บทที่ 5 ตีสนิท 1/2

เมื่อถึงเวลาเลิกงานพราววรินทร์ก้าวขาออกจากโรงพยาบาลด้วยสภาพร่างที่แทบจะแหลกสลาย หญิงสาวเดินตรงไปยังรถยนต์ส่วนตัวแล้วขับมุ่งหน้ากลับสู่คอนโดมิเนียม วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยแสนสาหัส วันนี้มีคนมาใช้บริการที่ห้องจ่ายยา ตั้งแต่เช้าตรู่เธอต้องยืนหลังขดหลังแข็ง คอยอธิบายความรู้ วิธีการใช้ยา และตอบคำถามผู้ป่วยรายแล้วรายเล่าอย่างไม่มีหยุดหย่อน กว่าจะได้พักทานอาหารกลางวันเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบจะบ่ายสองโมง แถมยังได้นั่งพักหายใจพักผ่อนเพียงแค่ 15 นาที เสียงเรียกให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เมื่อมาถึงคอนโดหญิงสาวก็เดินลากรองเท้าแตะมาตามโถงทางเดิน และกำลังจะยกคีย์การ์ดขึ้นมาทาบเพื่อเปิดประตูห้องพัก เสียงทุ้มคุ้นหูเสียงหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“ไหวไหมคุณ” เสียงดังมาจากด้านหลังทำให้เธอต้องหันไปมอง

“คะ?” หญิงสาวครางรับในลำคอ เธอตามอารมณ์ของเขาไม่ทันและไม่เข้าใจในคำถามนั้นเลยสักนิด

“ก็ผมถามคุณว่าไหมไหว ดูท่าเดินอย่างกับคนไปออกรบมาอย่างนั้นแหละ” คนพูดหัวเราะเมื่อเห็นหญิงสาวเดินมาด้วยท่าทางหมดแรงจนเขาอดที่จะเข้าไปทักทายไม่ได้

พราววรินทร์ไม่ได้ตอบคำถามยียวนนั้น เธอทำเพียงแค่ถอนหายใจยาว เพราะสิ่งที่เขาพูดมามันคือความจริง ตอนนี้เธอเหนื่อยและสิ่งเดียวที่ใจอยากจะทำคือล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ มากกว่าที่จะมายืนคุยต่อปากต่อคำกับเด็กหนุ่มรุ่นน้องคนนี้

“อือ ขอตัวก่อนนะ” เธอตัดบท รูดคีย์การ์ดรีบเปิดประตูแล้วแทรกตัวเข้าห้องไปทันทีโดยไม่คิดจะรักษามารยาท

แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนแต่พราววรินทร์ก็ต้องอาบน้ำก่อนทุกครั้งเพราะเธอไม่รู้เลยว่าในแต่ละวันนั้นต้องสัมผัสกับเชื้อโรคอะไรมาจากโรงพยาบาลบ้าง พอได้อาบน้ำก็เหมือนว่าร่างกายจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง หญิงสาวเหนื่อยจนลืมคิดว่าเย็นนี้จะทานอะไร พอเปิดตู้เย็นก็มีแค่อาหารแช่แข็งกับน้ำเปล่าและน้ำผลไม้เท่านั้น

หญิงสาวหยิบน้ำผลไม้มาหนึ่งขวดจากนั้นก็นอนยกขาสูงอยู่บนโซฟา เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะดูว่าเย็นนี้จะทานอะไรดี เธอเข้าแอปพลิเคชั่นสั่งอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมเพราะความสะดวกสบาย

ก๊อก....ก๊อก....

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ พราววรินทร์ขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ เธอจำใจต้องลดขาลง แล้วลุกเดินไปส่องที่ตาแมวเพื่อดูว่าด้านนอกนั้นเป็นใคร ภาพที่ปรากฏผ่านเลนส์นูนคือใบหน้าหล่อทะเล้นของเด็กหนุ่มข้างห้องคนเดิม หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยอมบิดกลอนเปิดประตูออก

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย

“เปล่าครับ แค่แวะมาทักทายและอยากมาชวนไปกินข้าวด้วยกัน” ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง ท่าทางและคำพูดของเขาดูเป็นกันเองและสนิทสนมมากกว่าครั้งแรกที่เจอกันอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่เป็นไร ไปกินคนเดียวเถอะ” เธอเสียงห้วนหางเสียงที่เคยมีเวลาคุยกับคนอื่นหายไป คงเพราะชายหนุ่มคนนี้อายุน้อยกว่าเธอ พราววรินทร์จึงคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องพูดเป็นทางการกับเขามาก

“ไม่เอา กินคนเดียวมันเหงา” เขาเดินเข้ามาในห้องเธอโดยที่เธอยังไม่ได้ชวน แต่เพราะร่างที่สูงของเขาเบียดตัวแทรกเข้ามาอย่างรวดเร็วเธอจึงต้องรีบหลบ เขาเดินมาทรุดนั่งบนโซฟาแล้วหยิบน้ำส้มไปดื่มหน้าตาเฉย

“แล้วปกติกินกับใครล่ะ” หญิงสาวกอดอก ถามประชดประชัน ยืนมองผู้บุกรุกด้วยสายตาเคือง ๆ

“ก็กินกับเพื่อน กินกับที่บ้านนั่นแหละ ผมเพิ่งมาอยู่กับพี่คิดว่าจะได้กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่เขาก็ปล่อยให้กินข้าวคนเดียว” สิปปกรแกล้งทำหน้าละห้อย อันที่จริงเขาชอบทานอาหารคนเดียวมากกว่า

“แล้วทำไมไม่รอกินกับหมออนุตรล่ะ” หญิงสาวซักต่อ

“พี่โอห์มกลับช้าผมหิวแล้ว ผมมีเรื่องจะถามคุณด้วย”

“เรื่องอะไรถามตอนนี้ก็ได้นี่” พราววรินทร์ไม่ยอมยืดเยื้อ เธออยากให้เขาออกจากห้องไปซะที

“เอาน่า ไปกินข้าวก่อน ผมไม่พาไปขายหรอกน่า ถึงขายได้ก็คงไม่ค่อยได้ราคา ตัวเล็กน้ำหนักคงไม่ดีเท่าไหร่” เขาพูดแล้วก็หัวเราะร่วนยิ่งพอเห็นหน้าเธอเหมือนไม่พอใจเขาก็ยิ่งนึกสนุกและอยากจะแกล้งแหย่เธอต่อ

“ไม่ได้กลัวพาไปขายหรอก อีกอย่างพี่ก็ไม่ได้ตัวเล็ก นายนั่นแหละที่ตัวโต” เธอรีบบอกเพราะเธอไม่ได้กลัวเขาอย่างที่เขาคิด

“งั้นก็ไปกันเลยสิ บอกให้ก็ได้ว่าที่มาชวนเพราะยังไม่ค่อยรู้จักร้านแถวนี้เท่านั้นเอง”

“อ้อ บอกอย่างนี้แต่แรกก็ไปแล้วแหละ” เมื่อได้ยินเหตุผลที่แท้จริงที่พราววรินทร์ก็ยอมตกลงเพราะตอนนี้หญิงสาวก็รู้สึกหิวมาก

“เอารถพี่ไปนะ”

“ทำไม ไม่ชอบนั่งมอเตอร์ไซด์เหรอ”

“อือ กลัวตก”

“ไม่ตกหรอก ผมขี่ไม่เร็ว”

“จะไปไหม ถ้าจะไปก็ไปรถพี่” พราววรินทร์ยื่นคำขาดเด็ดขาด สายตาคู่สวยนิ่งสนิทและจริงจังจนในที่สุด สิปปกรก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชายหนุ่มยอมเอารถยนต์ส่วนตัวของเธอไปแต่โดยดี โดยมีเงื่อนไขว่าหญิงสาวให้เขาเป็นคนขับ ส่วนตัวเธอนั้นขยับไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ คอยทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์บอกเส้นทางมุ่งหน้าสู่ร้านอร่อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป