บทที่ 12 อาหารมื้อเกือบดึกกับคนน้อง
ขณะที่หญิงสาวกำลังหากุญแจในกระเป๋าสะพาย ในขณะที่หัวใจยังเต้นแรงกับเหตุการ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ การได้ไปทานอาหารกับหมออนุตรมันเป็นเหมือนกับความฝัน ประตูห้องของคนที่กำลังนึกถึงก็เปิดออก
“ไปไหนมาครับเนี่ย ผมมาเคาะเรียกตั้งนาน สัญญาณโทรศัพท์ก็ว่างแต่โทรหาตั้งหลายสายทำไมไม่ยอมรับเลยครับ” สิปปกรเอ่ยขึ้นทันที ใบหน้าจอมกวนบัดนี้เง้างอและแสดงสีหน้าตำหนิเธออย่างเห็นได้ชัด
“ไปกินข้าวมา”
“แล้วทำไมไม่ยอมรับโทรศัพท์ล่ะครับ รู้ไหมว่าคนรอเขาเป็นห่วง”
“อ๋อ... สงสัยพี่ลืมเปิดเสียงน่ะสิ พอดีเปิดสั่นทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนทำงาน ขอโทษทีนะปาล์ม” พราววรินทร์รีบขอโทษ ลึกๆ แล้วเธอก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดเธอต้องรู้สึกและต้องรีบละล่ำละลักขอโทษผู้ชายรุ่นน้องคนนี้ขนาดนี้ด้วย ทั้งที่มันก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของเธอแท้ ๆ
“นึกว่าลืมไว้ที่ห้องอีก”
“นายมีอะไรหรือเปล่าล่ะ”
“เปล่าหรอก แค่จะชวนไปกินข้าว”
“ก็บอกเมื่อกี้ไงว่ากินข้าวมาแล้ว”
“เอาน่าไปนั่งเป็นเพื่อนหน่อยยังไม่ได้ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ” สิปปกรเริ่มใช้โหมดออดอ้อน
“แล้วทำไมไม่กินล่ะ ดึกป่านนี้แล้ว”
“ก็รอเอรินนั่นแหละ” เขามองด้วยสายตาละห้อยทำให้เธอต้องยอมเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในห้อง
“แต่งตัวสวยดีนะ”
“จริงเหรอ ขอบใจ” เธอดีใจที่เขาชม
“แต่ผมว่าไม่เหมาะกับเอรินหรอก”
“แล้วยังไงถึงเหมาะกับพี่ล่ะ” เธออยากรู้เพราะเขาเป็นน้องชายของคนที่เธอชอบ บางทีทั้งสองคนอาจจะรสนิยมคล้ายๆ กัน
“ก็แบบเดิมที่เคยใส่นั้นแหละ แบบนี้มันดูเป็นผู้ใหญ่ไปหน่อย”
“นายว่าพี่แก่เหรอ” เธอหน้าง้ำนั่นก็ทำให้อีกคนยิ้มที่ได้กวนโมโห
“ไม่ได้ว่าแก่ แค่บอกว่าดูเป็นผู้ใหญ่”
“ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ”
“ว่าแต่คืนนี้แอบหนีไปกินข้าวกับพี่โอห์มมาใช่ไหมครับ” อยู่ ๆ สิปปกรก็ปรับน้ำเสียงเป็นจริงจังแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยขึ้นมาดื้อ ๆ
“อือ ทำไมนายรู้ล่ะ” พราววรินทร์เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ก็พี่โอห์มโทรมาชวนเหมือนกัน บอกว่าจะพาไปกินร้านหมอเอย แต่ผมไม่อยากไปแค่สองคน ถ้าผมรู้ล่วงหน้าสักนิดว่าเอรินจะไปด้วยนะ ผมคงตอบตกลงไปแล้วล่ะ”
คำบอกเล่าที่หลุดออกมาจากปากของสิปปกร เปรียบเสมือนค้อนอันยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของพราววรินทร์อย่างจัง 'นี่ความจริงแล้ว หมออนุตรไม่ได้คิดตั้งใจจะชวนเธอไปทานข้าวสองต่อสองตั้งแต่แรกหรอกเหรอ เขาตั้งใจชวนน้องชายไปด้วย แต่เพราะสิปปกรปฏิเสธ เธอกับเขาก็เลยได้ไปกันแค่สองคน’
ความสุขเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือทิ้งไว้เพียงความจริงอันโหดร้ายว่าเธออาจจะสำคัญตัวผิดไปเอง
“แล้วอาหารร้านหมอเอยเป็นยังไงบ้างครับ อร่อยถูกปากไหม” สิปปกรถามต่อโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่หม่นลงของคนตรงหน้า
“ก็ดีนะ เอาไว้วันหลังพวกเราค่อยไปด้วยกันนะ แล้วนี่ นายทำอะไรกินเหรอปาล์ม” หญิงสาวพยายามปรับน้ำเสียงและฝืนรอยยิ้มกลบเกลื่อนความขื่นขม ก่อนจะเบนสายตาไปที่โต๊ะอาหารเพื่อเปลี่ยนประเด็น
“ก็มีผัดเปรี้ยวหวาน ไข่เจียวปูแล้วก็ต้มจืดสาหร่ายใส่วุ้นเส้น”
“น่ากินเหมือนกันนะ” เธอมองจานอาหารธรรมดาที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วก็แอบกลืนน้ำลาย
“ถ้าอย่างนั้นก็กินด้วยกันอีกสักรอบนะ กินข้าวคนเดียวมันเหงาจะตายไป” สิปปกรพูดพลางส่งสายตาอ้อนวอน
“ก็บอกแล้วไงว่ากินมาแล้ว”
“เอาน่าลองชิมนิดเดียวไม่เป็นไรหรอก” เหมือนเขาจะรู้ใจเธอ สิปปกรส่งจานกับช้อนและส้อมให้หญิงสาว
“อือ ลองก็ได้ไหนๆ นายก็ทำตั้งเยอะแล้ว”
จากที่คิดว่าจะลองชิมนิดเดียวแต่พราววรินทร์ก็นั่งทานเป็นเพื่อนเขาไปเรื่อยๆ ดูเหมือนบรรยากาศจะผ่อนคลายกว่าตอนที่ทานกับพี่ชายของเขามาก
“อร่อยใช่ไหมล่ะ” เขาหันมายิ้มให้เธอเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มตักอาหารทานมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดจะแค่ชิมก็กลายเป็นว่านั่งทานจนอาหารทั้งสามอย่างหมดลง
“เอริน ถามหน่อยสิ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามขณะช่วยกันเก็บจาน
“ทำสิ ถามทำไม”
“นึกว่าหยุดเสียอีก เมื่อวันพุธที่แล้วเอรินยังได้หยุดนี่นา”
“อ๋อ วันพุธนู่นพี่หยุดตามตารางจัดเวรของหัวหน้าแผนกน่ะ ตารางเวรของพี่มันจะรันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดล็อกประจำวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์หรอก” หญิงสาวอธิบาย
“ผมขอดูตารางเวรการทำงานของเอรินหน่อยได้ไหมครับ”
“จะดูทำไม”
“ก็เผื่อว่าวันไหนอยู่ห้องจะได้ทำของอร่อยให้กินอีกไง”
“อ๋อ เหตุผลดีใช่ได้ เดี๋ยวส่งไลน์ให้นะ”
พราววรินทร์กลับมาห้องของตัวเองด้วยความรู้สึกอธิบายยากวันนี้เธอมีโอกาสได้ทานอาหารกับผู้ชายถึงสองคน ในเวลาต่างกันไม่ถึงชั่วโมง คนแรกคือคนที่เธอแอบชอบมานาน เธอคิดว่าจะมีความสุขแต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอไม่ได้เป็นเช่นนั้น คงเพราะเธอมารู้ว่าเขาไม่ได้ชวนแค่เธอเพียงคนเดียว บางทีเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยก็ได้
ส่วนผู้ชายอีกคนนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจไปทานด้วยแต่แรกส่วนเขาตั้งใจที่จะทำอาหารให้เธอและรอเธอกลับมาทานด้วย คงเป็นเพราะเขาไม่ค่อยมีเพื่อนเลยทำให้สนิทกับเธอเร็วกว่าอีกคน แต่ทำไมเธอรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขกว่าการไปทานข้าวกับพี่ชายของเขา
