บทที่ 9 เริ่มคุ้นเคย 2/2

คำพูดนั้นก็ทำให้พราววรินทร์เผลอยิ้มขำตามออกมาทันที เมื่อภาพใบหน้าทะเล้นของคนช่างพูดช่างตื้อลอยเข้ามาในความคิด

“วันนี้งานไม่ยุ่งเหรอคะ” เธอเห็นว่าวันนี้เขานั่งทานอาหารนานกว่าทุกวัน ปกติเขาจะมาทานทีหลังเธอและก็จะทานอิ่มก่อนเธอเกือบทุกครั้ง

“วันนี้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ครับ เคลียร์เคสเรียบร้อยแล้ว... เอรินล่ะครับ วันนี้งานยุ่งไหม”

“วันนี้ไม่ค่อยยุ่งค่ะ เพราะมีเภสัชฯ มาเพิ่มอีกหนึ่งคน”

“แสดงว่าวันนี้ไม่เหนื่อยมากใช่ไหม” เขาส่งยิ้มอบอุ่นมาให้

“ก็ประมาณนั้นค่ะ พอดีว่านลาคลอดแล้วคนที่จะมาแทนก็มาช้าไป 1 เดือนเลยเหนื่อยกันหน่อยค่ะ แต่ตอนนี้ก็ลงตัวแล้วค่ะ”

“แล้ววันนี้เวรเช้าอย่างเดียวหรือเปล่าครับ เลิกงานกี่โมง”

“ค่ะเวรเช้า เลิกก็ 4 โมงเย็นค่ะ หมอมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ดีเลย วันนี้ว่าจะชวนไปทานข้าวร้านหมอเอยสักหน่อย”

หมอเอยหรือแพทย์กุลจิราเป็นหมอแผนกกุมารเวชที่เธอเองก็รู้จักดี พราววรินทร์ได้ยินมาว่าเธอพึ่งเปิดร้านอาหารได้ไม่นาน หญิงสาวเองก็ยังไม่เคยไปทานที่ร้านนี้สักครั้ง

“ได้ค่ะ” เธอรีบตอบรับโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยสักนิด

“ผมตรวจ IPD เสร็จก็คงจะ 6 โมง คงยังไม่หิวนะครับ”  ( IPD หรือชื่อเต็มคือ In Patient department หมายถึงแผนกผู้ป่วยใน)

“ค่ะ” พราววรินทร์ทั้งดีใจและตื่นเต้นที่วันนี้เขาชวนเธอไปทานอาหารที่อื่น นอกจากเจอกันที่ร้านอาหารหน้าคอนโดมิเนียม

หลังจากมทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วพราววรินทร์ก็เดินกลับไปยังแผนกของตัวเอง

“อร พี่ถามอะไรหน่อยสิ” หญิงสาวกระซิบกับอรนิชาผู้ช่วยเภสัชกรคนที่เธอสนิทที่สุดรองลงมาจากวิรัลพรที่ตอนนี้เธอขึ้นไปประชุมแทนหัวหน้าแผนกที่ชั้น 3

“ความลับเหรอพี่” อรนิชารีบละมือจากซองยาแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“นิดหน่อย” ตอนนี้ในแผนกยังมีคนอื่นอีกตั้งหลายคนเธอเลยต้องระมัดระวังสักหน่อย

“ว่ามาเลยค่ะพี่”

“สัญญาก่อนนะว่าจะไม่บอกใครถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้พี่รับรองได้เลยว่าเรื่องที่อรแอบเล่นหวยใต้ดินพี่จะบอกแฟนของอรอย่างแน่นอน” พราววรินทร์ขู่แบบขำๆ

“แหม พี่เอรินก็ไม่ต้องมาขู่เลย รีบๆ ถามมาเถอะค่ะ”

“คือเพื่อนพี่ฝากถามว่าถ้ามีคนชวนเราไปทานข้าวกันสองต่อสองครั้งแรกแสดงว่าเค้าคิดอะไรกับเราไหม”

“ก็อาจเป็นไปได้นะพี่ แล้วเพื่อนพี่กับคนที่ชวนรู้จักกันนานหรือยังล่ะคะ” อรนิชาถามข้อมูลเพิ่ม

“พี่ก็ไม่แน่ใจแล้วมันต่างกันยังไงล่ะ”

“ต่างกันลิบลับเลยค่ะพี่เอริน คือถ้าพึ่งรู้จักกันได้แป๊บ ๆ แล้วเขาเอ่ยปากชวนไปทานข้าวสองต่อสองเนี่ย ก็แสดงว่าผู้ชายเขาอาจจะตกหลุมรักหรือชอบเราตั้งแต่แรกเห็นเลยไงคะ แต่ถ้ารู้จักกันมาตั้งนานนมเป็นปี ๆ แล้วอยู่ ๆ พึ่งจะมาชวน มันก็แสดงว่าเขาพึ่งจะเริ่มเกิดความรู้สึกดี ๆ และอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับเราขึ้นมาค่ะ”

“ไม่เห็นต่างกันเลย สรุปเค้าชอบเราหรือเปล่าล่ะ” พราววรินทร์ซักต่ออย่างร้อนใจอยากได้บทสรุปชัด ๆ

“อันนี้มันก็ต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ อีกทีค่ะว่าหลังจากมื้อนี้แล้ว เขาจะยังชวนเราออกไปอีกไหม เพราะตามหลักความจริงแล้ว คนเราถ้าชวนไปกินข้าวด้วยกันสองคนแล้วประทับใจหรือมีใจเขาก็จะชวนเราไปอีก แล้วพี่ต้องบอกเพื่อนด้วยนะ ว่าให้สังเกตดูด้วยว่าร้านอาหารที่เขาพาไปทานน่ะ บรรยากาศมันเป็นยังไง โรแมนติกไหม ส่วนตัวแค่ไหน”

“แล้วถ้าเกิดว่าเขาชวนไปทานที่ร้านอาหารของเพื่อนเขาล่ะอร แบบนี้หมายความว่าไง”

“อันนี้คิดหนัก” อรนิชาทำหน้าเครียด

“ทำไมต้องคิดหนักล่ะ”

“ก็ก็มันมองได้สองมุมไงคะพี่ มุมแรกคือเขาอาจจะอยากพาเราไปเปิดตัว แนะนำให้กลุ่มเพื่อนสนิทของเขาได้รู้จักเราในฐานะคนพิเศษ หรือมุมที่สองเขาอาจจะแค่ต้องการแวะไปอุดหนุนช่วยโปรโมตร้านของเพื่อนตามมารยาท แต่ไม่รู้จะชวนใครไปเป็นเพื่อนดี ก็เลยคว้าเอาเราไปแก้ขัด”

“สรุปพี่ไม่ได้คำตอบอะไรเลยใช่ไหม” พราววรินทร์หัวเราะเบาๆ

“โธ่....พี่เอรินขา ของแบบนี้มันต้องใช้เซนส์และความรู้สึกของเราสัมผัสเองค่ะ เรื่องหัวใจไม่มีสูตรสำเร็จใครจะไปบอกได้ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะคะ”

“เฮ้อ....เป็นงั้นไปพี่คงเลือกถามผิดคน” ตอนนี้หญิงสาวเริ่มคิดถึงเพื่อนสนิทอย่างพิชชาภาที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงลาคลอด พราววรินทร์ไม่อยากโทรศัพท์ไปรบกวนเพื่อนจึงได้มาปรึกษากับอรนิชาแทน

“แหม.... ถ้าจะให้อรฟันธงตอบให้ชัดเจน พี่เอรินต้องบอกความจริงอรก่อนนะคะ ว่าตกลงเพื่อนพี่ที่ว่าน่ะ คือใคร และใครเป็นคนชวนพี่ไปทานข้าวกันแน่คะ” อรนิชาทำตาเจ้าเล่ห์จับผิด

“เปล่าๆ อย่าเข้าใจผิด ก็พี่บอกแล้วไงว่าเพื่อนพี่ให้ถาม พี่น่ะเหรอไม่มีใครชวนไปไหนทั้งนั้นแหละ นู่นพี่วิมาแล้วรีบทำงานกันเถอะ” พราววรินทร์รีบปฏิเสธกลบเกลื่อนเพราะกลัวอรนิชาจะไปสืบว่าที่เธอถามนั้นถามให้เพื่อนคนไหน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป