บทที่ 9 ธุรกิจมืด

“นี่แหละที่ผมกังวล ตอนนี้ก็รอคำตอบถ้าไม่ได้จริงๆเราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา” นายพลคนดังพูดเบาๆเพราะโกลด์เด้นคาสิโน มีลูกค้ามากกว่า รอยัลคาสิโน ของเขาทั้งที่มาทีหลังแล้วมาแย่งลูกค้าของเขาไปกว่าครึ่ง

“ท่านจะทำอะไรครับ” นายดำรงมนายพลสุจินด้วยความอยากรู้

“เอาไว้ถึงเวลาก่อนแล้วผมจะบอก ตอนนี้เราอย่าเพิ่งทำการค้าฝั่งไทยเพราะไม่ปลอดภัยทางผู้ใหญ่บอกว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสั่งตรวจตราอย่างเข้มงวดเราคงต้องส่งของทางพม่าหรือไม่ก็ลาวและทางแม่น้ำโขง” นายพลสุจินพูดเบาๆกับผู่วมขบวนการ

“เข้าใจแล้วครับท่าน” ส.ส.มนูตอบนายพลสุจินและเข้าใจดีว่าธุรกิจของพวกเขามีพรรคพวกมากมายที่ต้องดูแลเลี้ยงดูปูเสื่อให้ดีไม่งั้นก็จะถูกแว้งกัดเอาได้

จากนั้นพวกเขาก็คุยกันเบาๆและโต้ะที่เขานั่งก็อยู่ไกลโต้ะอื่นๆจึงไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน ส่วนเพทาย นิสามณี บุศราคัมและทิวไผ่ก็ทานอาหารกันอย่างอร่อยและพูดคุยกันเบาๆ

“พวกเขาคุยกันแล้วมองมาทางเราด้วยค่ะพี่ดามพ์” ทิวไผ่นั่งหันหน้าไปทางโต้ะของพ่อนิสามณี

“ใช่ค่ะพี่ดามพ์ เดียร์ว่าต้องพูดถึงพี่กับพี่นิสาแน่ๆเลย” บุศราคัมมองตามที่เพื่อนบอกแล้วพูดกับพี่ชาย

“ก็ชั่งเขาสิ รีบกินแล้วรีบกลับบ้านเลย” เพทายพูดกับน้องสาวเพราะไม่อยากให้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น

“โห พี่ดามพ์ น้องเพิ่งมาถึงนะคะ ยังไม่ได้ไปซื้อของเลยค่ะ” คนเป็นน้องท้วงพี่ชายเพราะเธอยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับกลับไปอาบน้ำเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ

“ทิวไผ่ก็ยังไม่เจอพี่ๆตำรวจสุดหล่อเลยนะคะ แล้วมาทีไรไม่เคยถึงเชียงแสนเลยค่ะ ฮิฮิๆๆ..” ทิวไผ่พูดแล้วหัวเราะคิกคัก

“แกต้องไปสแกนลูกน้องพี่ดามพ์โน่นเลยนังทิวไผ่ เผื่อผีจะเห็นผีเหมือนกันสักคน คริๆๆ” บุศราคัมพูดแล้วหัวเราะขำเพื่อนรัก

“ยัยเด็กสองคนนี่ แก่แดดจริงๆ กลับไปเรียนให้จบก่อนเถอะแล้วค่อยมาส่องผู้ชาย” เพทายมองสองสาวเพื่อนซี้พูดแล้วทำตาวิบวับแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างปวดหัวและระอาความแก่แดดแต่ก็แค่คำพูดเพราะทั้งสองดีแต่ปากพอมีหนุ่มๆมาจีบเข้าจริงๆก็เปิดตูดแล่บ

บทที่ 3 เข้าใจผิด

นิสามณีฟังพี่น้องพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่กันแล้วอดขำไม่ได้และเธอก็ไม่ได้สนใจพ่อกับเพื่อนร่วมธุรกิจของท่านเพราะเตือนแล้วแต่ท่านไม่ฟังและบอกว่าหลวมตัวไปแล้วมันกลับตัวลำบากและกันเธอกับพี่ชายและแม่ออกจากธุรกิจของท่าน แต่ยังไงท่านก็เป็นพ่อหากเกิดอะไรขึ้นกับท่านเธอก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน

“เฮ้อ อิ่มจังตังค์อยู่ครบ” บุศราคัมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วลูบพุงไปมา

“ดูทำเข้า น่าเกลียดจริงๆเลย แล้วแบบนี้จะมีผู้ชายที่ไหนมันกล้าจีบล่ะ” เพทายว่าน้องสาวที่ไม่มีความเป็นสุภาพสตรีเลย ขอแค่เรียบร้อยก็พอไม่ต้องถึงขนาดผ้าพับไว้ก็ยังมองไม่เห็นแววเลย

“ทำไมจะไม่มีคะ ที่มหาลัยผู้ชายพวกนั้นต้องจับคิวจีบเดียร์เลยนะคะ คริๆๆ..” เรื่องนี้เธอพูดเกินจริงไปหน่อยแต่เรื่องมีเพื่อนร่าวมหาลัยมาจีบนั้นเป็นเรื่องจริงแต่ไม่ได้จับคิวแค่นั้น

“แน่ใจว่าเขาจับคิวจีบแก ไม่ใช่ถีบแกนะนังเดียร์ ฮิฮิๆๆ..”

“จริงด้วยทิวไผ่ พี่ว่าผู้ชายพวกนั้นต้องตาบอดสีแน่ๆที่เข้าคิวจีบยัยเดียร์ แต่ถ้าเข้าคิวถีบนี่พี่เห็นด้วยว่ะ ฮ่าๆๆ..” คนเป็นพี่พูดแล้วหัวเราะขำเสียงดัง

“พี่ดามพ์..” บุษราคัมค้อนพี่ชายหน้าหงิกงอจนปากงอนแทบจะชนปลายจมูก

“พอแล้วค่ะดามพ์ ดูสิคนเขาหันมามองแล้ว” นิสามณีปรามแฟนหนุ่มที่หัวเราะเสียงดังอย่างลืมตัวแล้วหันไปมองพ่อของเธอที่ส่ายหน้าไปมาบอกว่าไม่ชอบใจ

“ขอโทษครับนิสา มันอดขำไม่ได้จริงๆครับ หึหึๆๆ..” เพทายยิ้มให้แฟนสาวแล้วก้มศีรษะขอโทษทุกคนรอบข้างที่เสียมารยาท

“เดียร์อิ่มแล้ว เรากลับกันดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเดียร์จะไปซื้อของฝากให้รุ่นพี่ด้วยค่ะ” บุศราคัมบอกพี่ชายเพราะเธอรู้เรื่องของพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้แล้ว

จากนั้นทั้งสี่หนุ่มสาวก็พากันกลับไปบ้านพักส่วนตัวของเพทายเพื่อบุศราคัมกับสามารถมาเอารถมอเตอร์ไซค์แล้วเพทายก็ไปทำงาน ส่วนนิสามณีก็นอนพักผ่อนเพราะเป็นวันหยุดจึงต้องพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อพรุ่งนี้จะได้มีแรงไปทำงานและหวังว่าจะไม่มีใครโทรหา

“ซื้ออะไรไปฝากพี่ทรายดีอ่ะแก” บุศราคัมปรึกษาเพื่อนเพราะตอนนี้คิดเรื่องของฝากให้รุ่นพี่กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ช่วยดูที่ฝีกงานให้เธอ

“ผู้หญิงก็ต้องเครื่องประดับหรือกระเป๋าแฮนด์เมดดีมั้ยแก” กูรูผู้รู้เรื่องแฟชั่นดีแ]tตัวเองใช้แบรนด์เนม

“แกรู้มั้ยว่าบริษัทที่พี่ทรายทำงานเขาเป็นตัวแทนนำเข้าจำหน่ายแบรนด์เนมจากทั่วโลกเลยนะ แล้วพี่ทรายก็เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแบรนด์เครื่องประดับอีกด้วย”

“งั้นอะไรดีล่ะ”

“ฉันนึกออกแล้วแก ไปแวะที่ร้านของลุงแกกันดีกว่าฉันจะซื้อชาไปฝากพี่ทรายกับอาจารย์ที่ปรึกษา” บุศราคัมคิดออกว่าจะซื้ออะไรไปฝากรุ่นพี่กับอาจารย์

“น่าจะคิดออกนานแล้วแหละแก ไม่งั้นคงไม่ต้องตากแดดมาถึงเชียงแสน หรือว่าพ่อเลี้ยงให้แกมาสอดแนมพี่ดามพ์จริงๆ ใช่ป่ะ”

“อื่อ พอดีพ่อของฉันอยากให้พี่ดามพ์แต่งงาน ก็พี่ดามพ์เล่นคบพี่นิสามาตั้งนานก็ไม่ทำอะไรเกิดวันดีคืนดีพ่อกำนันของพี่นิสาเอาเรื่องขึ้นมาพ่อของฉันก็กลัวพี่ดามพ์จะเหลือแต่ชื่อแล้วไม่มีใครสืบทอดสกุลน่ะสิแก” บุษราคัมเข้าใจพ่อที่เป็นห่วงลูกชายคนเดียวในเมื่อคบกันมานานแล้วท่านก็อยากให้แต่งานกันเพราะพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็มีหน้ามีตา

“ปากแกนี่นะ แต่ฉันว่าดูท่าทางเพื่อนของพ่อกำนันมองพี่ดามพ์กับพี่นิสาแปลกๆนะแก”

“แปลกยังไงนังทิวไผ่”

“ก็ไม่ชอบพี่ดามพ์น่ะสิ แต่กลับมองพี่นิสาวตางี้เป็นประกายเชียวแก” ทิวไผ่คิดว่าเธอดูไม่ผิดแน่

“งั้นเหรอ ฉันไม่ทันได้สังเกตน่ะสิ” ก็เธอสนใจแต่พ่อกำนันคมสันมากกว่าว่าเขาคิดยังไงกับพี่ชายของเธอและเท่าที่เห็นเขาก็ไม่ได้มีท่าทีเกลียดชังพี่ชายของเธอถึงขนาดจะฆ่าแกงแต่รู้ว่าไม่พอใจ แต่ก็เหมือนพอใจก๋ไม่รู้ว่าเธอมองผิดหรือเปล่า

“ไม่เป็นไรหรอกแก พี่ดามพ์น่าจะจัดการได้” เธอไม่ห่วงเรื่องนี้เพราะพี่ชายกับแฟนสาวคบกันมานานแล้วยังไงเขาก็ปกป้องแฟนสาวได้แน่นอน

“งั้นกลับกันเถอะ”

“แต่แวะบอกคุณยายก่อนนะ”

“โอเค..”

จากนั้นสองสาวก็ขี่มอเตอร์ไปที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างของครอบครัวที่ยังทำการค้ากับฝั่งลาวและพม่าแม้จะมีร้านค้าวัสดุก่อสร้างมาเปิดใหม่หลายร้านแต่ร้านขายวัสดุก่อสร้างบ้านเฮาก็ยังมีลูกค้าประจำเหนียวแน่นเพราะเป็นกันเองและราคาสินค้าราคาก็เป็นราคากลางและบางอย่ามีค่าขนส่งก็แพงกว่าเล็กน้อยก็ไม่ทำให้ลูกค้าหนีต่างจากอีกหลายร้านที่เปิดราคาสูงเลยก็ทำให้มีลูกค้าน้อย เมื่อลาตายายแล้วบุศราคัมกับทิวไผ่ก็กลับเชียงรายและแวะซื้อของฝากที่ร้านลุงของทิวไผ่พอได้ของฝากแล้วบุศราคัมก็กลับบ้านส่วนทิวไผ่ก็กลับคอนโด

“กลับมาแล้วเหรอลูกสาว” พ่อเลี้ยงทินโชติรอลูกสาวที่หน้าบ้านพอเห็นลูกสาวลงจตากมอเตอร์ไซค์ก็ทักทายอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ทันแล้วค่ะพ่อเลี้ยง เดียร์ไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวค่อยคุยกันนะคะ” คนเป็นลูกพูดจบก็วิ่งเข้าไปในบ้านและขึ้นไปชั้นสองที่ห้องนอนของตัวเองเพื่ออาบน้ำก่อนเพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมีเวลาถมเถเพราะเธอเลือกเวลาเดินทางตอนสิบเก้านาฬิกาแค่แกล้งพ่อเท่านั้น

“ดูลูกสาวของพ่อเลี้ยงสิคะ อย่างนี้จะมีแฟนกับเขามั้ยล่ะกระโดกกระเดกไม่มีใครเกิน” แม่เลี้ยงมยุรีมองตามหลังลูกสาวที่วิ่งผ่านเธอไปขึ้นชั้นบน

“เอาน่าแม่เลี้ยง ลูกยังเด็กอยู่เลยจะรีบมีแฟนไปทำไมกันล่ะ ตอนนี้จัดการลูกชายของแม่เลี้ยงก่อนเถอะเกิดมันไปทำลูกสาวเขาเสียหายแล้วพ่อแม่เขามาเอาเรื่องถึงบ้านมันจะยุ่งนะ” พ่อเลี้ยงทินโชติพูดกับภรรยาเพราะแบบนี้เขาจึงให้ลูกสาวไปสืบเพื่อแลกกับรถยนต์คันเล็กที่ลูกสาวขอและไม่รู้ว่ารถคันเล็กที่ลูกสาวพูดถึงราคาไม่เล็กแต่ระดับพ่อเลี้ยงทินโชติ ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก

“เลือดพ่อมันแรงน่ะสิคะ” แม่เลี้ยงค้อนสามีเพราะเขาเองก็คบหากับเธอสมัยเรียนและอยู่ด้วยกันก่อนแต่งเหมือนกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป