บทที่ 5

เดมอนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว เป็นท่าทีสั้นห้วนและตัดบท ก่อนจะเลื่อนตัวเข้าไปนั่งเบาะหลัง ประตูรถบานหนักปิดลงดังอึบ พาเขากลับคืนสู่โลกแห่งความเงียบและอำนาจของตนอีกครั้ง

ฉันหันกลับไปจะเดินเข้าล็อบบี้เพื่อรอพ่อกับแม่ พลางมุ่งหน้าไปยังที่กำบังใต้ชายคาหน้ามุข เมื่อกระแสลมแรงวูบหนึ่งพัดมาเหมือนจะทำลายทรงผมที่ฉันตั้งใจจัดไว้อย่างดี ขณะที่ก้าวเข้าไปในเงามืดซึ่งทอดจากเสาโรมันขนาดมหึมา เสียงหนึ่งก็แหวกผ่านความอื้ออึงโดยรอบเข้ามา—เสียงสะอื้นกระท่อนกระแท่นชื้นแฉะของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามกรีดร้องโดยไม่ให้เกิดเสียง

ฉันชะงักงัน แล้วถอยไปแนบตัวกับผิวหินหยาบ

ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ตรงซอกเว้าที่ถูกซ่อนไว้ มีเพตรา ควินน์ยืนอยู่ ผู้หญิงที่เคยเชิดหน้าและแสยะยิ้มบนระเบียงเมื่อครู่หายไปแล้ว สิ่งที่อยู่แทนคือสภาพอันพังทลายของมาสคาร่าที่เลอะเปรอะกับไหล่ที่สั่นเทิ้ม หล่อนกำโทรศัพท์แน่น พลางคร่ำครวญใส่ใครบางคนที่อยู่ปลายสาย

“เขาตัดสายฉันไปเฉย ๆ! เขาไม่แม้แต่จะบอกลากันเลยด้วยซ้ำ!” เสียงของเพตราแตกพร่า แหลมสูงและคลุ้มคลั่ง “ฉันไม่สนเรื่องเกาะบ้านั่น! เขายื่นโฉนดเกาะหินก้อนหนึ่งกลางแปซิฟิกให้ฉัน แล้วคิดว่ามันจะจบแค่นี้งั้นเหรอ? เขาทำเหมือนปิดสวิตช์ทุกอย่างทิ้งได้ยังไง?”

ฉันยืนนิ่งอยู่ในความมืด รอยยิ้มเย็นเยียบแตะที่มุมปาก

โอ้ เพตรา เด็กโง่น่าสงสาร

หล่อนคิดว่าเกาะนั้นคือท่าทีรักอันยิ่งใหญ่ เป็นหลักฐานแห่งความรักของเขา หล่อนไม่เข้าใจเลยว่า สำหรับอัลฟ่าที่มีฐานะอย่างเดมอนแล้ว เกาะหนึ่งเกาะก็ไม่ต่างอะไรจากเศษเงินที่หล่นค้างอยู่ตามซอกเบาะโซฟา ฉันมองหล่อน แล้วเห็นเงาของตัวเองในอดีต—คลุ้มคลั่ง สับสน พยายามมองหาเหตุผลจากการกระทำของผู้ชายคนหนึ่งที่มองอารมณ์ความรู้สึกเป็นเพียงความไร้ประสิทธิภาพ

ภาพความทุกข์ยากของหล่อนจุดประกายบางอย่างขึ้นมาในหัวฉัน เป็นการเปลี่ยนมุมมองที่ฉับพลันและกระจ่างชัด ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ฉันเอาแต่พยายามอย่างบ้าคลั่งจะบีบบังคับให้เกิดการหย่า จะหนีไปให้พ้นก่อนการปะทะที่มิอาจหลีกเลี่ยง แต่เดมอนหยิ่งเกินไป และหวงแหน “สิ่งของ” ของตัวเองเกินกว่าจะยอมปล่อยให้ฉันเดินจากไปตามเงื่อนไขของฉันเอง

เมื่อเห็นเพตราแตกสลาย ฉันก็รู้ว่าที่ผ่านมาฉันใช้วิธีผิดมาตลอด ฉันไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับเขาเพื่ออิสรภาพของตัวเอง ฉันเพียงแค่ต้องปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไปตามทางของมัน

อีกสองสัปดาห์ เขาจะได้พบเซเลสต์ สายใยคู่แห่งโชคชะตาจะพุ่งชนเขาราวกับขบวนรถไฟสินค้า เขาจะไม่ใช่แค่ยอมตกลงแยกทางในตอนนั้น—เขาจะเป็นฝ่ายเรียกร้องมันเอง

ในชีวิตก่อน ฉันเคยต่อสู้กับการถูกปฏิเสธนั้นอยู่นานหนึ่งปี ลากเราสองคนผ่านนรกไปด้วยกัน เกาะกุมตำแหน่งของตัวเองไว้แน่น ขณะที่เขาค่อย ๆ เกลียดฉันมากขึ้นทุกวัน ฉันเป็นคนบีบให้เขาทำให้ฉันอับอายต่อหน้าสาธารณชน

แต่ครั้งนี้ฉันจะไม่สู้

ฉันจะรอให้เขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่งรักแท้ของเขา และทันทีที่เขาขอให้ฉันไป ฉันจะค้อมศีรษะแล้วเดินออกไปจากเวทีอย่างเงียบงัน

ความอ่อนล้าโถมทับลงมาอย่างกะทันหัน หนักอึ้งและชวนให้หายใจไม่ออก ฉันถอยกลับเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรม ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อาร์มแชร์กำมะหยี่ในมุมลับตาเพื่อรอพ่อกับแม่ เปลือกตาของฉันค่อย ๆ ปิดลง และเสียงแจ๊สนุ่มเบาในล็อบบี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็นเสียงคำรามของสายฝนที่เทกระหน่ำ

ฉันคุกเข่าอยู่ในโคลน

ฝนเย็นเยียบ กลิ่นของมันเจือโอโซนและโลหิต แรงกดดันของอัลฟ่าที่กดทับอยู่เหนือร่างฉันนั้นจับต้องได้จริง เป็นน้ำหนักมหาศาลที่แทบหักกระดูกสันหลังฉันออกเป็นท่อน ฉันเงยหน้าขึ้น ทั้งที่โคลนเกาะเส้นผมแนบติดใบหน้า และเห็นเดมอนยืนอยู่เหนือฉัน

ด้านหลังเขาคือเหล่าผู้อาวุโส ใบหน้าแต่ละคนเคร่งขรึมราวกับสวมหน้ากากแห่งการพิพากษา และถัดออกไปไกลกว่านั้นคือพ่อกับแม่ของฉัน กำลังกรีดร้องอย่างไร้เสียงอยู่หลังแนวกั้นของนักรบแห่งฝูงหมาป่าน้ำค้างแข็ง

“ไวโอเล็ต โกลด์เครสต์” เสียงของเดมอนดังกึกก้องราวอสนีบาต สั่นสะเทือนผ่านพื้นโคลนชุ่มฝนขึ้นมาถึงกระดูกของฉัน “เจ้าล้มเหลวในฐานะลูน่า เจ้าล้มเหลวในฐานะคู่แห่งโชคชะตา”

ฉันพยายามจะพูด พยายามจะวิงวอน แต่ลำคอของฉันเต็มไปด้วยเลือด

ด้านหลังเขา ใต้ร่มสีดำคันหนึ่ง เซเลสต์ยืนอยู่ตรงนั้น นางกำลังตั้งครรภ์แก่ มือข้างหนึ่งวางอย่างปกป้องเหนือท้องที่นูนชัด

“ข้า เดมอน แบล็กวูด อัลฟ่าแห่งฝูงหมาป่าน้ำค้างแข็ง” เขาประกาศ ขณะเวทมนตร์โบราณก่อตัวขึ้นในอากาศดุจแนวพายุ “ขอปฏิเสธเจ้าจากการเป็นคู่แห่งโชคชะตาของข้า”

ความเจ็บปวดนั้นราวกับตะขอคมกริบฝังลึกลงกลางอกฉัน แล้วกระชากขึ้นไปเบื้องบน สายใยทางวิญญาณที่เชื่อมเราไว้ตลอดสิบปีไม่ได้เพียงแค่ขาดสะบั้น—มันถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ฉันได้ยินเอ็มเบอร์ หมาป่าในตัวฉัน หอนด้วยความทรมานก่อนจะเงียบงันไป

ฉันตะกุยโคลน เล็บมือฉีกขาด เงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“สิบปี” ฉันสำลักพูด เลือดไหลทะลักอาบริมฝีปาก “คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ”

เดมอนไม่ตอบ เขาหันหลังให้ โอบแขนรอบตัวเซเลสต์แล้วพาเธอเดินลับเข้าไปในหมอกสีเทา ความเจ็บปวดระเบิดขึ้นในกะโหลกของฉัน ร้อนขาววาบราวซูเปอร์โนวาที่กลืนกินทุกสิ่ง

ฉันสะดุ้งตื่น ร่างกายกระตุกเกร็งขณะกระแทกพื้นเต็มแรง ฉันกลิ้งตกจากโซฟาตอนหลับอยู่บนพรมเปอร์เซีย หอบหายใจถี่ มือกุมหน้าอกแน่น ชุดเดรสไหมชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นจนแนบติดผิวกายราวผ้าห่อศพ

“ไวโอเล็ต!”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ฉันเงยหน้าขึ้นผ่านภาพพร่าเลือน เห็นประตูลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก พ่อของฉันกำลังวิ่งสุดแรงข้ามล็อบบี้มาแล้ว แม่ตามหลังมาติด ๆ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

“หนูไม่เป็นไร” ฉันหอบพูด พยายามพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ขณะที่วงแขนอันแข็งแรงของพ่อโอบรอบตัวฉัน ยกฉันขึ้นราวกับไร้น้ำหนัก “แค่... ฝันร้าย แค่ฝันร้ายเท่านั้น”

การเดินทางไปยังอาณาเขตของฝูงไวลด์ไฟร์รวดเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด พ่อขับรถด้วยท่าทีหุนหัน ดุดัน และไร้ความราบเรียบจนบ่งชัดถึงความเดือดดาล เครื่องยนต์เอสยูวีคำรามต่ำขณะสอดแทรกไปตามการจราจร ฉันนั่งอยู่เบาะหลัง ศีรษะหนุนตักแม่ นิ้วของเธอสางผมฉันอย่างอ่อนโยน เป็นจังหวะปลอบประโลมที่ฉันไม่ได้สัมผัสมาหลายปี

“เขาทำร้ายลูกหรือเปล่า” เอเลนอร์ถามเบา ๆ น้ำเสียงสั่นเครือ “ไวโอเล็ต บอกแม่มาตามตรง เดมอนทำอะไรจนลูกเป็นแบบนี้ใช่ไหม”

ฉันเงยหน้ามองเธอ เห็นริ้วรอยแห่งความกังวลสลักอยู่รอบดวงตา หลายปีมาแล้วที่ฉันปฏิบัติต่อบ้านในวัยเด็กของตัวเองเหมือนความทรงจำอันห่างไกล แทบไม่เคยกลับไปเยือนเลย ทั้งหมดเพราะฉันเฝ้ากระเสือกกระสนอยากอยู่ที่คฤหาสน์ เผื่อว่าเดมอนจะกลับบ้านมาโดยไม่คาดคิด จู่ ๆ การขอกลับบ้านของฉันในคืนนี้คงไม่ต่างจากเสียงไซเรนที่กรีดร้องกลางดึก

“เราไม่ได้ทะเลาะกัน” ฉันกระซิบ หลับตาลง “แค่... คืนนี้หนูเพิ่งตระหนักได้บางอย่าง”

“หนูไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว” ฉันพูดต่อ “หนูไม่อยากเป็นเงาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ว่างเปล่าอีก หนูไม่อยากหมุนวนรอบตัวเขาราวกับดาวบริวารอีกแล้ว หนูอยากกลับไปเป็นไวโอเล็ต โกลด์เครสต์อีกครั้ง หนูอยากกลับบ้าน”

รถเสียหลักไปเล็กน้อยเมื่อมาร์คัสกำพวงมาลัยแน่นจนหนังหุ้มส่งเสียงลั่น

“ฉันรู้อยู่แล้ว” เขาคำราม “ฉันรู้อยู่แล้วว่าไอ้สารเลวนั่นปฏิบัติกับลูกไม่ดี! ทั้งข่าวแท็บลอยด์ ข่าวลือ กลับบ้านดึกดื่น—ฉันอดทนเงียบมาตลอดเพราะลูกบอกว่าลูกมีความสุข เพราะลูกขอร้องให้พวกเราเคารพชีวิตแต่งงานของลูก” เขาฟาดมือลงบนแผงหน้าปัดรถ “ถ้าไม่ติดว่าลูกห้ามไว้ ฉันไปกระชากไอ้นั่นให้ขาดตั้งนานแล้ว!”

“มาร์คัส!” แม่ดุ ทั้งที่มือของเธอก็กำลังปาดน้ำตาออกจากแก้มตัวเอง

ฉันมองพวกเขา น้ำตาร้อนผ่าวขึ้นมาที่ขอบตา

“ขอโทษ” ฉันสะอื้น ซุกหน้าเข้ากับหน้าท้องของแม่ “หนูขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้พ่อแม่ต้องอดทนกับเรื่องแบบนั้น”


เช้าวันถัดมา ฉันเดินเข้าไปในห้อง 304 พร้อมตะกร้าผลไม้นำเข้า เขาตื่นแล้ว เอนพิงหมอนอยู่บนเตียง ขาข้างหนึ่งถูกดามไว้ในเฝือกปูนหนาเทอะทะ

“ลูน่า? คุณกลับมาจริงด้วย” เขาพูดอย่างประหลาดใจ

“ฉันบอกแล้วว่าฉันรับผิดชอบในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตัวเอง” ฉันพูด พลางวางตะกร้าลง จากนั้นลากเก้าอี้เยี่ยมคนไข้ตัวเดียวเข้ามาใกล้เตียง “อาการปวดเป็นยังไงบ้าง”

“พอทนได้” เขาตอบ “หมอที่นี่เก่งมาก ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะได้อยู่ห้องวีไอพี ผมไม่เคยเห็นห้องพักดีขนาดนี้มาก่อนเลย”

จากนั้น มือจับประตูก็ถูกหมุน

“เซน? ฉันรีบมาที่สุดแล้วนะ!”

เสียงนั้นเหมือนกระดิ่งลม—แผ่วเบา โปร่งใส และสดใส เซเลสต์ มอร์ริสันพุ่งเข้ามาในห้อง กอดช่อเดซี่จากซูเปอร์มาร์เก็ตช่อเล็ก ๆ ไว้แน่น เธอสวมฮู้ดดี้เรียบง่ายกับกางเกงยีนส์ หางม้าสีบลอนด์แกว่งไกวขณะรีบตรงไปที่เตียง

“เซเลสต์!” สีหน้าของเซนเปลี่ยนไปในทันที ความชื่นชมสุภาพที่เขามีต่อฉันเลือนหาย แทนที่ด้วยความรักลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยการเทิดทูน “ผมบอกคุณแล้วว่าไม่ต้องโดดเรียน”

“คนบ้า” เธอตำหนิเบา ๆ ดวงตามีน้ำตาคลอขณะเอื้อมไปจับมือเขา “คุณถูกรถมอเตอร์ไซค์ชน แล้วจะให้ฉันนั่งเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไลแคนโทรปีต่อได้ยังไง”

ฉันค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

การเคลื่อนไหวของฉันดึงความสนใจของเซเลสต์ เธอชะงักไป เหมือนเพิ่งสังเกตเห็นฉันเป็นครั้งแรก ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง

“เดี๋ยวก่อน” เธอกระซิบ จ้องมาที่ฉัน “แมคโดนัลด์... คุณคือผู้หญิงคนนั้นจากแมคโดนัลด์”

ฉันยิ้ม “โลกกลมดีใช่ไหม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป