บทที่ 14 หน้ากาก

พรมแดงที่ปูทอดยาวตั้งแต่บันไดทางขึ้นไปจนถึงโถงทางเข้าโรงแรมเต็มไปด้วยผู้คนในชุดหรูหรา เสียงจอแจของกองทัพนักข่าวและเสียงกดชัตเตอร์ดังสลับกับแสงแฟลชที่สาดกระหน่ำ น้ำอิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ก่อนจะวางมือลงบนท่อนแขนแกร่งที่ยื่นมารออยู่ตรงหน้าอย่างรู้จังหวะ

เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มบางเบาแต่น่ามอง เป็นรอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นคุณหนูทายาทนักธุรกิจ ไม่มีความตื่นตระหนกหรืออาการเด๋อด๋าให้เห็นเลยสักนิด

ปราการปรายตามองปฏิกิริยานั้นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เขาขยับแขนเพื่อหนีบมือเธอให้แนบชิดกับสีข้างมากขึ้น

"เดินคล่องนี่ นึกว่าจะต้องให้ฉันคอยลากเข้างานซะอีก" เขาเอ่ยทักเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน

"ฉันเคยออกงานสังคมกับคุณพ่อคุณแม่บ่อยค่ะ แค่นี้ไม่ทำให้ฉันล้มหรอก”

น้ำอิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตายังคงทอดมองไปด้านหน้าอย่างสง่างาม

"คุณไม่ต้องกลัวว่าฉันจะทำเรื่องขายหน้าหรอกค่ะ"

"ก็ดี อย่าลืมหน้าที่ของตัวเองก็แล้วกัน"

"ฉันไม่ลืมแน่ค่ะ"

…

โถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่จัดเลี้ยงสุดอลังการ ดอกกล้วยไม้สีขาวและกุหลาบนำเข้าถูกจัดแต่งเป็นซุ้มโค้งตลอดทางเดิน แชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องประกายระยิบระยับ เสียงดนตรีคลาสสิกจากวงออร์เคสตราบรรเลงคลอเบาๆ

ทันทีที่ปราการก้าวผ่านประตูเข้ามาพร้อมกับผู้หญิงข้างกาย สายตาหลายสิบคู่ก็หันมาจับจ้องพวกเขาทันที น้ำอิงรู้ดีว่าสายตาเหล่านั้นกำลังประเมินและตั้งคำถาม เธอรับมือกับมันด้วยการรักษารอยยิ้มและเดินเคียงข้างเขาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ

"สวัสดีครับคุณปราการ" ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดสูทสีน้ำตาลเดินเข้ามาทักทายพร้อมแก้วเครื่องดื่มในมือ

"ไม่เจอกันนานเลยนะครับ วันนี้ควงสาวสวยมาด้วย ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงท่านนี้คือ..."

ปราการจับมือทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทีสุภาพ

"สวัสดีครับคุณพศิน นี่น้ำอิง... คนของผมครับ"

"สวัสดีค่ะคุณพศิน ยินดีที่ได้พบนะคะ"

น้ำอิงค้อมศีรษะทักทายอย่างงดงาม กิริยามารยาทอ่อนช้อยและเป็นธรรมชาติจนพศินต้องมองด้วยความชื่นชม

"โอ้โห กิริยามารยาทงดงามสมกับที่ยืนเคียงข้างคุณปราการเลยนะครับ” พศินหัวเราะร่วน "แหม ไม่ค่อยได้เห็นคุณปราการควงใครออกงานแบบนี้เลย นึกว่าจะครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตซะแล้ว"

"ผมแค่หาคนมาคอยเป็นเพื่อนคุยแก้เบื่อน่ะครับ" ปราการตอบปัด

"คุณปราการก็ถ่อมตัวไปครับ เอ่อ พอดีท่านประธานสมาคมอยากหารือเรื่องโปรเจกต์คอนโดริมแม่น้ำสักหน่อย ท่านรออยู่ที่ห้องรับรองด้านหลัง สะดวกไปคุยตอนนี้เลยไหมครับ"

"ได้ครับ" ปราการหันมามองผู้หญิงข้างกาย

"ฉันต้องไปคุยธุระกับผู้ใหญ่ เธอไปยืนรอที่โต๊ะค็อกเทลตรงมุมโน้น ห้ามเดินเพ่นพ่านไปไหน"

"คุณจะไปนานไหมคะ"

"อย่าถามเซ้าซี้ หน้าที่ของเธอคือรอ" เขาตัดบทเสียงห้วน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้พศิน

"เชิญครับคุณพศิน ผมพร้อมแล้ว"

น้ำอิงมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา เธอถอนหายใจยาว ค่อยๆ พาตัวเองเดินหลบผู้คนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะค็อกเทลทรงสูงมุมห้อง พนักงานเสิร์ฟในชุดยูนิฟอร์มเดินถือถาดเครื่องดื่มผ่านมาพอดี

"รับแชมเปญหรือไวน์ดีครับคุณผู้หญิง"

"ขอสปาร์คกลิ้งวอเตอร์แก้วนึงค่ะ ขอบคุณนะคะ"

เธอรับแก้วทรงสูงมาถือไว้ในมือ นิ้วเรียวจับตรงก้านแก้วอย่างถูกหลักมารยาทสังคม สายตากลมโตสอดส่องไปรอบงาน โลกที่เธอเคยยืนอยู่ตรงจุดสูงสุด ตอนนี้เธอกลับมายืนในฐานะลูกหนี้ขัดดอกที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย

ไม่ไกลจากโต๊ะที่เธอยืนอยู่ กลุ่มผู้หญิงในชุดราตรีหรูหราสี่คนกำลังยืนจับกลุ่มกัน พวกเธอถือแก้วแชมเปญในมือ สายตาทุกคู่จดจ้องมาที่น้ำอิงอย่างไม่วางตา และจงใจพูดคุยกันด้วยระดับเสียงที่ดังพอให้คนถูกพาดพิงได้ยิน

"พวกเธอ ดูผู้หญิงชุดแดงที่มากับคุณปราการสิ หน้าคุ้นๆ ไหม" เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงสาวในชุดเดรสสีทองดังขึ้น

"คุ้นสิคะคุณพี่ นั่นมันน้ำอิง ลูกสาวบ้านที่เพิ่งโดนฟ้องล้มละลายไปเมื่อเดือนก่อนไงคะ!" หญิงสาวในชุดสีน้ำเงินเข้มรีบตอบรับ

"ตายจริง! ฉันนึกว่าหนีหนี้ไปต่างประเทศพร้อมพ่อแม่แล้วซะอีก ที่แท้ก็มาเกาะคุณปราการอยู่นี่เอง"

"ตอนแรกฉันก็เกือบจำไม่ได้นะคะ เห็นใส่สร้อยเพชรคอลเลกชัน 'น้ำตาเทวี' ก็เลยมัวแต่มองเพชร ฉันอยากได้แทบตาย คุณพ่อไปขอซื้อต่อคุณปราการตั้งหลายรอบ เขาก็ไม่ยอมขาย ที่แท้ก็เอามาประเคนให้นางบำเรอนี่เอง น่าหมั่นไส้จริงๆ"

"ทำเป็นยืนเชิดหน้าคอตั้ง กรีดกรายจับแก้วน้ำอย่างกับตัวเองยังเป็นคุณหนูมหาเศรษฐีอยู่อย่างนั้นแหละ ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนนี้เป็นแค่คนล้มละลาย"

"ผู้หญิงตกอับอย่างเธอ กล้าเสนอหน้ามายืนเชิดคอในงานนี้ได้ยังไงกัน สังคมสมัยนี้มันน่ากลัวจังเลย พวกปลิงดูดเลือดมันแฝงตัวมาในคราบคนสวยๆ แบบนี้แหละ"

"คุณปราการของพวกเราก็คงแค่เลี้ยงไว้ดูเล่นแก้เบื่อชั่วคราวเท่านั้นแหละค่ะ ระดับนี้จะเอามาทำเมียออกหน้าออกตาได้ยังไง"

น้ำอิงเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อได้ยินคำพูดดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้นลอยมากระทบหู เธอกำก้านแก้วในมือจนแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธที่กำลังปะทุ เธอรู้ดีว่าสังคมนี้มันจอมปลอมและโหดร้ายแค่ไหน ตอนที่ครอบครัวเธอยังมีอำนาจ คนพวกนี้ก็คอยแต่จะเข้ามาประจบประแจง พอครอบครัวเธอล้มลง ก็พร้อมจะเหยียบย่ำให้จมดิน

เธอตัดสินใจหันหลังให้กลุ่มผู้หญิงพวกนั้น เบือนหน้าหนีไปมองการแสดงดนตรีบนเวทีเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องไปต่อปากต่อคำให้เสียเรื่องตามที่ปราการสั่งไว้

"ดูสิคะ คุณปราการทิ้งเธอไว้คนเดียวแล้ว เราเข้าไปทักทายคุณหนูตกอับกันหน่อยดีไหมคะ"

เสียงรองเท้าส้นสูงหลายคู่กระทบพื้นหินอ่อนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลุ่มไฮโซสาวที่ยืนนินทาเธอเมื่อครู่กำลังเดินนวยนาดตรงเข้ามาหา พวกเธอถือแก้วแชมเปญคริสตัลในมือ รอยยิ้มหวานหยดย้อยถูกปั้นแต่งขึ้นมาบนใบหน้าที่เคลือบด้วยเครื่องสำอางราคาแพง แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มเคลือบยาพิษที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตอย่างชัดเจน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป