บทที่ 13 ล้ำเส้นเจ้านาย
ธารณ์เดินไปหยิบวิสกี้เทแก้วแล้วยกขึ้นดื่มหมดแก้วก่อนจะไปอาบน้ำแล้วพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปทำงานและไม่อยากคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและคิดว่าแม่บ้านจะจัดการหลานสาวได้ไม่งั้นเขาจะย้ายไปอยู่เขาใหญ่และหาแม่บ้านคนใหม่มาแทนเท่านั้นเอง
ที่บ้านหลังเล็กของนายคะนองกับนางสายใจที่อาศัยอยู่กับหลานสาว ส่วนตึกสองชั้นที่อยู่ถัดไปก็เป็นห้องพักของเด็กรับใช้และคนสวนและรปภ.ประจำบ้านที่มีสามคนอยู่คนละกะ
“เกิดอะไรขึ้นล่ะสายบัวพี่ได้ยินเสียงคุณธารณ์ดังลั่นบ้านเลย แล้วนั่นยัยเบญทำไมรีบเข้าห้องล่ะ” คะนองถามภรรยาเพราะตอนเจ้านายหนุ่มตะโกนเสียงดังเขาอาบน้ำอยู่และคิดว่ามีสืบศักดิ์กับสุรเดชอยู่ด้วยก็คงไม่มีอะไรและอีกอย่างก็อยู่ในบ้านไม่มีใครกล้ามาทำร้ายแน่
“ก็ยัยเรื่องยัยเบญนั่นแหละพี่นอง ฉันเตือนแล้วไม่ฟังดึงดันจะยกเครื่องดื่มไปให้คุณธารณ์แล้วไม่รู้ไปทำท่าไหนถูกคุณธารณ์ไล่ออกจากบ้าน ถ้ายัยเบญไม่ไปเราก็คงถูกไล่ออกทั้งบ้านแน่ๆ”
“เราน่าจะให้ยัยเบญไปอยู่หอพักข้างนอกนานแล้วล่ะ คุณธารณ์ใจดีให้อาศัยอยู่ในบ้านกลับสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้เขามันใช้ได้ที่ไหนกัน เฮ้อ..” นายคะนองพูดแล้วถอนหายใจเขาเองก็เป็นผู้ชายทำไมจะดูไม่ออกว่าหลานสาวหลงรักเจ้านายหนุ่มแต่ธารณ์แสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้สนใจหลานสาวของเขาและไม่ชอบให้ไปยุ่งที่บ้านใหญ่และให้อาศัยอยู่เพื่อไปเรียนสะดวกเท่านั้น
“พรุ่งนี้เราคงต้องไปช่วยยัยเบญหาหอพักกันนะพี่ ไม่งั้นถ้าคุณธารณ์กลับมาเจอเราเดือดร้อนกันแน่ๆ”
“ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ” ถ้าเขาไม่ช่วยหลานสาวหาหอพักแล้วใครจะช่วยล่ะ
“งั้นฉันไปดูยัยเบญเก็บของก่อนนะพี่” นางสายบัวพูดกับสามีแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของหลานสาวเพื่อช่วยเก็บข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดแล้วย้ายไปอยู่หอพักในวันพรุ่งนี้
เบญจาเก็บข้าวของของตัวเองลงกระเป๋าไม่งั้นปู่ย่าของเธออาจจะตกงานเพราะครั้งนี้ธารณ์โกรธจริงและเธอก็คิดไว้แล้วว่าถ้าเขาหลงเสน่ห์เธอก็อยู่บ้านนี้ต่อได้สบายๆแต่ถ้าไม่เธอก็พร้อมจะย้ายออกไปเพื่อไม่ให้ปู่ย่าลำบากใจ
“เบญ..”
“ย่าไม่ต้องพูดแล้ว เบญจะย้ายออกไปจากบ้านนี้และจะไม่มาเหยียบอีก” เบญจาพูดกับย่าตามที่เธอได้พูดไว้
“ย่าเตือนเบญแล้วว่าเจ้านายทุกคนท่านมีบุญคุณกับครอบครัวของเราอย่าทำให้พวกท่านเดือดร้อนเนื้อร้อนใจ” สายบัวพูดกับหลานสาวอย่างหนักใจเธอไม่รู้จะเตือนยังไงเพราะหลานสาวไม่เคยฟังเลย
“ก็เบญไม่อยากเป็นคนใช้เหมือนปู่ย่าและพ่อแม่ไปตลอดชีวิตนี่” ทุกวันนี้เธอไม่บอกใครว่าพ่อแม่ปู่ย่าเป็นคนใช้บ้านมหาเศรษฐีเพื่อนๆรู้ว่าเธอมาจากต่างจังหวัดพ่อแม่ทำไร่ทำสวน ยังดีกว่าบอกทุกคนว่าพ่อแม่เป็นคนใช้
“เป็นคนใช้แล้วยังไงล่ะเบญ มันไม่แตกต่างกับทำงานในออฟฟิศเพราะทำงานเป็นลูกน้องเหมือนกันและอย่าได้ดูถูกอาชีพของปู่ย่าและพ่อแม่ของแกอีก ถ้าไม่มีงานนี้แกจะอยู่ดีกินดีได้เรียนมหาลัยดีค่าเทอมแพงและมีเงินใช้จ่ายแบบนี้หรือไง” นางสายบัวพูดกับหลานสาวด้วยความไม่พอใจที่ดูถูกอาชีพของเธอ
“พอแล้วย่า ไม่ต้องพูดกับเบญและเบญพร้อมจะไปจากบ้านนี้และเบญจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้จะไม่จมปลักเป็นคนใช้ไปตลอดชีวิตแบบนี้ เบญจะนอนแล้วพรุ่งนี้จะไปแต่เช้าค่ะ”
นางสายบัวมองหลานสาวด้วยความผิดหวังเสียใจเพราะเธอไม่เคยสอนให้หลานทะเยอทะยานหรืออยากได้ในสิ่งที่เกินตัวใฝ่สูงกว่าฐานะของตัวเอง ก่อนจเดินออกไปจากห้องนอนของหลานสาวที่กลายเป็นไม้แก่ดัดไม่ได้แล้ว
เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์
หลังจากที่บุศราคัมเอาของฝากไปให้รุ่นพี่ที่บริษัทก็ได้คุยกันเรื่องฝึกงานและให้เธอนำเอกสารจากมหาลัยมายื่นในวันนี้ทำให้หญิงสาวเตรียมตัวมาอย่างดีและแต่งตัวในชุดนักศึกษาเรียบร้อย
“แกน่าจะมาฝึกงานด้วยกันนะเปีย” บุศราคัมพูดกับเพื่อนที่ไปฝึกงานกับบริษัทผลิตหนังละครและรายการทีวีต่างๆที่รุ่นพี่แนะนำ
“เอาน่าแก ยังไงพอเรียนจบเราก็ต้องแยกกันไปทำงานอยู่ดีแหละ” ปภาดาสาวลูกครึ่งไทยพม่าหุ่นดีสวยน่ารักพูดกับเพื่อนเมื่อเรียนจบก็ต้องแยกกันไปทำงานตามสายที่เรียนมา
“นั่นสินะแก ไปเถอะป่านนี้พี่ทรายรอแล้วล่ะ” บุศราคัมพูดจบก็พยักหน้าให้เพื่อนเดินเข้าไปในตึกสูงตามที่นัดกับรุ่นพี่ไว้และยื่นใบนัดให้เจ้าหน้าที่รปภ.ตรงลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นสิบห้า ถ้าใครไม่มีนัดหรือธุระติดต่อชั้นสิบห้าสิบหกก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นไป ส่วนพนักงานแต่ละคนจะมีบัตรพนักงานสามารถสแกนบัตรขึ้นไปได้เลย
ธารณ์เดินไปที่ลิฟต์พร้อมกับคนสนิททั้งสองและรับไหว้พนักงานไปด้วยจนเกือบถึงลิฟต์ก็เห็นสาวร่างเล็กที่เจอสนามบินเชียงรายและหญิงสาวใส่ชุดนักศึกษาเรียบร้อยแล้วเธอมาทำอะไรที่นี่และขึ้นลิฟต์พนักงานเพราะลิฟต์สำหรับลูกค้าอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
“นั่น เดี๋ยวผมไปดูให้ครับ” สืบศักดิ์พูดอย่างรู้ใจเจ้านายแล้วเดินเร็วไปที่ลิฟต์พนักงานก่อนที่ลิฟต์จะปิด “รอด้วยครับ ขอบคุณครับ”
ธารณ์มองประตูลิฟต์ที่คนสนิทหายเข้าไปปิดลงก็เดินไปที่ลิฟต์ของผู้บริหารเพื่อขึ้นไปที่ห้องทำงานของเขาเพื่อทำงานแต่ในใจก็จดจ่ออยู่ที่สาวร่างเล็กอยากรู้ว่ามาบริษัทของเขาทำไม
สวัสดีครับ/ค่ะคุณธารณ์” เลขาหนุ่มกับผู้ช่วยเลขาสาวยกมือไหว้เจ้านาย
“สวัสดีครับคุณยศ คุณทาร่า” ธารณ์รับไหว้เลขาแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงาน
“ก๊อกกๆๆ..”
“ว่าไงคุณยศมีงานด่วนเหรอครับ ยกมาได้เลย”
“ไม่ใช่งานด่วนครับ แต่ทางบริษัทรถนำเอกสารมาให้ชำระค่ารถของคุณเธียร์ที่จองไว้ครับ”
“เอามาเลยจะได้เสร็จ เจ้าหมอนี่งกจริงๆ” ธารณ์ว่าน้องชายอย่างหมั่นไส้
“แต่คราวนี้ราคารถหนึ่งร้อยยี่สิบสองล้านครับ” สมยศคิดว่าเจ้านายไม่รู้แน่นอนว่าราคารถของน้องชายเท่าไหร่
“ฮ้ะ เท่าไหร่นะคุณยศ” ธารณ์คิดว่าเขาต้องฟังราคารถของน้องชายผิดแน่ๆ
“หนึ่งร้อยยี่สิบสองล้านบาทครับ” สมยศเลื่อนแฟ้มเอกสารการซื้อขายรถให้เจ้านายดู
“ตามนายเธียร์มาให้ผมด้วยคุณยศ ตอนนี้เลย” ธารณ์บอกเลขาให้ไปตามน้องชาย “ไม่ต้องแล้วคุณยศ ผมรับปากนายเธียร์ไปแล้ว ช่างเถอะ” ก็เขาหลงกลน้องชายไปแล้วจะคืนคำได้ยังไงและเงินร้อยกว่าล้านเขาให้น้องชายได้
“ครับคุณธารณ์ ส่วนงานด่วนวันนี้กองนี้นะครับ” สมยศพูดแล้วอดขำเจ้านายไม่ได้ที่เสียรู้น้องชายเพราะคราวนี้ไม่ใช่ยี่สิบสามสิบล้านแต่เป็นร้อยกว่าล้าน
ธารณ์พยักหน้าให้เลขาแล้วหยิบแฟ้มเอกสารซื้อขายรถของน้องชายมาอ่านรายละเอียดแล้วเซ็นเช็คให้และไม่แปลกใจที่ราคาแพงเพราะมันเป็นรุ่นพิเศษมีไม่กี่คันในโลกก่อนจะปิดแฟ้มแล้ววางไว้บนโต้ะแล้วรอคนสนิทที่ไปตามเรื่องของเด็กนักศึกษาคนนั้น
บุษราคัมกับปภาดาขึ้นมาก็เจอรุ่นพี่ที่ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศของบริษัทATNเนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด
“เดียร์พร้อมจะมาฝึกงานกับพี่เมื่อไหร่ล่ะ พี่จะได้แจ้งฝ่ายบุคคลไว้” สิรินทราถามรุ่นน้องที่รู้จักกันโดยบังเอิญตอนที่เธอนำของขวัญวันเกิดไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาท่านก็แนะนำให้รู้จักทำให้ได้พูดคุยติดต่อกันมาตั้งแต่บุษราคัมกับปภาดาเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งมาจนถึงตอนนี้ก็ทำให้สนิทสนมกันและติดต่อเรื่องฝึกงานให้รุ่นน้องมาฝึกงานด้วย
“พี่ทรายจะให้เดียร์เริ่มงานวันไหน เดียร์ก็พร้อมค่ะ” ตอนนี้เธอพร้อมจะฝึกงานแล้วและอยากจบเร็วๆซึ่งเธอจะฝึกงานประมาณสี่เดือนและเทอมสองแทบไม่มีชั่วโมงเรียนเพราะเธอเก็บหมดทุกหน่วยกิตแล้ว
“งั้นวันที่หนึ่งพฤษจิกายนดีมั้ย เหลืออีกอาทิตยบกว่าก็จะสิ้นเดือนแล้วเดียร์จะได้ไม่เสียเวลา” เธอรู้ว่าบุษราคัมขยันเรียนถึงไม่เก่งระดับเหรียญทองเกียรตินิยมเหมือนเธอ แต่เกรดเฉลี่ยก็สามกว่าก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
“ได้ค่ะพี่ทราย ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือเดียร์” หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณรุ่นพี่ทีช่วยเหลือติดต่อเรื่องฝึกงานให้เธอ
“ไม่เป็นไรจ้ะ แล้วนี้จะไปไหนกันต่อมั้ย” ปภาดาถามรุ่นน้องทั้งสองเพราะเสร็จเรื่องฝึกงานของบุศราคัมแล้ว
“เราจะไปดูหนังกันค่ะ เดี๋ยวฝึกงานแล้วจะไม่มีเวลาไปค่ะ” ปภาดาตอบรุ่นพี่ใจดีของพวกเธอ
“จริงของเปียนะ ทำงานไม่เหนื่อยก็จริงแต่พอถึงวันหยุดก็อยากนอนอยู่บ้านไม่อยากไปไหนเลยแหละ” สิรินทราเห็นด้วยกับรุ่นน้องเพราะตั้งแต่ทำงานมาเธอก็แทบไม่มีเวลาเจอเพื่อนๆเลยยกเว้นมีงานเลี้ยงหรือเพื่อนแต่งงานเท่านั้นเพราะบางครั้งเธอต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศแทนผู้จัดการก็จะใช้เวลานั้นเที่ยวกับเพื่อนร่วมงานและเธอชอบงานนี้เพราะทำให้ได้เดินทางบ่อย
“แต่พี่ทรายได้ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยนี่คะ เดียร์ว่าน่าสนุกออกค่ะ เดียร์ยังอิจฉาพี่ทรายเลยค่ะ” เธอยังอิจฉารุ่นพี่ที่ได้ไปเที่ยวบ่อยๆ
