผับนี้

                “เฮ้ยไอ้ติณทางนี้เว้ย!” ระหว่างที่ติณภพกำลังกวาดสายตามองบรรดาเด็กเสริฟในผับอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกอยู่ไม่ไกลจากที่เขายืน ขาแกร่งจึงมุ่งตรงไปยังกลุ่มเพื่อนที่นัดกันไว้

                “วันนี้ผีตัวไหนเข้าสิงแกวะ ทำไมจู่ๆ ก็ให้พวกฉันมาจองโต๊ะด้านล่าง ปกติแกต้องการความเป็นส่วนตัวหนิ?” ธีรดลถามด้วยสงสัยทันทีที่เห็นหน้าติณภพ

                “ไม่มีผีที่ไหนเข้าสิงหรอก แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อย” ติณภพตอบพลางหยิบแก้วบรั่นดียี่ห้อดังขึ้นมาดื่มอย่างสบายใจ

                “แปลกมาก แกรู้สึกเหมือนฉันมั้ยวะไอ้ภู?” ธีรดลรีบหันมาถามภูเบศอย่างรวดเร็ว ท่าทางของติณภพช่างมีพิรุธเสียจริง

                “รู้สึก” ภูเบศหรี่ตามองติณภพอย่างจับพิรุธเช่นกัน...

                สามหนุ่มสังสรรค์กันอย่างออกรสชาติ เพราะทุกคนต่างเคร่งเครียดกับเรื่องงาน ได้มาผ่อนคลายกันก็รู้สึกดีไปอีกแบบ แต่วันนี้แปลกหน่อย เพราะมีคนหนึ่งดื่มน้อยกว่าทุกวัน แถมยังมองตามเด็กเสริฟผู้หญิงทุกคนที่เดินผ่านโต๊ะ ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับธีรดลและภูเบศเข้าไปใหญ่

                “นี่ไอ้ติณ ปกติแกดื่มเยอะกว่านี้หนิ วันนี้เป็นอะไรไปดื่มน้อยกว่าปกติ แถมยังคอยเหล่บรรดาสาวเสริฟอีก เปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่ตอนไหนครับฮ่าๆ” ธีรดลเอ่ยแซวอย่างมีเลศนัย

                “เปล่า” ติณภพยังคงปฏิเสธหน้าตาย ตาคมยังไม่ละความพยายามที่จะมองหาเธอคนนั้นให้เจอ ถึงแม้จะจำหน้าเธอไม่ได้ก็เถอะ ไม่รู้สิ? แต่เขามีเซ้นส์ว่าต้องได้เจอเธอแน่ๆ เขาถึงไม่ละความพยายาม...

                อีกฝั่งของทางด้านห้องเก็บเครื่องดื่ม ร่างบางนั่งจัดเครื่องดื่มตามเมนูที่แขกสั่งด้วยใจที่เหม่อลอย ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นมันทำให้เธอรู้สึกไร้คุณค่า เหมือนมีชีวิตแค่หายใจไปวันๆ เพื่อความอยู่รอด

                เธอรู้สึกเหมือนตัวเองด้อยค่า ที่ต้องมาทำงานในสถานที่อโคจรแบบนี้ ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกหรือเปล่า แต่จะให้ทำอย่างไรได้ อาชีพนี้ให้เงินสูงกว่าที่เธอเคยรับจ้างมา เงินที่หามาได้เธอต้องเอาไปรักษามารดาที่ป่วย

                ดวงตากลมโตพยายามกระพริบตาเพื่อขับไล่น้ำตาที่มันกำลังไหลออกมาให้หยุด เธอควรเลิกน้อยใจโชคชะตา ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ฉะนั้นควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีนาค่อยๆ สูบลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะตั้งใจทำงานต่อ...

                “มีนา ถ้าจัดของเสร็จแล้ว รีบออกไปเสริฟโต๊ะโซนด้านล่างด้วยนะจ้ะ” ใบแก้วเห็นมีนานิ่งไปนานจึงเอ่ยเรียกสติ

                “ค่ะพี่แก้ว” ร่างบางลุกขึ้นยืนตามคำบอกกล่าวของรุ่นพี่ มือเรียวค่อยๆ ยกถาดเครื่องดื่มขึ้นมา

                มีนาผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อเรียกสติ ขาเล็กค่อยๆ ก้าวออกไปทำหน้าที่อย่างปฏิเสธไม่ได้...

                ร่างเล็กเดินถือเครื่องดื่มออกมาด้วยความประหม่า เพราะเจอแต่สายตาแทะเล็มจากบรรดาพวกผู้ชายเจ้าชู้ ดวงตากลมโตรีบกวาดหาโต๊ะเบอร์ 12 ที่เรียกเธอไปเสริฟ

                ทันใดนั้นเรียวขาสวยต้องหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ เมื่อสายตาพลันไปพบกับชายหนุ่มหล่อร่างสูงมีภูมิฐานคนนั้น...ใช่เธอจำเขาได้...เขาคือคนที่พรากความบริสุทธิ์ไปจากเธอ

                มีนารีบก้าวถอยหลังอัตโนมัติ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างแรงรัว เธอกลัวเขาจำหน้าได้เหลือเกิน ถ้าเขาจำได้เธออาจไม่ปลอดภัยแน่

                ร่างบางรีบก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันระวังทำให้เธอเดินชนลูกค้าที่เดินผ่านมาอย่างเต็มแรง

                เพล้ง!

                เสียงแก้วกระทบพื้นทำให้โต๊ะบริเวณนั้นหันมามองที่เธอตาเป็นเดียว ซึ่งโต๊ะของติณภพก็เป็นหนึ่งในนั้น

                “ทำไมเดินซุ่มซ่ามจังวะ!!” ชายคู่กรณีตะโกนดังลั่นจนมีนาสะดุ้งตัวโยน เธอพลาดเอง แบบนี้ยิ่งตกเป็นเป้าสายตาเข้าไปใหญ่

                “ดะ...ดิฉันขอโทษที่ซุ่มซ่ามค่ะ!” มีนารีบก้มเก็บเศษแก้วแตกด้วยใจที่กระวนกระวาย เพราะกลัวติณภพจำเธอได้

                ด้านติณภพและเพื่อนมองดูสถานการณ์ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ เมื่อชายคนนั้นไม่ได้เอาเรื่องอะไร

                ธีรดลและภูเบศจึงหันมาดื่มต่อ คงมีแต่ติณภพที่ยังมองแผ่นหลังเด็กเสริฟสาวคนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ ทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นคนที่เขากำลังตามหา...

                “มินตรา...” น้ำเสียงเข้มเอ่ยออกมาคล้ายกับคนละเมอ ติณภพเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นใบหน้าด้านข้างของเด็กเสริฟคนนั้น ถึงแม้จะแค่เสี้ยววินาที แต่เขาจำได้ว่าคือมินตรา

                “เดี๋ยวไอ้ติณแกจะลุกไปไหน?” ภูเบศเอ่ยถามอย่างงุนงง เมื่ออยู่ๆ ติณภพก็ลุกพรวดพราดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

                “ฉันไปเข้าห้องน้ำแปปนึง เดี๋ยวมา” ติณภพไม่รอช้ารีบวิ่งตามเด็กเสริฟคนนั้นไปด้วยหัวใจที่มีหวัง ต้องใช่คนที่เขาตามหาแน่ๆ....

บทก่อนหน้า
บทถัดไป