บทที่ 1 ตรวนหนี้ที่ไม่ได้ก่อ
ลมกลางคืนพัดมาปะทะร่างบอบบางที่เพิ่งก้าวลงจากรถ น้ำอิงระบายลมหายใจออกมาเบาๆ เพื่อไล่ความเหนื่อยล้า ทว่ารอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากเมื่อมองเห็นรั้วบ้านที่คุ้นเคย หญิงสาวเร่งฝีเท้าหวังจะได้เข้าไปพักผ่อนและกินมื้อค่ำฝีมือแม่ให้ชื่นใจ
แต่แล้วความรู้สึกอบอุ่นกลับค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อมือเล็กเอื้อมไปผลักประตูรั้วเหล็กหน้าบ้าน แล้วพบว่ามันไม่ได้ล็อกเอาไว้...
ตัวบ้านสองชั้นที่ควรจะสว่างไสว กลับมืดสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ บรรยากาศรอบด้านเงียบเชียบจนผิดปกติ ไม่มีเสียงเปิดทีวี ไม่มีกลิ่นอาหารลอยมาจากในครัว หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก เธอผลักบานประตูไม้หน้าบ้านที่แง้มอ้าอยู่ให้เปิดกว้างขึ้น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด
“พ่อ! แม่! อิงกลับมาแล้ว!”
น้ำอิงร้องเรียกทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตูบ้าน แม้ฟ้าข้างนอกจะมืดสนิทแล้ว แต่ไฟในบ้านกลับปิดมืดจนผิดสังเกต ขาทั้งสองข้างของหญิงสาวชาหนึบเมื่อคลำหาสวิตช์ไฟจนเจอ
แสงสว่างที่สาดส่องทำเอาเธอเบิกตากว้าง สภาพห้องรับแขกที่คุ้นเคยถูกรื้อค้นจนเละเทะ โซฟาหนังตัวใหญ่ถูกกรีดขาดวิ่น ลิ้นชักตู้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ข้าวของเครื่องใช้แตกหักไม่มีชิ้นดี
“อยู่ไหนกันเนี่ย...พ่อ! แม่! ตอบอิงหน่อยสิ!”
เธอเรียกซ้ำพลางกวาดสายตาลุกลี้ลุกลน ก่อนจะสะดุดเข้ากับกระดาษสมุดฉีกแผ่นหนึ่ง วางทับด้วยกรอบรูปครอบครัวที่แตกละเอียด มือบางสั่นเทาขณะหยิบมันขึ้นมาปัดเศษกระจกออก แล้วไล่สายตาอ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือของพ่อ
‘อิง...พ่อกับแม่ขอโทษ บ้านเราล้มละลายแล้ว หนี้ห้าสิบล้านมันเกินกำลังที่เราจะชดใช้ไหว พ่อกับแม่ต้องหนีไปตั้งหลักก่อน ลูกรีบหนีไปนะ รักษาตัวด้วย’
“ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย...” เธอพึมพำเสียงสั่น
“หนี้ห้าสิบล้านอะไรกัน...ทิ้งกันไปแบบนี้ไม่ตลกเลยนะพ่อ!”
หญิงสาวรีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาเบอร์แม่ นิ้วของเธอสั่นจนกดผิดกดถูก
“รับสิแม่...รับสายอิงสิ! อย่าทำแบบนี้เลยนะ”
[หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...]
“ทำไม...ทำไมทิ้งอิงไว้แบบนี้ล่ะ” น้ำตาร่วงเผาะลงบนหน้าจอโทรศัพท์
เอี๊ยดดดด!
ยังไม่ทันได้ตั้งสติ เสียงเบรกของรถตู้หลายคันก็ดังสนั่นมาจากหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงกระแทกปิดประตูรถและฝีเท้าหนักๆ นับสิบคู่ที่วิ่งกรูกันเข้ามา
“ล้อมบ้านไว้ให้หมด! อย่าให้ใครหลุดไปได้เด็ดขาด!” เสียงตวาดกร้าวของผู้ชายดังทะลุรั้วเข้ามา
“ลูกพี่! ประตูรั้วไม่ได้ล็อก ประตูบ้านก็เปิดอยู่!”
“เข้าไปค้น! ไอ้แก่นั่นกับเมียมันน่าจะยังไปได้ไม่ไกล ลากคอมันออกมาให้หมด! นายสั่งไว้ว่า ถ้าไม่ได้เงินก็เอาของไปขัดดอก ค้นให้ทั่ว!”
สิ้นเสียงสั่ง ชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบก็วิ่งกรูเข้ามาในตัวบ้าน
น้ำอิงทิ้งกระเป๋าสะพายลงพื้น สับเท้าวิ่งสุดชีวิตตรงไปยังหลังบ้าน เธอพุ่งผ่านห้องครัว ถีบประตูหลังออกไป ก่อนจะปีนขึ้นไปบนเครื่องซักผ้า เหยียบส่งตัวเองข้ามกำแพงอิฐบล็อกสูงสองเมตร
ตุ้บ!
ร่างบอบบางร่วงลงมากระแทกพื้นซีเมนต์ในซอยแคบๆ เธอจุกจนแทบหายใจไม่ออกแต่ต้องกลั้นเสียงร้องเอาไว้
“เฮ้ย! เสียงอะไรวะ!”
“มันหนีไปทางหลังบ้านแล้ว! ตามไปโว้ย!”
“พวกมึงสามคนไปดักหัวซอย! ที่เหลือตามกูมา เร็วเข้า!”
น้ำอิงกัดฟันยันตัวลุกขึ้น วิ่งลัดเลาะไปตามซอยแคบที่มืดสนิทและเต็มไปด้วยน้ำขัง ขาของเธอเริ่มหมดแรงแต่ความกลัวทำให้ต้องฝืนวิ่งต่อ
“ทางซ้าย! กูเห็นเงาไวๆ เลี้ยวไปทางซ้าย!” เสียงตะโกนไล่หลังมาติดๆ พร้อมกับเสียงรองเท้าคอมแบทกระแทกพื้นดังตึกตัก
“จับมันให้ได้! จับเป็นนะเว้ย! ถ้าขัดขืนก็ซ้อมมันซะ แต่อย่าให้ถึงตาย!”
“มันวิ่งเข้าซอยนั้นแล้วลูกพี่!”
“ซอยนั้นทางตัน! ปิดทางออกไว้ซะ วันนี้มึงหนีไม่รอดแน่!”
หัวใจหญิงสาวเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก เมื่อเลี้ยวหัวมุมเธอก็พบว่ามันคือซอยตันจริงๆ สองข้างทางมีแต่กำแพงสูง ด้านหน้ามีเพียงกองลังไม้เก่าๆ วางซ้อนกันสูงท่วมหัว
น้ำอิงไม่มีทางเลือก เธอพุ่งตัวเข้าไปหลบหลังกองลังไม้นั้น สองมือตะครุบปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงหอบหายใจ
ตึก...ตึก...ตึก...
เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนตามล่าก้าวเข้ามาในซอยอย่างช้าๆ ลำแสงจากกระบอกไฟฉายสาดกวาดไปมากระทบกำแพงอิฐ
“เจอตัวแล้วลูกพี่! มุดอยู่หลังลังไม้นี่เอง!”
วินาทีที่ลังไม้ถูกเตะกระเด็น น้ำอิงก็พุ่งสวนออกมาราวกับนกที่ถูกต้อนจนมุม มือบางคว้าท่อนไม้บนพื้นฟาดสะเปะสะปะไปข้างหน้าสุดแรง
“ออกไปให้พ้น! ปล่อยนะ! พวกแกเป็นใคร!”
“โธ่เว้ย! ฤทธิ์เยอะนักนะมึง จับตัวมันไว้!”
ท่อนไม้ถูกปัดทิ้งอย่างง่ายดาย ข้อมือเล็กถูกตะปบและบีบแน่นจนเจ็บร้าว หญิงสาวดิ้นรนสุดชีวิต เตะถีบทุกอย่างที่ขวางหน้า
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วย”
เพียะ!
ฝ่ามือหยาบกร้านตบฉาดเข้าที่ซีกหน้าขวาจนร่างบางล้มกลิ้งไปกองกับพื้นเปียกแฉะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก หูอื้ออึงไปชั่วขณะ
“หุบปาก! ถ้าไม่อยากเจ็บตัวไปมากกว่านี้ก็อยู่เฉยๆ” หัวหน้ากลุ่มตวาดลั่น
“มัดมือมัน แล้วลากขึ้นรถ!”
เชือกไนลอนรัดข้อมือของเธอไพล่หลังแน่นหนาจนบาดผิว น้ำอิงถูกกระชากปีกและกึ่งลากกึ่งจูงกลับมาที่ถนนใหญ่ ร่างบอบบางถูกเหวี่ยงเข้าไปในเบาะหลังของรถตู้สีทึบอย่างป่าเถื่อน ประตูบานเลื่อนปิดกระแทกดังปัง ก่อนรถจะกระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศภายในรถตู้มืดทึบ ชายฉกรรจ์สองคนนั่งขนาบซ้ายขวาคุมเชิงไว้
“พวกแกเอาพ่อแม่ฉันไปไว้ไหน...พวกแกทำอะไรพวกท่าน” เธอเค้นเสียงถาม พยายามควบคุมอาการสั่น
“หึ ถามหาพ่อแม่? ควรถามว่าพวกมันหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหนมากกว่ามั้ง” ผู้ชายที่นั่งข้างซ้ายแค่นหัวเราะเยาะ
“ทิ้งขี้ก้อนโตไว้ให้ลูกสาวรับเคราะห์ซะงั้น”
“ไม่จริง! พวกแกจับท่านไปซ่อนไว้ใช่ไหม ตอบมานะ!” เธอพยายามขยับตัวพุ่งเข้าหาแต่ถูกกดไหล่กระแทกกลับไปที่เบาะ
“อย่ามารู้ดี นังหนู! ถ้าพวกกูเจอตัวไอ้แก่นั่น ป่านนี้มันโดนกระทืบจมกองเลือดไปแล้ว ไม่ต้องมาเสียเวลาลากตัวเธอขึ้นรถมาแบบนี้หรอก”
“ฉันไม่เชื่อ! ปล่อยฉันนะ ฉันจะไปแจ้งตำรวจ พวกแกทำแบบนี้มันลักพาตัวชัดๆ!”
“เอาเลย แจ้งเลย! แต่บอกไว้ก่อนนะ เอกสารกู้เงินมีลายเซ็นพ่อเธอหราขนาดนั้น แถมเอาบ้านไปค้ำประกันไว้เรียบร้อย ตอนนี้บ้านหลังนั้นไม่ใช่ของครอบครัวเธออีกต่อไปแล้ว”
“พ่อฉันไม่มีทางไปกู้นอกระบบพวกแกหรอก!”
“ใครบอกว่าพวกกูปล่อยเงินกู้นอกระบบ? เจ้านายกูมีบริษัทถูกกฎหมายเว้ย แต่หนี้ตั้งห้าสิบล้าน ขืนรอศาลสั่ง ชาตินี้ก็คงไม่ได้คืน”
ชายคนเดิมแสยะยิ้ม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นบุหรี่เหม็นฉุน
“หุบปากแล้วเตรียมตัวไปใช้หนี้ให้บอสซะเถอะ หน้าตาสวยๆ แบบนี้ บอสน่าจะเอ็นดูหรอก...ถ้าไม่ดื้อน่ะนะ”
สิ้นประโยคนั้น เสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังระงมไปทั้งคันรถ
น้ำอิงกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด ก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินเงียบๆ ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศไม่สามารถเทียบได้กับความหนาวเหน็บในใจ เธอไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน และ ‘บอส’ ที่พวกมันพูดถึงเป็นใคร
รถตู้แล่นฝ่าการจราจรยามค่ำคืนไปพักใหญ่ ก่อนจะชะลอความเร็วและเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถส่วนตัวของตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง เครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับประตูบานเลื่อนที่ถูกกระชากเปิดออก
“ลงมา! อย่าให้ต้องออกแรง!”
