บทที่ 6 ตีสนิท 2/2
เมื่อเข้ามาภายในร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่น เจ้าเด็กหนุ่มร่างยักษ์ข้างห้องอย่างสิปปกรก็จัดการชี้นิ้วสั่งอาหารกับพนักงานรวดเดียวจบ โดยไม่ได้หันมาถามความเห็นเธอสักคำว่าอยากจะทานอะไร แต่สำหรับพราววรินทร์แล้ว พฤติกรรมเผด็จการเล็ก ๆ ของเขาไม่ได้สร้างปัญหาให้เธอเลยแม้แต่น้อย เพราะโดยส่วนตัวเธอเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่จุกจิก และที่สำคัญรายการอาหารที่เขาสั่งไปเมื่อครู่นั้น ล้วนแต่เป็นของโปรดที่เธอชอบทานอยู่พอดี
“อะ ผมสั่งส่วนของผมไปแล้ว ของคุณล่ะอยากกินอะไรเพิ่มไหม” เด็กหนุ่มยื่นเมนูให้เธอดู
“แค่นั้นก็พอแล้วมั้ง สั่งมาตั้งเยอะแยะจะกินหมดได้ยังไง”
“ปกติคุณกินอะไรเหรอเอริน” ชายหนุ่มเท้าคางมองคนตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ทำไมไม่เรียกพี่” เธอถามเขา
“ก็เอรินตัวเล็กนิดเดียว ไม่เหมาะจะเป็นพี่หรอก หน้าตาดูเด็กกว่าผมตั้งเยอะ” สิปปกรยกไหล่อย่างกวนประสาท
“พี่ไม่ได้ตัวเล็ก แต่พี่ว่านายตัวโตเกินไปต่างห่าง” เธอรีบเถียงคอเป็นเอ็น
“ถ้าผมเรียกพี่แล้วมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนไหมล่ะ” เขาขยับตัวเข้าใกล้แล้วยื่นข้อเสนออย่างเจ้าเล่ห์
“ไม่มี แค่อยากให้เคารพกันบ้าง”
“อย่าเลย ยังไม่แก่สักหน่อย เอาเป็นว่าเรียกแบบนี้ไปก่อนถ้าวันไหนอยากเรียกพี่ก็เรียกเองแหละ” ชายหนุ่มสรุปเองเออเองหน้าตาเฉย
‘แล้วนายจะต้องได้เรียกฉันว่าพี่อย่างแน่นอน’ พราววรินทร์แอบคิดในใจเพราะวันนั้นที่เธอหมายถึงก็คือวันที่เธอเป็นพี่สะใภ้ของเขานั้นเอง เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็ยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ยิ้มอะไรของคุณนะ หน้าตาเจ้าเล่ห์เชียว” สิปปกรถามอย่างจับผิดเมื่อเห็นจู่ๆ คนตัวเล็กก็นิ่งไปแล้วยิ้มกริ่ม
“เปล่า รีบกินเถอะอาหารมาแล้ว” พราววรินทร์สะดุ้งรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
มื้อนี้ชายหนุ่มก็อาสาจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดแต่เธอไม่ยอมเพราะเธอนั้นคิดว่าตัวเองมีงานทำแล้วผิดกับอีกคนที่ตอนนี้ยังเป็นนักศึกษาอยู่
“ถ้าอย่างนั้นจ่ายคนละครึ่งก็ยังดี” สิปปกรยอมถอยให้ก้าวหนึ่งเมื่อเห็นแววตาจริงจังของเธอ แต่เขาก็มีศักดิ์ศรีลูกผู้ชายพอที่จะไม่ยอมให้ผู้หญิงจ่ายให้ทั้งหมด
“เอาน่าพี่จ่ายไปก่อน นายยังเรียนอยู่เลย เมื่อเช้าก็เลี้ยงไปทีหนึ่งแล้วนะ” เธอพยายามใช้เหตุผลเข้าข่ม
“ไม่ละ ถ้าไม่ยอมให้จ่ายคนล่ะครึ่งก็เดินกลับนะ” เขาชูกุญแจในมือให้เธอดู และนั่นก็ทำให้หญิงสาวตัวเล็กต้องยอมให้เขาจ่ายเงินค่าอาหารครึ่งหนึ่ง
“จำไว้เลยนะนายปาล์ม ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่พี่จะออกมากินข้าวกับนาย” พราววรินทร์คาดโทษเสียงเขียว
“แน่นะครับ” คนถูกคาดโทษไม่ได้มีท่าทีสลดเลยสักนิด เขายังคงลอยหน้าลอยตาทำหน้าทะเล้นใส่เธออย่างกวนโมโห
“แน่สิ” พราววรินทร์ตีหน้าเครียด
“แล้วถ้าครั้งหน้ามากับพี่โอห์มด้วยล่ะจะมาด้วยกันไหม”
คำถามของคนตัวโตจี้จุดเข้าอย่างจัง พราววรินทร์มีสีหน้าลังเลจนชายหนุ่มยิ้มเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า
“ขอคิดดูก่อน” หญิงสาวอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง
“อย่าคิดนานนะ ผมรู้ว่าคุณชอบพี่ชายผม”
“เอาอะไรมาพูด มั่วแล้ว” หญิงสาวหน้าตื่น ปฏิเสธทันควัน ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนคิดว่ามันต้องแดงก่ำลามไปถึงใบหูแน่ ๆ
“อาการมันฟ้อง” เขาบอกเธอเพราะเมื่อเช้าตอนที่เขาขอนั่งทานอาหารเช้าด้วยดูเธอไม่ค่อยพอใจแต่พอพี่ชายเขาเดินเข้ามาสีหน้ายินดีของเธอก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน
พราววรินทร์นั่งเงียบเธอกลัวว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูของนายแพทย์หนุ่มเธอคงมองหน้าเขาไม่ติดแน่ๆ
“นายอย่าบอกใครนะ”
“อ้าวเรื่องจริงเหรอ” เขาหัวเราะลั่นด้วยความสะใจที่ต้อนคนปากแข็งจนจนมุมได้
“นี่นาย....แกล้งหลอกถามฉันเหรอ” พราววรินทร์ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง
“ถึงว่าล่ะอยากให้เรียกว่าพี่นัก อยากเป็นพี่สะใภ้นี่เอง” ชายหนุ่มยังล้อเลียนไม่เลิก
“พอเถอะหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว อย่าให้ฉันรู้นะว่านายเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ฉันได้ฆ่านายทิ้งแน่”
“คร้าบบบ กลัวแล้ว” เขาหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินนำออกจากร้านอาหาร
“ขอไปซื้อของของใช้ส่วนตัวต่อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหน่อยได้ไหมครับ” เมื่อออกจากร้านสิปปกรก็ถามพราววรินทร์
“วันนี้เมื่อยขาแล้วขี้เกียจเดินเธอ” ปฏิเสธตรงๆ และก้มลงบีบน่องตัวเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มเธอไม่จำเป็นต้องวางมาดเรียบร้อยอย่างตอนที่อยู่กับพี่ชายของเขา
“ซื้อไม่นานหรอกให้เอรินรอที่ทางออกก็ได้ ผมเคยเห็นว่ามันมีเก้าอี้นวดไฟฟ้าอยู่ด้วยคุณจะได้นวดรอ” สิปปกรยังคงตื้อไม่ยอมแพ้
“สรุปว่าต้องไปด้วยจริงๆ ใช่ไหม” หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองเขาอย่างอ่อนใจ
“ก็ของใช้มันจำเป็น” ใบหน้าของสิปปกรจริงจังจนเธอไม่กล้าปฏิเสธเขาเป็นครั้งที่สอง
“งั้นก็หาที่จอดรถใกล้ๆ ประตูด้วยนะ” แล้วเขาก็ขับรถตรงไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้ที่สุดเขาจอดรถให้เธอลงที่ประตูทางเข้าส่วนตัวเองจะวนไปหาที่จอดรถ
“เดี๋ยวซื้อของเสร็จจะโทร. หานะแล้วเอรินก็มารอตรงนี้ โอเคไหม” เขานัดแนะ
“ฉันไม่ได้เอาโทรศัพท์มา” พราววรินทร์ตอบเบาๆ
“คนอะไรออกมาข้างนอกไม่รู้จักพกโทรศัพท์ ถ้าเกิดใครอยากติดต่อด่วนจะทำยังไง” คนอายุน้อยบ่น
“อย่ามาบ่นหน่อยเลยน่า ก็ใครล่ะชวนให้ออกมาพี่ชาร์ตแบตไว้ก็เลยไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นรอผมตรงนี้นะอย่าเพิ่งไปไหน” เขาทำอย่างกับว่าเธอเป็นเด็กที่เพิ่งเคยออกมานอกบ้านเป็นครั้งแรก
พราววรินทร์เดินเข้าไปรอด้านในเพราะไม่อยากยืนสูดควันรถ เพียงไม่นานเขาก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา
“ป่ะ เดี๋ยวคุณไปรอผมที่เก้าอี้นวดนะ” เขาเดินเธอนำ
“ถามจริง นายเคยมาเดินซูเปอร์มาร์เก็ตสาขานี้มาก่อนเหรอ ถึงได้รู้ดีนักว่าเก้าอี้นวดมันตั้งอยู่ตรงไหนน่ะ” หญิงสาวก้าวเท้าตามพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เปล่าหรอก แต่เมื่อกี้ตอนที่เลี้ยวรถเข้ามาจอด ผมตาไวหันไปเห็นผ่านกระจกแวบหนึ่ง”
