บทที่ 10 อาหารมื้อเย็นกับคนพี่ 1/2
ตลอดทั้งบ่ายวันนั้น หัวสมองของเภสัชกรสาวไม่เป็นอันทำงานเลยสักนิด ในใจมันคอยแต่จะคิดวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า 'เย็นนี้เธอจะเลือกสวมใส่เสื้อผ้าชุดไหนดีนะ ถึงจะดูสวยและเหมาะสมที่สุดยามที่ต้องออกไปทานข้าวเย็นกับศัลยแพทย์หนุ่มสุดฮอตประจำโรงพยาบาลอย่างหมออนุตร' ความตื่นเต้นระคนประหม่าทำเอาเธอใจลอยอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งสิ้นสุดเวลาลงเวรในเวลาสี่โมงเย็น หญิงสาวก็ไม่รอช้ารีบตรงดิ่งไปยังร้านเสริมสวยประจำทันที
“สระไดร์ค่ะพี่แวว” เธอบอกกับเจ้าของร้านอย่างคุ้นเคย
“อ้าว....น้องเอรินนี่เอง จะไปงานเลี้ยงที่ไหนเหรอคะเย็นนี้ถึงได้แวะมาทำผม ปกติยังไม่ถึงกำหนดวันที่น้องนัดมาอบไอน้ำบำรุงผมเลยนี่นา” พี่แววทักทายพลางเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ
“เปล่าค่ะพี่ พอดีขี้เกียจสระเอง”
“จ้ะ ผมน้องเอรินนี่ทั้งยาวทั้งสวย อย่าขี้เกียจสระเองจนตัดทิ้งนะคะ พี่เสียดายแย่”
“ค่ะ คงไม่กล้าตัดเหมือนกัน กว่าจะยาวได้ขนาดนี้ก็หลายปี” เธอเป็นคนที่รักเส้นผมของตัวเองมากแม้จะดูแลรักษายากและกินเวลาเยอะแต่เธอก็ไม่เคยคิดจะตัดสั้นเลยสักครั้ง ที่ทำก็แค่ตัดปลายที่เสียออกเท่านั้น
ออกจากร้านทำผมหญิงสาวก็รีบบึ่งรถกลับมาที่ห้องพักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวทันที เธอเหลือบมองดูเวลาแล้วพบว่าเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงกำหนดเวลานัดหมาย ทว่าเธอกลับยังยืนค้างเติ่งเลือกชุดไม่ได้เสียที เพราะเมื่อเปิดตู้ออกมา ส่วนใหญ่ในตู้เสื้อผ้าก็มีแต่ชุดทำงานเรียบร้อยเชย ๆ และชุดลำลองใส่อยู่ห้องสบาย ๆ เท่านั้น
“เฮ้อ..” เธอถอดหายใจแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเคยมีชุดเดรสที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่กล้าใส่ออกไปไหนเพราะกระโปรงมันสั้นเกินไป
เมื่อตัดสินใจได้เธอก็รีบเอาชุดออกมาตรวจความเรียบร้อยโชคดีที่ชุดยังไม่มีกลิ่นอับ พราววรินทร์หมุนตัวเองหน้ากระจกแล้วก็ยิ้ม เพราะดูๆ ไปชุดนี้ก็ไม่ได้สั้นจนน่าเกลียด ความยาวของชุดก็เกือบคลุมเข่า ลวดลายดอกไม้เล็กๆ ที่ชายกระโปรงทำให้ดูเป็นสาวหวานอย่างที่เธออยากให้เป็น
เครื่องสำอางที่ซื้อมานานแล้วถูกนำกลับมาแต่งแต้มบนใบหน้าของเธออีกครั้งหลังจากที่ทิ้งร้างมานาน หญิงสาวทารองพื้นเพียงเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้หน้าดูขาวเด่นจนดูไม่เป็นธรรมชาติ จากนั้นก็มาลงแป้งบางๆ และไม่ลืมที่จะปัดแก้มด้วยสีชมพูพีชซึ่งเป็นสีโปรดของเธอ แล้วก็เขียนคิ้ว กรีดตา ปัดมาสคาร่าซึ่งเธอไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เธอต้องยอมเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปทานข้าวกับหมออนุตร เธออยากให้เขาประทับใจมากที่สุด พราววรินทร์ทาลิปเจลสีชมพูอ่อนเป็นสิ่งสุดท้าย เธอพร้อมแล้วที่จะออกไปทานข้าวกับเขา
ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำเอาเธอสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู
หมออนุตรมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วก็อดที่จะกล่าวชมเธอไม่ได้
“วันนี้คุณสวยมาก” เขาบอกพร้อมกับส่งยิ้มจริงใจมาให้
“ขอบคุณค่ะ” เธอเองก็ยิ้มตอบแบบเดียวกัน หัวใจดวงน้อยพองฟูจนแทบจะคับอกกับคำชมแรกของเขา
“ไปกันเลยไหมครับ”
“ค่ะ”
ตลอดทางที่เดินเคียงคู่กันไปที่รถ หมออนุตรมักจะแอบชำเลืองสายตาหันมามองคนข้างกายอยู่บ่อย ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกตา วันนี้พราววรินทร์แต่งเนื้อแต่งตัวได้สวยสะดุดตามากกว่าทุก ๆ วันที่เขาเคยพบเจอมาตลอดทั้งปี หมอหนุ่มลอบยิ้มในใจพลางคิดว่าตัวเองคิดไม่ผิดจริงๆ ที่เอ่ยปากชวนเธอออกมาทานอาหารที่ร้านของเพื่อนสนิทในค่ำคืนนี้
ร้านอาหารของแพทย์หญิงกุลจิรานั้นเป็นร้านเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ชายหนุ่มพาเธอเดินเข้ามายังโต๊ะในสุดที่มองไปด้านนอกเห็นสวยน้ำพุเล็กๆ มีไฟประดับไว้อย่างสวยงาม
“ร้านน่ารักและดูอบอุ่นดีจังเลยนะคะหมอ” พราววรินทร์เอ่ยชมหลังจากทรุดตัวลงนั่ง
“ครับ บรรยากาศดีจริง ๆ ผมเองก็เพิ่งเคยแวะมาทานที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันครับ” หมอหนุ่มตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้านอย่างชื่นชม “เอรินอยากทานอะไร สั่งได้เต็มที่เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่ะ” หญิงสาวหยิบเมนูมาดูแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าอยากทานอะไร เพราะตอนนี้เธอรู้สึกอิ่มทิพย์ไปแล้วแค่ได้ออกมากับเขา
“อ้าวหมอโอห์ม วันนี้ยอมแวะมาทานอาหารที่ร้านเอยได้สักทีนะคะเนี่ย” เสียงหวานใสของคุณหมอเจ้าของร้านทักทายพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
“พอดีเพิ่งเคลียร์เคสว่างน่ะครับเอย ร้านสวยและบรรยากาศน่ารักมากเลยนะครับ” อนุตรเอ่ยชมเพื่อนร่วมวิชาชีพ
“ขอบคุณมากค่ะโอห์ม” หมอเอยยิ้มหวานตอบรับคำชม ก่อนจะหันสายตามาทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “อ้าว เอริน แวบแรกนึกว่าสาวสวยที่ไหน วันนี้เอรินแต่งตัวสวยน่ารักมากจนเอยจำแทบไม่ได้เลยค่ะ”
“ขอบคุณค่ะหมอเอย”
“นี่สั่งอะไรทานกันหรือยังค่ะ เด็กไปไหนกันหมด แย่จัง ไม่มาต้อนรับแขก VIP เลยสักคน” หมอเอยทำท่ามองหาพนักงาน
“อย่าไปตำหนิลูกน้องเลยเอย ผมกับเอรินยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทานอะไรกันดี ในฐานะเจ้าของร้าน เอยช่วยแนะนำเมนูเด็ดหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิ เอรินล่ะ อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม” หมอเอยหันมาถามอย่างใส่ใจ
“ฉันทานอะไรก็ได้ค่ะ”
“ไม่มีใครแพ้อาหารอะไรใช่ไหมคะ แล้วทานเผ็ดกันได้ไหมคะ”
“ทานได้ค่ะ”
“ผมขอเผ็ดน้อยหน่อยก็ได้นะครับ”
“ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นทั้งสองคนนั่งคุยกันไปพลาง ๆ ก่อนนะคะ เดี๋ยวเอยจะเข้าไปจัดการสั่งให้เด็กในครัวทำอาหารสูตรพิเศษมาเสิร์ฟให้เองค่ะ” คุณหมอเจ้าของร้านทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มก่อนจะผละตัวเดินเข้าครัวไป
