บทที่ 3 อาชาสีขาวพิสุทธิ์
ดูเหมือนชายอาหรับจะไม่เข้าใจภาษาไทยที่สองสาวกระซิบกระซาบกัน เขานั่งนิ่งๆ แต่สายตามองไปรอบๆ เหมือนถูกใจที่ได้เห็นสภาพที่พักเธอเป็นแบบนี้
“ขออนุญาตแนะนำตัวก่อน ผมชื่อ คาร์ดัล ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมประทับใจการบริการของคุณอารยาเป็นอย่างยิ่ง คุณมีความรู้และความสามารถในวิชาชีพของคุณอย่างท่องแท้ และจากที่ผมสืบประวัติของคุณมา คุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ ‘ท่าน’ ต้องการ ผมในฐานะตัวแทนของ ‘ท่าน’ มีความสนใจจะเชิญคุณอารยาไปทำงานเป็นพยาบาลพิเศษให้ ‘ท่าน’ ที่เมือง เอล บาฮา ประเทศบาฮาเนีย ”
เปรมวดีอ้าปากค้าง แต่อารยายังคงสงบนิ่งแม้ว่าจะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินก็ตามที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด เธอแทบไม่เคยได้ยินชื่อประเทศอะไรที่เขาเอ่ยมาเลยสักนิด
“คุณสืบประวัติดิฉัน” อารยาทำเสียงสูงไม่ค่อยพอใจนัก “ดิฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดเท่าไหร่นัก แล้ว ‘ท่าน’ ของคุณเป็นใครกันค่ะ"
“ผมมีค่าตอบแทนให้อย่างงามหากคุณอารายายอมไปดูแล ‘ท่าน’ ให้ผม ค่าตอบแทนที่คุณจะได้รับมันมากพอที่จะรักษาแม่บุญธรรมของคุณได้สบายๆ เลยทีเดียว ผมสามารถมอบเงินสดให้คุณได้ในทันทีที่คุณตกลงใจไปทำงานกับผมที่บาฮาเนีย”
ทั้งเปรมวดีและอารยามองหน้ากันอย่างงุนงง ค่าแรงที่มากพอสำหรับเป็นค่ารักษาให้แม่บุญธรรมได้นั้น มันช่างมากจนน่าตกใจเสียจริง
อารยาลังเล ระหว่างคำสอนที่ว่า ‘ต้องรักศักดิ์ศรีไม่น้อยกว่าชีวิตตัวเอง’ กับ ‘ตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ’ อย่างไหนจะสำคัญกว่ากัน.
บุรุษหนุ่มในชุดเสื้อคลุมตัวยาวกรอมเท้าอันเป็นชุดประจำชาติ เขากระตุกบังเหียนบังคับอาชาสีขาวพิสุทธิ์ให้หันมองไปตามทางรถลีมูซีนคันหนึ่งที่เพิ่งแล่นเข้าเขตพระราชฐานไป ดวงตาสีสนิมเหล็กทอประกายเจิดจ้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว
“องค์รัชทายาท”
ราเฟย์ บิน อัจฟาห์ หันไปตามเสียงที่เรียกเบาๆ ของคานัน คนสนิทและองครักษ์ประจำตัวขององค์รัชทายาทแห่งบาฮาเนีย ชายหนุ่มปรายตามองอย่างรับรู้ถึงการมาของอีกฝ่าย
“อีกสามสิบนาทีผู้แทนการค้าน้ำมันจะมาถึงครับ” คานันรายงาน
“แต่นั่นคงไม่ใช่รถที่รับผู้แทนการค้า”
“เอ่อ...กระหม่อมไม่ทราบ” ชายหนุ่มองค์รักษ์ร่างกำยำอึกอัก เขาสวมเสื้อผ้าชุดประจำชาติไม่ได้แต่งกายเป็นทหารเต็มยศ เพราะนั่นคือความประสงค์ของเจ้านายของเขา ผู้มีอำนาจในชีวิตเขาทุกอย่าง
“หรือพวกฝ่ายขวาจะมีการเคลื่อนไหว” ราเฟย์เปรยออกมา
“กระหม่อมจะไปสืบความมาให้”
ราเฟย์กระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาบังคับม้าให้เดินเหยาะๆ กลับเข้าวังโดยไม่หันไปมององค์รักษ์หนุ่มผู้แสนรู้ใจ ทันทีที่พระวรกายสูงสง่าลงจากหลังอาชาสีขาว เหล่าทหารมหาดเล็กรีบกุลีกุจอมารับม้าประจำพระองค์ ราเฟย์ลูบคอม้าเบาๆ ก่อนเดินเข้ามาในพระราชวังของตน แต่ยังไม่ทันจะถึงห้องหนังสือซึ่งเป็นที่หมายในใจ ปรายตาก็รู้สึกว่ามีคนเดินตามหลังอย่างหลบๆ ซ่อนๆ แม้เจ้าของใบหน้าคมเข้มจะไม่ค่อยแย้มยิ้มแต่ก็อดขำน้อยๆไม่ได้
“เจ้าอยากจะเป็นลิงน้อยหรือเป็นเจ้าหญิงแห่งบาฮาเนียกันแน่...จัสมิน”
“พี่ราเฟย์” ร่างเพรียวบางที่หลบหลังต้นเสาทอดเสียงยาวอย่างหมดสนุก
จัสมินหรือ องค์หญิงจัสมิน บิน อัจฟาห์ เดินมาคล้องแขนของราเฟย์อย่างออดอ้อน ใบหน้าสวยหมดจด ผิวสีน้ำผึ้งเนียนสวยผมยาวสลวยหยักเป็นลอนสีแดงเพลิงเร้าร้อนเหมือนแววตาซุกซนของเธอ จัสมินเป็นลูกสาวที่เกิดจากนางสนมซึ่งเป็นสาวอเมริกันที่เป็นครูสอนหนังสือ เมื่อพ้นวัยเด็กได้ไปร่ำเรียนที่อังกฤษโดยใช้ชีวิตอย่างสามัญชน เธอเพิ่งเรียนจบเศรษฐศาสตร์กลับมาอยู่ที่บาฮาเนียได้ไม่ถึงสองเดือน และด้วยนิสัยแบบ ‘ผู้หญิงสมัยใหม่’ ทำให้เธอดูเป็นคนแปลกแยกไปกว่าคนอื่นๆ มีแต่ราเฟย์เท่านั้นที่ยังปฏิบัติตัวตนเธอไม่ต่างจากเมื่อสิบปีที่แล้วนัก
ราเฟย์กระตุกยิ้มที่มุมปากมองดูหญิงสาวผู้เป็นน้องต่างมารดา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคอระบายกับกระโปรงยาวคลุมเข่า เขาแอบถอนใจเพราะเกรงว่าน้องสาวที่ไปใช้ชีวิตอยู่ซีกโลกตะวันตกจะแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจนรับไม่ได้ แม้ว่าบาฮาเนียจะเข้าสู่ยุคใหม่ กฎหมายหลายข้อที่ปรับให้หญิงชายมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่กระนั้นเขาเองก็ยอมรับว่า คงทำใจไม่ได้ถ้าจะเห็นผู้หญิงในบาฮาเนียนุ่งสั้นจนเห็นโคนขาหรือเสื้อผ้ารัดติ๋วจนแทบหายใจไม่ออก
“ถ้าเลือกได้น้องขอเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาดีกว่าค่ะ”
จัสมินตอบด้วยน้ำเสียงสดใส แต่เป็นความรู้สึกจริงจากใจอย่างที่คนฟังก็เข้าใจความหมายนั้นดี ทั้งคู่เดินเข้ามาในห้องหนังสือซึ่งเป็นมุมโปรดของเจ้าชายราเฟย์
“แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้”
ราเฟย์เตือนสติน้องสาวต่างมารดาเบาๆเขาเอ็นดูจัสมิน มากกว่าน้องสาวหรือน้องชายคนอื่น ในบาฮาเนียลูกชายมีความสำคัญกว่าลูกสาวเสมอ ลูกที่เกิดจากหญิงต่างชาติอย่างจัสมิน ไม่มีใครสนใจเหลียวแลนอกจากเสด็จแม่ของเขา ทำให้ราเฟย์สนิทสนมกับจัสมินมากเป็นพิเศษ แต่เพราะฐานะที่เขาเป็นถึงองค์รัชทายาททำให้เขาไม่สามารถแสดงท่าทางสนิทสนมรักใคร่กับใครมากไม่ได้ หลายต่อหลายคนที่พยายามใกล้ชิดเขาก็เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น เขาจึงชินชากับการอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น
เพราะแม้กระทั่งคนที่เขาเรียกว่า ‘คนรัก’ ยังทรยศเขาได้
“พี่ราเฟย์ได้ไปเยี่ยมท่านพ่อบ้างมั๊ย” เพราะความสนิทสนมจัสมินจึงไม่ใช้ราชาศัพท์กับพี่ชายที่เป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งบาฮาเนีย
“เมื่อวานก็ไปเข้าเฝ้ามา” เขาตอบน้ำเสียงเยือกเย็นพร้อมกับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนโต๊ะทำงาน “แล้วทำไมเราไม่ไปเยี่ยมล่ะ มาถามพี่ทำไม”
“พี่ราเฟย์ก็รู้นี่” จัสมินทอดน้ำเสียงน้อยใจ “เสด็จพ่อไม่โปรดลูกสาวมาแต่ไหนแต่ไร เข้าไปก็ไม่มีประโยชน์เกรงว่าพระอาการอาจจะทรุดหนักก็ได้”
“อยากให้พี่พาไปว่างั้นเถอะ” ราเฟย์มองน้องสาวอย่างรู้ทัน
