บทที่ 11 เป็นตัวของตัวเอง

“ใครจะคิดยังไงก็เรื่องของเขาสิคะพ่อ เดียร์เป็นของเดียร์อย่างนี้มาตั้งแต่เกิดและเดียร์ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นเพราะแต่ละบ้านแสดงความรักต่อกันไม่เหมือนกันค่ะ อาป้อคิดเหมือนเดียร์มั้ยคะ”

“ครับน้องเดียร์ อาก็เห็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าและคุณดามพ์ก็ทั้งกอดทั้งหมอแก้มน้องเดียร์มาตั้งแต่เด็กๆแล้วไม่เห็นจะเป็นไรเลย อาว่าน่ารักออกครับ” นายป้อทำงานกับพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ก็เห็นครอบครัวของพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงรักใคร่กันแสดงความรักน่ารักในครอบครัวมาตลอด

“ลูกกับนายป้อพูดมันก็ถูก แต่ต่อหน้าคนอื่นพ่อไม่อยากให้ใครมองลูกสาวพ่อไม่ดีเท่านั้นลูก” เขากลัวคนอื่นมองลูกสาวไม่ดี สำหรับเขาก็ชอบให้ลูกอ้อนไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กในสายตาของพ่อแม่เสมอ

“เข้าใจแล้วค่ะพ่อขา”

“เอ้าถึงแล้วลูก” เธอเข้าใจที่พ่อพูดแต่มันเป็นการแสดงความรักของครอบครัวทำไมจะต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดยังไงเพราะต่างคนนิสัยไม่เหมือนกัน

“พ่อกลับเถอะค่ะ เดียร์เดินไปเองได้” คนเป็นลูกบอกพ่อที่มาส่งทุกครั้งก็จะรอจนเธอเช็คอินเข้าไปในเกท

“พ่อไปส่ง เร็วเข้าสิชักช้าแล้วตกเครื่องพ่อไม่ไปส่งที่กรุงเทพนะ” พ่อเลี้ยงทินโชติหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กของลูกสาวที่ใช้เป็นประจำลงมาวางบนพื้น

“ค่าพ่อเลี้ยง” สองพ่อลูกควงแขนกันเดินเข้าไปในสนามบินนานาชาติเชียงรายที่อยู่ห่างจากบ้านบวกลบรถติดไฟแดงแล้วไม่เกินยี่สิบนาที

บุศราคัมเดินไปเช็คอินและเธอจองตั๋วออนไลน์แต่ไม่ได้เช็คอินออนไลน์เพราะรอบค่ำคนไม่เยอะเท่าไหร่การเดินทางก็สะดวกและเธอจะต่อรถไฟฟ้าไปลงที่คอนโดเลยซึ่งพี่ชายให้เพื่อนช่วยดูคอนโดที่ใกล้มหาวิทยาลัยให้และที่พักของเธอก็สะดวกทุกอย่างจริงๆและไม่จำเป็นต้องใช้รถยกเว้นไปต่างจังหวัดที่เธออาศัยเพื่อนมาตลอด

“เดียร์ไปก่อนนะคะพ่อเลี้ยง แต่ว่าไม่มีค่าเดินทางให้เดียร์สักหน่อยเหรอคะ”เสียงหวานอ้อนพ่อแล้วแบมือขอเงิน

พ่อลี้ยงทนโชติส่ายหน้าไปมาแล้วหยิบเงินจากกระเป๋าให้ลกสาวโดยไม่นับและรู้ดีว่าบุศราคัมใช้จ่ายเป็นไม่ฟุ่มเฟือยและมีเงินเก็บมากพอสมควรด้วยและเขาก็ให้ลูกทุกครั้งที่ขอ

“ขอบคุณค่ะพ่อเลี้ยง แล้วอย่าให้แม่เลี้ยงรู้นะคะว่าให้ตังเดียร์”

“รู้แล้วน่า ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” พ่อเลี้ยงทินโชติพูดกับลูกสาวอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู

“ค่าพ่อเลี้ยง เดียร์ไปนะคะ จุ๊บๆๆ..” บุศราคัมยกมือไหว้พ่อแล้วกอดท่านหอมแก้มท่านก่อนจะเดินตัวปลิวเจ้าไปในเกท

พ่อเลี้ยงทินโชติมองตามลูกสาวแล้วยิ้มมีความสุขเพราะลูกชายลูกสาวเป็นเด็กดีน่ารักตั้งใจเรียนและตอนนี้ลูกชายก็มีหน้าที่การงานที่ดีมีเกียรติ เหลือแต่ลูกสาวที่เรียนบริหารระหว่างประเทศและวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถกลับบ้าน

ธราณ์นั่งรอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพอยู่ที่ม้านั่งตรงข้ามสองพ่อลูกยืนคุยกันและเขาคิดว่าทั้งสองพรอดรักกันซึ่งคนหนึ่งเป็นหนุ่มใหญ่แต่อีกคนยังเด็กน่าจะเป็นนักศึกษาและยอมรับว่าสวยน่ารักอกเป็นอกเอวเป็นเอวแต่คนแก่จะสู้หนุ่มหล่อล่ำกำยำมีพละกำลังเหลือเฟืออย่างเขาได้ยังไงกัน คิดแล้วอดเสียดายไม่ได้

“มีอะไรครับคุณธารณ์” สืบศักดิ์เดินกลับมาหาเจ้านายเมื่อเช็คอินเสร็จก็เห็นเจ้านายมองหนุ่มใหญ่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล หน้านิ่วคิ้วขมวดก็ถามเบาๆ

“ไม่มีอะไรครับ ว่าแต่ตั๋วมีปัญหาเหรอครับ”

“เปล่าครับ พอดีผมแวะเข้าห้องน้ำมาครับแล้วเดชล่ะครับ”

“พี่เดชไปซื้อกาแฟครับ”

“งั้นเดี๋ยวเดชมาเราก็เข้าไปกันเลยนะครับ”

“อื่อ” ธารณ์คุยกับคนสนิทแต่สายตามองหนุ่มใหญ่เดินไปจนลับตาและหวังว่าเขาคงไม่ได้ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกับแม่สาวน้อยนั่นหรอกนะ

บุษราคัมเข้าไปในเกทแล่้วทำธุระส่วนตัวเสร็จก็มานั่งเล่นโทรศัพท์รอขึ้นเครื่องไม่ถึงสิบนาทีแอร์โฮสเตสสาวก็ประกาศให้ขึ้นเครื่องตามลำดับที่นั่งเพื่อความสะดวกต่อผู้โดยสารและพอถึงลำดับที่นั่งของบุศราคัมที่เลือกอยู่แถวแรกและนั่งริมหน้าต่างก็นั่งที่ของตัวเองเพราะมีแค่กระเป๋าเดินทางใบเล็กก็ยกขึ้นใส่ช่องเก็บกระเป๋าด้านบนก่อนจะนั่งลง

ส่วนธารณ์ขึ้นเครื่องบินทีหลังทุกคนเพราะเขานั่งแถวแรกจึงขึ้นเครื่องทีหลังและพอจะนั่งก็เห็นสาวร่างเล็กที่เขาเห็นเธอพรอดรักกับหนุ่มใหญ่ก่อนขึ้นเครื่องนั่งริมหน้าต่างเขาก็นั่งลงเบาะกลางแล้วคนสนิททั้งสองก็นั่งอีกฝั่งเพราะเดินทางทุกครั้งเขาจะจองที่นั่งเผื่อไว้ให้ตัวเองซึ่งเครื่องบินในประเทศเบาะจะแคบและการเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าเขาจึงไม่ซีเรียสและแอบมองหญิงสาวที่เล่นโทรศัพท์อย่างไม่สนใจใครจนกระทั่งกัปตันประกาศจะนำเครื่องเทคออฟเธอถึงได้ปิดโทรศัพท์แล้วรัดเข็มขัดหลับตาลง

สืบศักดิ์กับสุรเดชมองเจ้านายที่ดูเหมือนว่าจะสนใจสาวน้อยที่นั่งข้างๆแต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจทั้งที่เจ้านายของเขาหล่อล่ำกล้ามแน่นไปไหนมาไหนมีแต่สาวๆสนใจ เมื่อเครื่องบินลอยลำอยู่บนท้องฟ้าแล้วบุศราคัมก็หลับไปสองมือกอดกระเป๋าเป้ของตัวเองไว้แล้วศีรษะเอนไปมาทำให้ธารณ์ยอมเอาไหล่ของตัวเองให้สาวน้อยหนุนไปจนถึงสนามบินดอนเมืองและแอบสูดกลิ่นหอมจากกายสาวเป็นค่าตอบแทนที่เขาให้เธอนอนพิงไหล่

“เอ่อ..” บุศราคัมรู้สึกว่าตัวเองนอนหลับสบายตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาพอลืมตาตื่นก็รู้ว่าตัวเองพิงไหล่ของผู้ชายที่นั่งข้างเธอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาก็เห็นหนุ่มลูกครึ่งสุดหล่อสวมแว่นตาดำแบรนด์ดังนั่งนิ่งก็คิดว่าเขาหลับจึงค่อยๆขยับตัวเบาๆนั่งตัวตรงแน่วทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วมองออกนอกหน้าต่างมองแสงไฟจากด้านล่างสวยงามและเธอชอบเดินทางตอนกลางคืนก็เพราะชอบมองแสงไฟสวยงามจากบนเครื่องบินที่ใครๆต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยงามมาก

ธารณ์มองสาวร่างเล็กที่ทำเนียนเหมือนกับไม่ได้นอนพิงไหล่ของเขามาตลอดทางอย่างขำๆในใจและเธอคงไม่รู้ว่าเขารู้ทุกอย่างและเห็นการกระทำของเธอแต่อย่างน้อยเธอก็ไม่อ่อยไปทั่วและอดเสียดายไม่ได้ที่ยอมดับอนาคตของตัวเองเลือกเป็นเด็กเสี่ย แต่ถ้าเป็นเขาจะดีกว่ามั้ยอย่างน้อยก็หนุ่มกว่าหล่อกว่าและรวยมากด้วยสามารถให้เธอได้ทุกอย่าง

“เอ่อ ขอโทษค่ะ” บุศราคัมจำต้องพูดกับชายหนุ่มที่นั่งด้านนอกเพราะผู้โดยสารที่มาร่วมเดินทางมาด้วยกันทยอยเดินออกจากเครื่องบินแต่เขาไม่ขยับเขยื้อน

“ครับ” ธารณ์ขานเบาๆแล้วลุกขึ้นขยับเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะมองคนตัวเล็กที่ลุกขึ้นพยายามยกกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกจากช่องเก็บสัมภาระที่อยู่เหนือศีรษะจึงช่วยยกลงให้

“ขอบคุณค่ะ” เสียงหวานใสขอบคุณเขาเบาๆก่อนจะเดินออกจากเครื่องบินเพื่อกลับคอนโด

ธารณ์เดินตามหลังร่างเล็กอวบอิ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สกินนี่ทำให้เห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจนและยอมรับว่าหุ่นดีอรชรอ้อนแอ้น

“รถจอดทางนี้ครับคุณธารณ์” สุรเดชพูดกับเจ้านายเมื่อเดินไปอีกทางหนึ่ง

“งั้นเหรอ” ธารณ์มองตามร่างเล็กไอย่างเสียดายก่อนจะตัดใจเดินตามคนสนิททั้งสองไปขึ้นรถ

“ให้ผมตามไปมั้ยครับ” สืบศักดิ์ถามเจ้านายหนุ่มอย่างรู้ใจว่าถูกใจสาวน้อยคนนั้นเสียแล้ว

“ไม่เป็นไร กลับกันเถอะครับ” ธารณ์พูดอย่างไม่สนใจแต่ไม่บ่อยนักที่เขาจะถูกใจผู้หญิงสักคนเพราะส่วนมากก็เห็นแก่ฐานะชื่อเสียงชาติตระกูลของเขาทั้งนั้น

ฝ่ายบุศราคับก็ขึ้นรถไฟฟ้าสองต่อก็ปถึงคอนโดของเธอที่พี่ชายจัดการให้เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปเรียนและความปลอดภัยและเพื่อนของพี่ชายยังมีห้องพักที่นี่ด้วยแต่ไม่ได้มาบ่อยเพราะบ้านอยู่ย่านวงเวียนใหญ่ พอถึงห้องก็โทรหาพ่อแม่และพี่ชายเพื่อพวกท่านจะได้ไม่เป็นห่วงแล้วอาบน้ำพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้นัดรุ่นพี่ไว้ว่าจะไปหาเพื่อคุยเรื่องฝึกงาน

ส่วนธารณ์ก็กลับบ้านเพื่อพักผ่อนและเพื่อนโทรมาชวนไปดื่มแต่เขาปฏิเสธเพราะอยากพักผ่อนจึงเลื่อนนัดไปพรุ่งนี้แทน

“คุณธารณ์กลับมาแล้วเหรอคะ” เบญจาเห็นรถของเจ้านายหนุ่มก็รีบมารับหน้าและไม่กลัวคำขู่ของเขาเพราะคิดว่าธารณ์แค่ขู่เธอเท่านั้นไม่งั้นคงไล่ออกจากบ้านไปนานแล้ว

“พี่เดช พี่สืบไปพักผ่อนเถอะครับ ป้าสายเดี๋ยวเอาวิสกี้ไปให้ผมที่ห้องด้วยนะครับ” ธารณ์บอกคนสนิททั้งสองแล้วหันไปบอกแม่บ้านให้เอาเครื่องดื่มไปให้เขาก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นสองไหลานสาวแม่บ้านม่สนใจ

“ค่ะคุณธารณ์” สายบัวรับคำสั่งของเจ้านายหนุ่มแล้วดุนหลังหลานสาวให้เดินตามไปในครัว

“อะไรอ่ะย่า เบญแค่อยากรับใช้คุณธารณ์แค่นั้นเองนะคะ” เบญจาฮึดฮัดใส่ย่าด้วยความไม่พอใจที่ขัดขวางเธอไม่ให้ใกล้ชิดกับเจ้านายหนุ่ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป