บทที่ 10 หน้าที่ที่ต้องจำยอม
ซองฟอยล์สี่เหลี่ยมขนาดเล็กถูกเลื่อนมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้า พร้อมกับแก้วน้ำเปล่าที่เย็นเฉียบจนมีหยดน้ำเกาะพราว น้ำอิงก้มมองสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งลำคอ หญิงสาวรู้ดีว่ามันคือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน แม้จะเกิดมาเป็นถึงลูกคุณหนู มีชีวิตที่สุขสบายและไม่เคยต้องแตะต้องของพวกนี้มาก่อนในชีวิตก็ตาม
"กินเข้าไปซะ" ปราการออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ต อ่านรายงานตัวเลขหุ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองคนที่กำลังนั่งหน้าซีด
"คุณกลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ" เธอเค้นเสียงถามผ่านลำคอที่แห้งผาก ความขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว
ชายหนุ่มกดล็อกหน้าจอแล้ววางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะหินอ่อนนำเข้า เขาประสานมือวางไว้บนตัก นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
"ฉันเป็นนักธุรกิจ การอุดรอยรั่วและป้องกันความเสี่ยงคือสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มาในรูปแบบของคุณหนูตกสวรรค์อย่างเธอ"
"ฉันไม่ได้อยากท้องกับผู้ชายใจร้ายอย่างคุณหรอกนะคะ คุณสบายใจได้" น้ำอิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามกอบกู้เศษซากศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่
"ใครจะไปรู้" เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายแต่คำพูดกลับกรีดลึกถึงกระดูก
"ลับหลังฉัน เธออาจจะกำลังคำนวณอยู่ก็ได้ ว่าถ้าใช้มารยาปล่อยให้ตัวเองท้อง หนี้ห้าสิบล้านมันจะหายวับไป แถมยังได้ตักตวงสมบัติของฉันไปเสวยสุขตลอดชีวิตเหมือนที่พ่อแม่เธอเคยทำ"
"คราวหน้าคุณก็ป้องกันสิคะ! หรือไม่ก็อย่ามายุ่งกับฉันอีก!" น้ำอิงเถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความโกรธที่ถูกปรักปรำ
"ฉันไม่ชอบใช้ถุง" ปราการตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก
"และฉันจะทำหรือไม่ทำ เธอไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้อง หน้าที่ของลูกหนี้คืออ้าขาชดใช้ ไม่ใช่มาสั่งเจ้าหนี้"
"แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด! ฉันถูกลากตัวมาที่นี่ทั้งที่ไม่รู้เรื่องหนี้บ้าบอนั่นด้วยซ้ำ!"
"แต่พ่อแม่เธอเป็นคนก่อเรื่อง! พวกเขาทิ้งเธอไว้เป็นหลักประกัน แล้วเชิดเงินฉันหนีไป!" เขาตะคอกกลับ เสียงตวาดนั้นดังก้องจนบรรยากาศในห้องเย็นเยียบ
"แกะมันออกมา แล้วกินเข้าไปให้ฉันเห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากให้ฉันจับกรอกปาก"
น้ำอิงเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ กลิ่นคาวเลือดจางๆ ซึมชื้นอยู่ที่มุมปาก มือเล็กที่วางอยู่บนตักสั่นเทาขณะเอื้อมออกไปหยิบซองฟอยล์สีเงินขึ้นมา เธอพยายามควบคุมไม่ให้นิ้วสั่น แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกินเมื่อต้องเผชิญหน้ากับรังสีอำมหิตและสายตาจ้องจับผิดของผู้ชายตรงหน้า ความหวาดกลัวตีรวนขึ้นมาในช่องท้อง
"ทำไม ลีลาอะไรอยู่อีก" เขาเร่งเร้าเสียงแข็ง "หรือความจริงแล้ว เธอแอบตั้งความหวังลึกๆ ว่าจะใช้สายเลือดของฉัน เป็นยางลบมาลบหนี้ก้อนโต เพื่อจะได้เลื่อนขั้นจากนางบำเรอขัดดอกมาเป็นเมียฉันจริงๆ"
"ฉันไม่มีวันอยากเป็นเมียคุณ! ต่อให้โลกนี้เหลือคุณเป็นผู้ชายคนเดียว ฉันก็ยอมตายดีกว่า!"
"ปากดีให้มันได้ตลอดก็แล้วกัน" ปราการเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาไร้ความปรานี
"กินเข้าไปซะ ฉันไม่อยากมีปัญหาทีหลัง หน้าที่ของเธอมีแค่บนเตียง คอยสนองความต้องการเวลาที่ฉันเรียกหา... เธอเป็นแค่นางบำเรอ ไม่ใช่แม่ของลูกฉัน จำใส่สมองเอาไว้ด้วย"
คำพูดของเขาเหมือนมีดอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้ามากรีดหัวใจคนฟังจนเหวอะหวะ น้ำอิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกอัปยศอดสูตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างกายที่บอบช้ำจากบทรักอันป่าเถื่อนเมื่อคืนยิ่งประท้วงด้วยความร้าวระบม หญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอฝืนแกะเม็ดยาสีขาวขนาดเล็กออกจากซองฟอยล์ด้วยมือที่สั่นเทา วางมันลงบนลิ้นที่ขมปร่า ก่อนจะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มตามรวดเดียวจนหมดแก้ว ปล่อยให้ความเย็นเฉียบชำระล้างตัวยาลงสู่กระเพาะ พร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนตัก
ปราการจ้องมองการกลืนของเธออย่างจับผิด ไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อแน่ใจว่ายาเม็ดนั้นไหลลงคอไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทางบ้วนทิ้งได้อีก เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม้ลึกๆ ในใจจะแอบกระตุกวูบเมื่อเห็นหยดน้ำตาของคนตรงหน้า แต่เขาก็เลือกที่จะปัดความรู้สึกอ่อนแอนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
"แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าคุยกันรู้เรื่อง"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดระเบียบชุดสูทสั่งตัดสีเทาเข้มของตัวเองให้เข้าที่ ซ่อนความสับสนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบตึง ก่อนจะหันไปทางประตูห้องครัว
"ป้าสาย!"
เสียงเรียกห้วนๆ ทำให้หัวหน้าแม่บ้านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกรีบเดินแกมวิ่งเข้ามาหาทันที
"คะ... คุณปราการ"
"เอาเสื้อโค้ทกับกระเป๋าเอกสารมาให้ฉัน ฉันจะเข้าบริษัทแล้ว"
"เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ เจ้านายรอสักครู่นะคะ" ป้าสายรับคำก่อนจะหันไปสั่งเด็กรับใช้ให้รีบวิ่งไปหยิบของที่ต้องการมาให้
ปราการรับเสื้อโค้ทสีดำสนิทมาพาดไว้บนท่อนแขนซ้าย มือขวาถือกระเป๋าเอกสารหนังราคาแพง เขาก้าวเดินออกไปจากโต๊ะอาหารอย่างองอาจ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผู้หญิงที่กำลังนั่งรวบรวมเศษซากความรู้สึกอยู่ตรงเก้าอี้ฝั่งขวาอีกเลย
"เฝ้าผู้หญิงคนนี้ไว้ให้ดี อย่าให้ออกไปเพ่นพ่านที่ไหน ถ้ามีปัญหาอะไรโทรรายงานฉันได้ทันที" เขาสั่งป้าสายทิ้งท้ายขณะเดินผ่านหน้าประตูห้องโถง
"รับทราบค่ะคุณปราการ เดินทางปลอดภัยนะคะ"
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระบบล็อกอัตโนมัติของประตูบานใหญ่ที่ถูกดึงปิดลงจนดังสนิท ขังเธอไว้ในกรงทองแห่งนี้อย่างสมบูรณ์
เมื่อแผ่นหลังกว้างลับสายตา น้ำอิงก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายโซเซเล็กน้อยจนต้องใช้มือยึดพนักเก้าอี้เอาไว้ สองมือกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เธอทอดสายตามองพื้นที่กว้างขวางของห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างหรูหราสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นและประติมากรรมประดับห้องทุกอย่างล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว แตกต่างจากตัวเธอที่อดีตเคยเป็นถึงคุณหนูผู้สูงส่ง แต่บัดนี้กลับถูกประเมินค่าเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ไร้ราคา
หญิงสาวยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องขนาดใหญ่ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัปยศไหลรินลงมาเงียบๆ ตระหนักได้เต็มหัวใจว่าในสายตาของปราการ... เธอเป็นแค่เครื่องระบายความใคร่ขัดดอกของเขาจริงๆ
