บทที่ 13 งานเลี้ยงของสังคมจอมปลอม

"เปิดประตูเดี๋ยวนี้"

เสียงเคาะประตูดังรัวและน้ำเสียงทุ้มห้วนที่หน้าห้องทำให้น้ำอิงสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวรีบวางแปรงขัดพื้นลงในถังพลาสติก เช็ดมือที่เปียกชื้นกับกางเกงยีนส์ตัวเก่า แล้วเดินไปหมุนลูกบิดเปิดประตูอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของปราการในชุดลำลองราคาแพงก็ก้าวพรวดเข้ามาด้านใน ตามด้วยลูกน้องชุดดำสองคนที่ถือกล่องกำมะหยี่และถุงกระดาษแบรนด์เนมใบใหญ่ตามเข้ามาวางไว้บนปลายเตียง

"เอาของวางไว้แล้วออกไปรอข้างนอก" ปราการออกคำสั่ง

"มีเรื่องอะไรแต่เช้าคะคุณปราการ" น้ำอิงถามพลางถอยหลังเว้นระยะห่าง "ฉันกำลังจะออกไปช่วยป้าสายล้างลานซักล้างด้านหลัง"

"ไม่ต้องไปทำ" เขาสวนกลับทันที "คืนนี้ฉันมีงานกาล่าดินเนอร์ของสมาคมนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เธอต้องไปกับฉัน"

น้ำอิงเบิกตากว้าง "ไปงานสังคม? ฉันเนี่ยนะคะ"

"ใช่ หูหนวกหรือไง"

"แต่ฉันไม่อยากไป" เธอรีบปฏิเสธ

"ฉันเป็นแค่ลูกหนี้ เป็นคนใช้ในบ้านของคุณ จู่ๆ จะให้ไปเดินควงแขนคุณในงานไฮโซแบบนั้น คุณไม่อายเหรอ"

"ทำไมฉันต้องอาย ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอไปแสดงวิสัยทัศน์หรือพูดจาอวดฉลาดอะไรในงานซะหน่อย"

ชายหนุ่มล้วงมือสอดกระเป๋ากางเกง จ้องหน้าเธอด้วยสายตาประเมิน

"หน้าที่ของเธอคืนนี้คือเดินควงแขนฉัน ยิ้ม แล้วก็ทำตัวเป็นไม้กันหมาให้พวกผู้หญิงน่ารำคาญเลิกมายุ่งกับฉันแค่นั้น"

"คุณก็มีเลขา มีพนักงานบริษัทตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะคะ ฉันเหนื่อยนะคะคุณปราการ เมื่อวานฉันทำงานบ้านมาทั้งวันจนปวดตัวไปหมดแล้ว"

"ฉันจ่ายเงินห้าสิบล้านซื้อเธอมาใช้งาน ไม่ใช่ให้เธอมานั่งต่อรองว่าเหนื่อยหรือไม่อยากทำ" เขาก้าวเข้าหาหนึ่งก้าว น้ำเสียงกดต่ำลง

"ตอนบ่ายจะมีช่างแต่งหน้าทำผมเข้ามาจัดการแปลงโฉมให้เธอ หน้าที่ของเธอคือนั่งนิ่งๆ แล้วทำตามที่ฉันสั่ง เลิกเถียงสักที"

"ฉันไม่อยากไปจริงๆ นะคะ"

ปราการไม่สนใจคำปฏิเสธ เขาเดินไปที่เตียง เปิดกล่องกำมะหยี่สีดำออก เผยให้เห็นชุดเดรสยาวเปิดหลังสีแดงสดที่ตัดเย็บอย่างประณีต พร้อมกับชุดเครื่องประดับเพชรครบเซ็ตที่ส่องประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ

น้ำอิงมองของตรงหน้าแล้วส่ายหัวทันที

"ของพวกนี้แพงเกินไป ฉันไม่ใส่หรอก ถ้ามันขาดหรือเพชรหลุดหายไปสักเม็ด ฉันไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืนคุณแน่ๆ"

"ถ้ามันพัง เธอก็แค่ทำหน้าที่บนเตียงเพิ่มอีกสักร้อยสองร้อยรอบเพื่อใช้หนี้ไงล่ะ ง่ายจะตายไป" เขาเหยียดยิ้มร้ายกาจ

"เตรียมตัวซะ เย็นนี้อย่าให้ฉันต้องรอนาน"

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้น้ำอิงยืนมองชุดเดรสหรูหราด้วยความรู้สึกจุกอก เธอเป็นเพียงตุ๊กตาประดับบารมีที่เขาจะจับแต่งตัวไปอวดใครต่อใคร หรือเอาไปใช้งานยังไงก็ได้ตามใจชอบ ไม่ต่างจากสิ่งของที่ไม่มีชีวิตจิตใจ

ช่วงบ่ายของวัน ช่างแต่งหน้าและสไตลิสต์มืออาชีพสามคนถูกส่งตัวเข้ามาในเพนต์เฮาส์ พวกเขาจับน้ำอิงนั่งหน้ากระจก จัดการเนรมิตใบหน้าและทรงผมของเธออย่างขะมักเขม้น หญิงสาวนั่งนิ่ง ปล่อยให้คนพวกนั้นจับหันซ้ายหันขวาราวกับเป็นหุ่นโชว์เสื้อผ้า ร่างกายของเธออ่อนล้าจากการตรากตรำทำงานบ้านเมื่อวาน ซ้ำยังมีรอยช้ำจางๆ จากการทำหน้าที่เมื่อคืน แต่เครื่องสำอางราคาแพงก็ช่วยปกปิดร่องรอยความทรุดโทรมเหล่านั้นจนหมดสิ้น

เมื่อถึงเวลาหัวค่ำ น้ำอิงก้าวเท้าออกจากห้องพักด้วยชุดเดรสสีแดงสดที่รัดรูปอวดสัดส่วนโค้งเว้า ชายกระโปรงยาวลากพื้นผ่าสูงขึ้นมาถึงต้นขาเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน เครื่องประดับเพชรบนลำคอระหงสะท้อนประกายแวววาว

ปราการที่สวมชุดทักซิโด้สีดำสนิทนั่งรออยู่บนโซฟาหนังกลางห้องโถง เขาเงยหน้าขึ้นมองเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวเข้ามา สายตาคมกริบชะงักงันไปชั่ววินาทีเมื่อเห็นความสวยสะกดตาของผู้หญิงตรงหน้า แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาตามเดิม

"ชักช้าเสียเวลาจริงๆ" เขาบ่นพึมพำพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

"ไปกันได้แล้ว ฉันไม่อยากไปถึงงานสาย"

...

ภายในห้องโดยสารของรถยนต์หรู บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบและอึดอัด น้ำอิงนั่งชิดติดริมประตูรถฝั่งซ้าย พยายามทิ้งระยะห่างจากผู้ชายที่นั่งอยู่เบาะขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอยกมือขึ้นบีบนวดต้นแขนตัวเองเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า

"ขยับมานี่" เสียงทุ้มทำลายความเงียบขึ้นมา

"ฉันนั่งตรงนี้ก็สบายดีแล้ว" เธอตอบโดยไม่หันไปมองหน้าเขา

"ฉันบอกให้ขยับมา อิงอัปสร" ปราการตวัดสายตาดุๆ มองคนดื้อรั้น

"อย่าให้ฉันต้องใช้อารมณ์ตั้งแต่ยังไม่ถึงงาน"

หญิงสาวจำใจขยับสะโพกเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมบุรุษที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกจนเธอต้องเผลอกลั้นหายใจ

"จำเอาไว้ให้ดี" เขาเริ่มทบทวนข้อตกลง

"คืนนี้เธอคือคู่ควงของฉัน ใครถามอะไรก็ยิ้มแล้วเงียบซะ ไม่ต้องเสนอหน้าตอบคำถามหรือไปทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น ถ้ามีผู้หญิงคนไหนเดินเข้ามาใกล้ฉัน เธอต้องแสดงตัวกันพวกนั้นออกไป เข้าใจไหม"

"เข้าใจ" เธอตอบเขาแบบห้วนๆ "ฉันจะทำหน้าที่ตุ๊กตาไร้สมองให้คุณเอง คุณสั่งให้ยืนตรงไหนฉันก็จะยืน สั่งให้ยิ้มฉันก็จะยิ้ม พอใจหรือยังคะ"

"ปากดีให้มันได้ตลอดงานก็แล้วกัน" เขาแค่นหัวเราะ

"อย่าไปทำหน้าเหมือนศพตายซากกลางงานล่ะ ไม่งั้นฉันจะลากเธอไปทำโทษบนห้องในโรงแรมที่จัดงานนั่นแหละ"

น้ำอิงเม้มปากแน่น หันหน้าออกไปมองวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวงผ่านกระจกรถติดฟิล์มดำมืด แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าวิ่งผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกในใจของเธอกลับเชื่องช้าและหนักอึ้ง

ใช้เวลาไม่นาน รถยนต์คันหรูคู่ใจของมหาเศรษฐีหนุ่มก็แล่นเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมือง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของกองทัพนักข่าวที่รออยู่หน้างานสาดส่องเข้ามาจนแสบตา พนักงานรับรถรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารอย่างรู้หน้าที่

ปราการก้าวเท้าลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ เขากลัดกระดุมเสื้อทักซิโด้ให้เข้าที่ ก่อนจะหันกลับมาทางประตูรถที่เปิดอ้าอยู่ ชายหนุ่มยื่นท่อนแขนแกร่งมารอตรงหน้า เพื่อให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านในจับประคอง

"ลงมาได้แล้ว" เขาสั่งเสียงเข้ม ลอดไรฟันให้ได้ยินกันแค่สองคน

"แล้วก็ปั้นยิ้มให้มันดูมีความสุขหน่อย อย่าทำหน้าเหมือนถูกฉันบังคับพามาเชือด"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป