บทที่ 3 อาจารย์สุย

เหตุการณ์วันนี้ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเด็กสาวกำพร้าคนนี้ที่จริงแล้วนางไม่ได้ยั่วยวนอาเขย แต่เป็นเพราะว่าอาสาวของนางไม่อยากเลี้ยงดูจึงกุเรื่องใส่ร้ายนาง

เสิ่นเยี่ยนฟางได้เงินมาสิบตำลึง อีกทั้งยังแอบถอดกำไลเงินกับปิ่นเงินของสะใภ้ใหญ่กับบุตรสาวของนางมาได้ วันนี้จะเอาไปขาย ขืนเก็นไว้ก็เป็นหลักฐานว่านางขโมยของผู้อื่นนะสิ

"นางตัวดี เรื่องวันนี้ไม่จบแค่นี้แน่ เจ้าอกตัญญูเนรคุณ เป็นสตรีหยาบคาย ข้าอยากรู้นักหากอาจารย์หรือบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า เมิ่งหย่งชวนมีภรรยาน่ารังเกียจ ทุบตีผู้อาวุโส จะยังมีใครอยากรับเขาเข้าเรียนหรือไม่"

เมิ่งอี้เกลียดนางผู้หญิงคนนี้ ทำให้เขาต้องเสียเงินจำนวนนั้น แต่จะทำอย่างไรได้ เขาใกล้สอบอีกครั้งชื่อเสียงจำเป็นยิ่งนัก พอชาวบ้านไปหมดแล้วก็กร่างใส่นางทันที เสิ่นเยี่ยนฟางมองหน้าเขาสลับกับคนสกุลเมิ่งที่นอนโอดโอยเพราะถูกนางเล่นงาน ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม

"พวกเจ้าโกงเงินทองของพ่อแม่สามีข้า แอบใช้สิทธิ์ของเขาไปขายให้เศรษฐีที่ดิน เจ้าคิดหรือว่าเศรษฐีหมู่บ้านเล็กๆ คนนึงสามารถใช้ฝ่ามือปิดบังเรื่องเช่นนี้ได้ มาดูกันเมิ่งอี้ข้าจะร้องเรียนเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าเมือง ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าหานเกลียดที่สุดคือพวกที่ซื้อขายตำแหน่ง และสิทธิ์การผ่อนผันต่างๆ เพื่อแลกกับเงิน เจ้าเป็นบัณฑิตการกระทำเช่นนี้ล้วนแต่นำมาซึ่งความเสื่อมเกียรติ เจ้าว่าใครกันแน่ที่จะถูกอาจารย์กับเหล่าบัณฑิตเหล่านั้นรังเกียจ"

เมิ่งอี้ขบกรามแน่น นางเด็กสารเลวนี่มีความรู้เพียงนี้เชียวหรือ ชายชราคนนึงที่ยืนมองเหตุการณ์มาตลอดและรู้สึกทึ่งในความสามารถของสตรีตรงหน้า นางมีความรู้เรื่องกฎหมายด้วยหรือ การแต่งตัวดุเหมือนคนไร้การสึกาทำไร่ไถนา แต่กลับเฉลียดฉลาดเช่นนี้ อีกอย่างเขาดูออกว่านางไม่ได้เสียใจจริงๆ การแสดงเหล่านี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก ก่อนจะเอ่ยปากทักทายเมิ่งอี้ที่เป็นบุรา

"เอ่อ คุณชายท่านนี้ ที่นี่คือหมู่บ้านสี่สิบลี้ใช่หรือไม่"

"ใช่ เจ้าเป็นใครมีธุระอะไรไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน คนแปลกหน้านี่ ข้ากำลังวุ่นวายเรื่องของตนเองอยู่ไม่เห็นหรืออย่างไร"

เมิ่งอี้สะบัดแขนเสื้อจากไป เขาไม่สนใจชายสูงวัยตรงหน้าสักนิดเลย สุยกว่างโจวแต่งตัวธรรมดา เสื้อผ้าไม่ได้ดีนักเหมือนชาวบ้านธรรมดาที่เพียงแค่เดินทางผ่านมาเท่านั้น ก้คงไม่แปลกใจที่บัณฑิตตรงหน้าจะดูถูกเขา สายตาตื้นเขินเสียเหลือเกินนะ มองคนภายนอก นี่สมกับเป็นบัณฑิตหรือไม่ เรียนอยู่ที่ใดกัน หากเป็นสำนักศึกษาของเขาล่ะก็คงไล่ออกแน่นอน เขาสอนคุณธรรมให้เหล่าบัณฑิต แต่คนผู้นี้วาจาไร้คุณธรรมยิ่งนัก ก่อนจะได้ยินเสียงหวานไพเราะเอ่ยขึ้น

"ท่านลุง ที่นี่หมู่บ้านสี่สิบลี้เจ้าค่ะ หากท่านมาหาญาติท่านต้องไปถามที่บ้านผู้นำหมู่บ้านนะเจ้าคะ"

"อ้อแม่นางน้อย ข้ามาหาบัณฑิตที่ชื่อเมิ่งหย่งชวนน่ะ เจ้ารู้จักหรือไม่เล่า หากรู้จักรบกวนบอกทางคนแก่เช่นข้าสักหน่อยเถอะ พอดีได้ยินว่าเขาป่วยเลยอยากมาเยี่ยมสักหน่อย เขาเรียนดีข้าเสียดายอยากรู้ว่าจะหายทันเข้าสอบฤดูกาลนี้หรือไม่"

"อ้อ อว่าผู้อาวุโสข้าเป็นภรรยาของเขาเองเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านคือ.........."

"อ้อข้าแซ่สุย เป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาที่เขากำลังจะย้ายไปเรียนก่อนที่จะป่วยน่ะ"

"อ้อ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ แต่ว่าเอ่อ พวกเราเพิ่งถูกไล่ เอ้ยเพิ่งแยกบ้านอาจไม่สะดวกต้อนรับ เกรงว่าท่านจะรังเกียจ"

"ไม่เป็นไร้ ฮูหยินเมิ่งท่านนำทางเถอะ"

เสิ่นเยี่ยนฟางเดินนำหน้าชายชราไปยังท้ายหมู่บ้าน ก่อนจะเปิดประตูรั้วที่โย้เย้เต็มที เมิ่งลู่เจินเห็นพี่สะใภ้กลับมาอย่างปลอดภัยก็วิ่งเข่ามากอดร้องไห้สะอื้น จนไม่ทันเห็นว่ามีคนเดินตามนางมาด้วย

"พี่สะใภ้ใหญ่ ฮือๆๆ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ ข้าจะตามไปแต่พี่ใหญ่เกรงว่าข้าจะถูกทำร้ายอีก พี่ใหญ่ไอหนักมากเลยขอรับ"

"เด็กโง่ นี่พี่ยังดีอยู่ใช่หรือไม่ พี่สะใภ้แย่งปิ่นเงินมารดาของพี่คืนมาได้แล้ว อดทนอีกหน่อยนะข้าจะแย่งที่ดินของบิดาเจ้าคืนมาให้ อ้อ นี่เป็นอาจารย์จากสำนักศึกษามาเยี่ยมพี่ชายเจ้า"

เมิ่งลู่เจินคำนับเขา ก่อนจะเข้าไปในบ้านเพื่อบอกแก่พี่ชาย เมิ่งหย่งชวนพยุงตัวเองลุกขึ้นมา เขาไม่ได้ป่วยจริงๆ แต่ต้องเสแสร้งเพื่อไม่ให้ถูกจับตามากเกินไป

สุยกว่างโจวมองคนตรงหน้าอย่างค้นหา เขาเป็นนักเรียนที่เก่งกาจมากนัก เสียดายที่ไม่สามารถเข้าสอบได้ ก่อนจะเอ่ยทักทายกัน

"ศิษย์ เมิ่งหย่งชวนคาราวะอาจารย์สุยขอรับ "

"อืม เจ้านอนลงเถอะอย่าฝืนเลย ข้าแค่มาเยี่ยม บัณฑิตข้าเจอที่กลางหมู่บ้านเจ้ารู้จักหรือไม่"

"ผู้ใดหรือขอรับ เอ่อ ภรรยาเจ้ารู้จักหรือไม่"

เมิ่งหย่งชวนเรียกเสิ่นเยี่ยนฟางมาถาม นางกำลังเซ็งกับชีวิตใหม่ที่ไร้เทคโนโลยี ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินเข้ามา

"เป็นน้องชายท่านเมิ่งอี้น่ะเจ้าค่ะท่านพี่"

"อ้อ เขาไม่ได้เรียนที่สำนักศึกษาของข้าหรือ เหตุใดจึงไม่เคยเจอหน้า"

"เรียนขอรับ แต่อยู่ชั้นล่างเขาเพิ่งสอบได้ถงเซิ่งเมื่อไม่นาน กำลังจะขึ้นชั้นกลางขอรับ ว่าแต่อาจารย์อุตส่าห์มาเยี่ยมวันนี้ข้าไม่สะดวกต้อนรับหลายอย่าง ขอท่านอย่ารังเกียจนะขอรับ"

"ไม่เป็นไร เสียดายเจ้า อุตส่าห์ไปร่ำเรียนถึงเมืองหลวงได้เกือบปี กลับไม่ได้ร่วมสอบเสียดายโอกาศยิ่งนัก อืมนี่เป็นของบำรุง ข้าได้ยยินว่าเจ้าป่วย อีกอย่างอย่าหาว่าข้าดูถูกเจ้าเลยนะ นี่เป็นเงินยี่สิบตำลึง เอาไปหาหมอรักษาตัวเองให้หาย สอบได้แล้วมีเงินเดือนค่อยมาคืนข้า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป