บทที่ 3 ทักทาย
เสียงเครื่องยนต์ของรถบิ๊กไบค์คู่ใจดับลงพร้อมกับสิปปกรที่ดูท่าทางรีบร้อน ชายหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เขามาถึงร้านอาหารที่พี่ชายนัดไว้ช้าไปตั้ง 10 นาที เขารู้ดีว่า อนุตรผู้เป็นพี่ชายศัลยแพทย์เป็นคนเจ้าระเบียบและเกลียดการผิดเวลาเป็นที่สุด แต่เขาก็พยายามบิดคันเร่งฝ่าการจราจรมาเร็วที่สุดแล้ว
ชายหนุ่มรีบก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหาร บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นแต่เขากลับรู้สึกเกร็งเล็กน้อยเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งของพี่ชายที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ขอโทษครับพี่ มาช้าไปหน่อย” สิปปกรเอ่ยปากทันทีที่ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“อือ ไม่เป็นไรพี่เองก็พึ่งมาถึงเมื่อกี้เอง จะกินอะไรสั่งเลยพี่มีเวลาไม่นาน”
อนุตรตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามสไตล์ ใบหน้าดูเหนื่อยล้าจากการทำงานแต่ก็ยังคงความนิ่งสงบ เขาส่งเล่มเมนูอาหารส่งให้น้องชายด้วยท่าทางไร้ความรู้สึก ทำให้สิปปกรถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ชายหนุ่มรับเมนูมาเปิดดูผ่าน ๆ ด้วยความหิว ก่อนจะหันไปสั่งกับเด็กเสิร์ฟที่ยืนถือสมุดจดรอท่าอยู่แล้วด้วยความเคยชิน
“ข้าวผัดกุ้งไม่ใส่ต้นหอมครับ”
เมื่อเห็นน้องชายสั่งอาหารแล้วเขาก็ชวนคุย “เป็นไงบ้างจัดของเรียบร้อยหรือยัง”
“ยังเลยครับ กำลังจัดห้องแล้วพี่รปภ. ก็ขึ้นมาเคาะห้องเค้าคิดว่าผมเป็นขโมย”
สิปปกรเล่าพลางหัวเราะร่วนในลำคอ เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ชวนปวดหัวแต่น่าขันเมื่อตอนกลางวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งขำตัวเองที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปได้
“พี่คงลืมแจ้งไปว่าจะมีคนย้ายมาเพิ่ม” อนุตรยอมรับหน้าตาย ท่าทางไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร
“อันที่จริงผมก็เข้าไปที่ห้องพี่ได้นั่นแหละ แต่ว่าผมคงเสียงดังไปหน่อย ข้างห้องเลยโทร. ไปตามเพราะคิดว่ามีขโมยเข้ามาที่ห้องพี่”
“ให้พี่เดานะ ว่าคงเป็นห้องที่อยู่ริมสุดใช่ไหม”
“ก็ห้องนั่นแหละพี่ พี่รู้ได้ไง”
“เธอชื่อเอริน แล้วเธอว่าอะไรไหม”
“ก็ไม่ว่าอะไรครับ เธอบอกว่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นขโมย พี่รู้จักเธอเหรอ”
“เราทำงานที่เดียวกัน”
อนุตรตอบไปตามความจริง เขากับพราววรินทร์ รู้จักและติดต่องานกันมาได้เกือบปีแล้ว เธอพึ่งย้ายมาพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้ก่อนหน้าเขาไม่นานนัก ทำให้มีโอกาสได้พบปะทักทายกันบ่อย ๆ และเมื่อรู้ว่าเธอเองก็ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้มีเรื่องได้พูดคุยปรึกษาหารือกันมากขึ้น จนเธอกลายเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เขาให้ความสนิทสนมและไว้วางใจด้วย นอกเหนือจากกลุ่มเพื่อน ๆ สนิทที่เรียนแพทยศาสตร์มาด้วยกัน
“เธอเป็นหมอเหรอครับ” สิปกกรนึกอยากจะป่วยขึ้นมาทันทีเพราะถ้ามีหมอหน้าตาสวยขนาดนั้นเขาก็อยากจะป่วยบ่อยๆ
“เปล่า เธอเป็นเภสัชน่ะ”
“อ๋อ” เขาพยักหน้ารับรู้
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วอนุตรก็บอกเขาว่าจะกลับไปทำงานต่อ
“ผมนึกว่าพี่จะกลับห้องด้วยกัน” สิปปกรทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย
“ตอนแรกก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ แต่พอดีหมอเวรที่ห้องฉุกเฉินมาไม่ได้พี่เลยรับอาสาไปอยู่แทน”
“แล้วจะกลับกี่โมงครับ”
“เช้านั้นแหละ ถ้าห้องเล็กยังจัดไม่เสร็จ คืนนี้ก็นอนห้องพี่ก่อนก็ได้” อนุตรตบไหล่น้องชายเบา ๆ เป็นเชิงบอกลา
“ก็ดีเหมือนกันครับ เดี๋ยวทำเสียงดังจะโดนหาว่าเป็นขโมยอีก” สิปปกรหัวเราะ เขานึกไปถึงไปหน้าสาวสวยตัวเล็กข้างห้องแล้วก็รู้สึกว่าการมาอยู่ที่คอนโดมิเนียมของพี่ชายมีอะไรให้ตื่นเต้นขึ้นมาอีกเยอะ
ชายหนุ่มขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์คู่ใจเข้ามาจอดยังที่จอดรถหลังจากที่ทานข้าวกับพี่ชายเสร็จแล้วเขาก็ไปซื้อของกินอีกเล็กน้อยเพราะกะเอาไว้ว่าคืนนี้จะนั่งทำงานจนดึก เขารีบวิ่งเมื่อเห็นว่าประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง
“ขอบคุณครับ” สิปปกรหันมากล่าวขอบคุณหญิงสาวที่เป็นคนกดลิฟต์รอเขา “อ้าว คุณนี่เอง” เขาทักทาย “กลับดึกเหมือนกันนะครับ” เขาชวนเธอคุย
“อือ” คนพูดน้อยหันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะครางรับในลำคอเบา ๆ แล้วหันกลับไปจ้องมองตัวเลขดิจิตอลแสดงชั้นลิฟต์ตามเดิม ท่าทางนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น
“ไปเที่ยวมาเหรอครับ” เพราะเธอบอกเขาเมื่อกลางวันว่าเป็นวันหยุดเขาเลยคิดว่าเธอน่าจะไปเที่ยวมาอย่างแน่นอนและชุดที่เธอใส่ก็เหมือนไม่ได้ได้ออกไปทำงาน
หญิงสาวตัวเล็กตรงหน้าสวมกระโปรงผ้าสีม่วงพาสเทลยาวคลุมเข่าลงมาเล็กน้อย แมทช์กับเสื้อเชิ้ตแขนสามส่วนขนาดพอดีตัว ผมเผ้าถูกมัดรวบไว้อย่างลวก ๆ ลุคนี้ของเธอชวนให้ดูเหมือนเด็กนักศึกษาเพิ่งขึ้นปีหนึ่งมากกว่าจะเป็นคนในวัยทำงานเสียอีก ถ้าเขาไม่ได้รู้ความจริงมาจากปากพี่ชายว่าเธอเป็นถึงเภสัชกร เขาก็คงคิดว่าเธอยังเรียนไม่จบแน่ ๆ
“ไปทำงานมาค่ะ” พราววรินทร์รีบไขข้อเข้าใจผิด
“อ้าวไหนเมื่อตอนกลางวันบอกว่าหยุด” คนขี้สงสัยชวนคุย
ติ๊ง!....
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็เดินตามเธอมาเพื่อรอฟังคำตอบแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเธอไม่ได้ตอบอะไรเขา หญิงสาวหันมายิ้มให้ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าห้องไปทิ้งให้สิปปกรยืนงงอยู่หน้าประตู
สิปปกรยกมือขยี้ผมตัวเองเบา ๆ ด้วยความสับสน เขาไม่รู้ว่าที่เธอทำเฉยชาใส่ เขาไม่เคยถูกผู้หญิงที่ไหนทำท่าทีเมินเขาแบบนี้มาก่อน สิปปกรไม่รู้ว่าเพราะเธอเคืองที่เขาทำเสียงดังหรือเพราะว่าเธอเป็นคนพูดน้อยกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรคนอย่างเขาก็ไม่ยอมให้เรื่องนี้ต้องมาทำให้เสียความมั่นใจ เขาต้องหาทางทำลายกำแพงกั้นยิ่งเธอนิ่ง ยิ่งเธอยกกำแพงสูงใส่ เขาก็ยิ่งรู้สึกท้าทาย
