บทที่ 4 ชีวิตอิสระ
บทที่4
ชีวิตอิสระ
ร่างสูงหลับตาลงและคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เขาต้องไปอยู่อังกฤษกับผู้เป็นปู่และย่า ในวัยเด็กที่กำลังเรียนรู้และเติบโตเขาได้สูญเสียบุพการีทั้งสองไปด้วยอุบัติเหตุรวมถึงคุณตากับคุณยายเขาด้วยพวกท่านทั้งหมดเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่พาเขาไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนจะมีเพียงแค่เขาคนเดียวที่รอดจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นมาได้ มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหวาดกลัวและหวาดหวั่นไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไงและต้องอยู่อย่างไรต่อไปเพราะนอกจากบุคคลเหล่านี้แล้วเขาก็ไม่มีใครอีกที่สามารถไปพึ่งพาอาศัยได้
เดิมทีบิดาของเขาเติบโตที่อังกฤษเพราะว่าคุณปู่ทำงานที่สถานทูตไทยในอังกฤษกระทั่งคุณย่าแท้ๆของเขาได้เสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายคุณปู่จึงเป็นคนเลี้ยงดูบิดาของเขามาเพียงลำพัง จนกระทั่งบิดาเริ่มเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นคุณปู่ก็ได้พบรักใหม่กับหญิงสาวรุ่นน้องที่รู้จักกันจากคำแนะนำของผู้หลักผู้ใหญ่ในที่ทำงาน ทั้งสองคนใช้เวลาศึกษาดูใจกันไม่นานก็ตกลงแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันคงเพราะทั้งคู่ใจตรงกันและมีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตกลงใช้ชีวิตด้วยกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณย่าคนนี้ท่านเป็นคนที่ใจดีและอบอุ่นทำให้บิดาของเขานับถือท่านเสมือนเป็นมารดาแท้ๆ เลยทีเดียว
ตระกูลของท่านเป็นผู้ดีเก่าและมีธุรกิจที่ต้องดูแลมากมายท่านจึงให้คุณปู่ออกจากงานที่สถานทูตเพื่อไปช่วยบริหารงานและดูแลธุรกิจด้วยกัน นับแต่นั้นชีวิตความเป็นอยู่ของบิดาเขาก็ดีขึ้นมากเรียกได้ว่าเป็นทายาทตระกูลมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเลยก็ว่าได้ทำให้ทุกๆ อย่างตกทอดมาถึงเขาในฐานะหลานชายเพียงคนเดียวด้วย
ส่วนบิดาและมารดาของเขานั้นพวกท่านพบรักกันที่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ทั้งสองคนเรียนด้วยกันและศึกษาดูใจกันไปด้วยกระทั่งท่านทั้งสองเรียนจบปริญญาโทจึงตัดสินใจแต่งงานกันและย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดของทั้งคู่ ตัวเขาถึงได้เกิดที่ประเทศไทยและได้รู้จักกับธามไทเพราะบิดาของเขาท่านมีธุรกิจที่ทำร่วมกับบิดาของธามไทในตอนนั้น
เขาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยจนกระทั่งอายุครบแปดขวบเหตุการณ์ที่เลวร้ายก็เกิดขึ้นกับเขา อุบัติเหตุครั้งนั้นพรากคนที่เขารักไปจนหมดทำให้เขาต้องมาอยู่ในความดูแลของคุณปู่และคุณย่าทั้งสองคนเลี้ยงดูเขามาอย่างดีไม่เคยขัดใจไม่ว่าเขาอยากได้อะไรท่านทั้งสองก็จะหามาให้อย่างไม่อิดออดเพราะพวกท่านไม่อยากให้เขารู้สึกขาดความรักความอบอุ่น แต่พวกท่านคงไม่รู้ว่าการเลี้ยงดูเขามาแบบนั้นมันทำให้เขากลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองอยากได้อะไรก็ต้องได้โดยไม่นึกถึงจิตใจคนอื่นแต่จะโทษพวกท่านทั้งสองก็ไม่ได้เพราะเขารู้ดีว่าที่พวกท่านทำไปก็เป็นเพราะรักเขามาก
คุณย่ามีหลานๆ ของตัวเองเหมือนกันแต่ฝั่งนั้นมีแต่หลานสาวทำให้ท่านรักและเอ็นดูเขามากกว่าหลานคนอื่นคงเพราะท่านเป็นคนเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กด้วย ส่วนเขาก็รู้สึกผูกพันและรักคุณย่ามากเหมือนกันและนี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่สามารถปฏิเสธคนที่คุณย่ามักจับคู่มาให้เพื่อดูตัว ตอนนี้ทำได้แค่ประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ เพราะเขายังไม่พร้อมมีครอบครัวเขายังใช้ชีวิตแบบอิสระในแบบที่ตัวเองต้องการ
แม้เขาจะเป็นคนนิสัยไม่ดีและเอาแต่ใจตัวเองแต่เรื่องไหนที่ทำให้ปู่กับย่าไม่สบายใจเขาก็เลือกที่จะไม่ทำหรือหากเขาต้องทำเขาก็จะไม่บอกพวกท่านเพื่อไม่ให้ท่านทั้งสองไม่สบายใจอย่างเช่นเรื่องที่เขามาทำธุรกิจสีเทาที่ประเทศไทยเขาก็ไม่ได้บอก
ซึ่งการย้ายมาทำธุรกิจที่ประเทศไทยของเขาก็มีสาเหตุหลักๆมาจากเรื่องนี้ด้วยเขายังไม่พร้อมแต่งงานจริงๆ และเขาก็ไม่อยากบริหารงานของตระกูลฝั่งย่าที่มีลูกหลานของท่านทำอยู่ เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักแม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ได้มีใครคัดค้านเขาก็ตาม แต่เขาไม่ชอบทำธุรกิจแบบครอบครัวเขาชอบเริ่มต้นด้วยตัวเองมากกว่าและอีกเหตุผลก็เป็นเพราะเขาไม่อยากเจอคนที่ปฏิเสธความรู้สึกเขา แม้ว่าจะยังสามารถพูดคุยกันได้แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียหน้าอยู่ดียิ่งคนที่เธอมีใจให้เป็นเพื่อนของเขาด้วยเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้าแบบสุดๆจึงเลือกที่จะตัดขาดและไม่รับรู้อะไรจะดีกว่า
นักรบถอนหายใจและลืมตาขึ้นอีกครั้งเพราะเขาพยายามนอนแล้วแต่มันไม่หลับจริงๆ ยิ่งคิดถึงคำพูดของผู้เป็นย่าเขาก็ยิ่งหนักใจ ท่านพูดเสมอว่าเรื่องการแต่งงานของเขาต้องผ่านด่านท่านก่อนเสมอ ท่านจะไม่ยอมรับผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเด็ดขาดเนื่องจากครอบครัวท่านเป็นตระกูลผู้ดีเก่ามีหน้ามีตาทางสังคมคนที่จะเป็นหลานสะใภ้จะต้องเป็นคนที่เหมาะสมและคู่ควรกับทายาทมหาเศรษฐีแบบเขาเท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้รับปากท่านไปแล้วว่าเรื่องการแต่งงานก็แล้วแต่ท่านจะเลือกเลยเพราะคงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารักได้อยู่แล้วแต่งกันเพราะความเหมาะสมและผลประโยชน์เขาคิดว่าเขาก็น่าจะทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร
แต่ตอนนี้เขาแค่ต้องการเวลาอีกหน่อยเขายังอยากใช้ชีวิตโสดอย่างมีอิสระอยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องคอยนึกถึงจิตใจใครให้ปวดหัว เขาถึงได้หนีมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยให้เต็มที่ก่อน หากพร้อมที่จะแต่งงานเมื่อไหร่เขาจะกลับไปเอง ซึ่งท่านทั้งสองก็ยอมปล่อยเขาให้มาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ตามที่ต้องการแต่ก็ยังคอยพูดจากดดันเขาอยู่เสมอ
“ปวดหัวชะมัด” เขาลุกขึ้นจากเตียงและหยิบบุหรี่ติดมือไปด้วย ร่างสูงออกไปสูดอากาศข้างนอกตรงระเบียงและปล่อยให้สายลมพัดความหงุดหงิดออกไปเขาพ่นควันสีขาวออกอย่างผ่อนคลาย แววตายังคงราบเรียบและดุดันเช่นเคย
ชีวิตที่ผ่านมามันก็ดีอยู่หรอกแต่มันค่อนข้างน่าเบื่อไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น คิดมาถึงตรงนี้มุมปากก็หยักโค้งขึ้นเมื่อคิดได้ว่าเขายังมีอะไรสนุกๆทำอยู่นี่น่า การที่ได้เล่นกับความรู้สึกคนและไล่ต้อนเหยื่อตัวน้อยๆมันก็เป็นอะไรที่แก้เบื่อได้เหมือนกัน เขาเองก็อยากรู้ว่าตัวเองจะใช้เวลาแค่ไหนที่จะทำให้เธอมานอนอยู่ใต้ร่างได้
ปกติเขาไม่ชอบอะไรที่มันซับซ้อนและต้องลงทุนให้เปลืองแรงแต่กับเธอคนนี้มันอาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขาตลอดเวลาเพราะฉะนั้นค่อยๆ หลอกล่อเหยื่อให้ตายใจแล้วค่อยขย้ำทีเดียวก็น่าจะทำให้เขาหายเบื่อและตื่นเต้นขึ้นมาได้บ้าง
ร่างสูงยังคงพ่นควันบุหรี่ออกไปเรื่อยๆ รอยยิ้มหยักโค้งขึ้นอย่างพึงพอใจกับแผนการ เขามั่นใจว่ายังไงเธอก็หนีเขาไม่พ้นอยู่แล้ว
อีกด้าน
ใบข้าวเดินมานั่งบนเตียงด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าดึกมากแล้วแต่น้องสาวยังคงอ่านหนังสืออยู่ ใบบัวคือน้องสาวเพียงคนเดียวของเธอและเธอก็รักน้องสาวมากๆด้วย
“ยังไม่นอนอีกเหรอเรา”
“ขอบัวอ่านหนังสืออีกนิดนะคะ พี่ข้าวง่วงก็นอนก่อนได้เลย” ใบบัวเงยหน้ามองพี่สาวและส่งยิ้มตาหยีอย่างน่ารัก
“ใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ บัวจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐค่ะแล้วก็จะสอบเอาทุนมาให้ได้ด้วยจะได้ช่วยพี่ข้าวประหยัดค่าใช้จ่าย”
“ไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้น เราตั้งใจเรียนก็พอ เรื่องค่าใช้จ่ายพี่จะจัดการเองเพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ เข้าใจมั้ย” จู่ๆ เธอก็น้ำตาคลอขึ้นมา ใบบัวเป็นเด็กดีและน่ารักเสมอ อะไรที่เจ้าตัวสามารถแบ่งเบาภาระได้เจ้าตัวก็พร้อมที่จะทำปีนี้คนตัวเล็กอยู่ชั้นมัธยมปีที่หกแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่อยากให้น้องสาวต้องมีเรื่องเครียดและคิดมาก เธอยังพอมีเงินเก็บที่สามารถส่งน้องสาวเรียนได้ระยะนึงหลังจากนั้นก็ค่อยหางานพิเศษทำเพิ่มจะได้ไม่ติดขัดเกินไป
“วันนี้น้าวิทย์ก็สร้างปัญหาอีกแล้ว บัวสงสารแม่กับพี่ข้าว เราชวนแม่หนีไปอยู่ที่อื่นดีมั้ย” คนตัวเล็กบอกพี่สาวด้วยท่าทีจริงจัง สองปีที่ผ่านมาบ้านเธอมีปัญหาไม่เว้นแต่ละวันเพราะพ่อเลี้ยงของเธอเอาแต่กินเหล้าเมายาและมักมารีดไถ่เอาเงินกับมารดาไปลงขวดไม่ก็เสียให้กับบ่อนการพนัน หากวันไหนไม่ได้ก็จะทำร้ายและทุบตีแม่ของเธอเสมอจนเธอรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว
“เฮ้อ พี่เคยพูดกับแม่แล้วแต่แม่ไม่ไป แม่บอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่พ่อกับแม่ช่วยกันเก็บเงินจนได้มันมาและยังมีความทรงจำร่วมกันมากมาย ท่านไม่อยากทิ้งมันไปไหน” เมื่อนึกถึงบิดาที่ล่วงลับไปแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ครั้งเป็นเด็กชีวิตความเป็นอยู่ของเธอกับน้องสาวแม้ที่บ้านจะไม่ร่ำรวยมากแต่ก็ไม่ได้ขัดสนอะไรบิดาเป็นคนขับรถส่งของให้กับบริษัทใหญ่แห่งนึงส่วนมารดาท่านทำงานโรงงานเย็บผ้า ครอบครัวเธออยู่กันอย่างมีความสุขมาโดยตลอดกระทั่งบิดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ท่านหลับในและเสียชีวิตคาที่ทำให้ที่บ้านเธอขาดเสาหลักไปอย่างกะทันหัน
มารดาจึงต้องทำงานเพียงคนเดียวเพื่อส่งเสียเลี้ยงดูเธอกับน้องสาวจนกระทั่งเวลาผ่านไปเมื่อเธอขึ้นมัธยมมารดาได้ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับน้าวิทย์ที่เป็นพ่อเลี้ยงของพวกเธอในตอนนี้ ทั้งสองคนเจอกันที่โรงงานเพราะทำโรงงานเดียวกันตอนนั้นน้าวิทย์เป็นคนขยันขันแข็งและไม่เคยแตะต้องพวกของมึนเมาเลย ฝ่ายนั้นเข้ามาจีบแม่เธอก่อนและด้วยความจริงใจและความขยันทำมาหากินของน้าวิทย์ทำให้มารดาตกลงใช้ชีวิตด้วยเพราะท่านก็อยากมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อจะได้ไม่ให้ลูกๆต้องลำบากเกินไป
ช่วงแรกที่มาอยู่ด้วยกันก็ดีอยู่หรอก ฝ่ายนั้นขยันทำมาหากินและเป็นเสาหลักของบ้านก็ว่าได้แต่หลังจากอยู่กินกันมาได้สามปีมารดาของเธอก็มีอาการปวดหลังและเจ็บออดๆแอดๆจนต้องลาออกจากงานมาเปิดร้านซักรีดและรับซ่อมแซมผ้าที่บ้านทำให้รายได้เริ่มลดน้อยลงแต่มารดายังคงเชื่อใจในความเป็นหัวหน้าครอบครัวของน้าวิทย์
แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะพอไม่มีมารดาไปทำงานด้วยและคอยจับตาดูทางนั้นก็ออกลายทันที น้าวิทย์คบเพื่อนที่พากันเสเพลเอาแต่กินเหล้าเมายาและช่วงหลังก็ยิ่งหนักขึ้นเพราะพากันไปเข้าบ่อนจนกลายเป็นผีพนันเข้าเส้น วันไหนไม่ได้เข้าบ่อนก็จะหงุดหงิดโมโหหาเรื่องทะเลาะกับแม่ของเธอ เงินทองที่เคยเก็บสะสมมาก็เริ่มหมดลงเพราะอีกฝ่ายขโมยไปเล่นพนันจนหมด
เธอทั้งหนักใจและอึดอัดใจยิ่งสองปีที่ผ่านมานี้บ้านเธอมีปัญหารุมเร้าหนักมากจนเธอต้องไปหยิบยืมเงินของลลิณเป็นจำนวนเยอะมากทีเดียวเพราะไม่อย่างนั้นเธอก็ต้องเสียบ้านที่บิดาและมารดาร่วมกันสร้างมาไปให้กับเจ้าหนี้นอกระบบที่น้าวิทย์ไปกู้ยืมมาบ้านหลังนี้เธอเสียมันไปไม่ได้เพราะมันเหมือนเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่มารดายังเหลืออยู่
เมื่อมีเวลาว่างจากการทำงานเธอจึงมักไปช่วยลลิณเลี้ยงน้องแทนเพราะเธออยากตอบแทนความมีน้ำใจของเพื่อนและอีกอย่างเธอก็เกรงใจมากด้วยเพราะลลิณไม่ได้เร่งเร้าให้เธอรีบใช้หนี้ บอกว่ามีตอนไหนก็ค่อยคืนทั้งๆ ที่มันเป็นเงินจำนวนเยอะมาก เธอถึงได้ทั้งเกรงใจและรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจครั้งนี้ของเพื่อน…
