บทที่ 2 เผชิญหน้าเจ้าหนี้ไร้ใจ
“ลงมา! อย่าลีลา!”
“ฉันเดินเองได้ ปล่อยสิเว้ย!”
น้ำอิงสะบัดตัวสุดแรงแต่อุ้งมือหนายังคงบีบต้นแขนเธอแน่น
“เดินไวๆ บอสรออยู่ อย่าให้บอสต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้”
“ฉันบอกให้ปล่อยไง! จะพาไปไหน ฉันไม่ไป!”
“ถึงขั้นนี้ยังจะมีหน้ามาโวยวายอีกนะนังหนู หุบปากแล้วเดินเข้าไปเงียบๆ ดีกว่าเจ็บตัวนะโว้ย”
ชายฉกรรจ์ผลักแผ่นหลังบางอย่างแรงจนเธอถลาเข้าไปในโถงทางเดินของตึก ก่อนจะกระชากให้เดินตามเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัว
“พวกแกมันหน้าตัวเมีย รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้!”
“ปากดีนักนะ! ถ้านายไม่สั่งห้ามทำร้ายผู้หญิง ป่านนี้แกโดนซ้อมไปแล้ว!”
ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นสู่ชั้นบนสุดอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูเปิดออก ชายชุดดำสองคนก็กึ่งลากกึ่งจูงเธอผ่านโถงหินอ่อนสีดำสนิท ตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่ที่สลักลวดลายประณีต
“เข้าไป!”
ร่างบอบบางถูกเหวี่ยงจนเซถลาล้มลงกระแทกพื้นพรมหนานุ่ม
“คุกเข่าอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าสาระแนเงยหน้าขึ้นมาจนกว่าบอสจะสั่ง”
“ทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งพวกแก!”
เธอตวัดเสียงพลางยันตัวลุกขึ้นทั้งที่ข้อมือยังถูกมัดไพล่หลัง
“กดหัวมันลงไป!”
มือหยาบกระด้างตะปบไหล่ทั้งสองข้างของหญิงสาว บังคับให้ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้งอย่างแรง
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ! ฉันไม่ใช่ทาสพวกแก!”
“ออกไปให้หมด”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้อง
“ครับบอส” ลูกน้องรับคำก่อนจะรีบปล่อยมือจากเธอ แล้วเดินออกไปปิดประตูสนิท
ตอนนี้เหลือเพียงเธอกับผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหันหลังให้หน้าต่างกระจกบานยักษ์ เขาสวมสูทสีเข้ม แผ่นหลังกว้างนั้นแผ่รังสีคุกคามจนบรรยากาศในห้องทำงานที่หรูหรากลับเย็นเยียบราวกับห้องแช่แข็ง
ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักหน่วง น้ำอิงสูดลมหายใจเข้าลึก ข้อมือที่ถูกมัดไพล่หลังเริ่มชาและปวดร้าว เธอจ้องมองแผ่นหลังของคนตรงหน้าอย่างระแวดระวัง แต่เขาไม่ขยับตัว ไม่พูด ปล่อยให้ความเงียบกรีดแทงเส้นประสาทจนความอึดอัดตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ
เวลาผ่านไปอึดใจใหญ่ ร่างสูงจึงค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ สายตาคมกริบที่มองกดต่ำลงมานั้นเย็นชาและว่างเปล่าประดุจน้ำแข็ง
“นี่น่ะเหรอ...ตัวแทนหนี้ห้าสิบล้าน”
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นพรมดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนปลายเท้าของเขาจะหยุดลงตรงหน้า
“ดูยังไงก็เป็นได้แค่เศษขยะ”
น้ำอิงเบือนหน้าหนี ทว่าปลายนิ้วแข็งแกร่งกลับเอื้อมมาบีบคางเธอเอาไว้แน่น บังคับให้เชิดหน้าขึ้น
“ปล่อยนะ!”
เธอสะบัดหน้าสุดแรงแต่ไม่หลุด ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวของเขาอย่างไม่ลดละ
ปราการชะงักไปชั่ววินาทีเมื่อเห็นความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น มันสว่างวาบจนไปสะกิดความทรงจำน่ารังเกียจบางอย่างในใจ เขากระตุกยิ้มร้าย
“สภาพเหมือนหมาจนตรอกขนาดนี้ จะตีราคาขัดดอกสักเท่าไหร่ดี”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาตีราคาฉัน ฉันไม่ใช่สิ่งของ!” น้ำอิงตวาดกลับ ขบกรามแน่นจนเจ็บร้าว
“สิทธิ์ของเจ้าหนี้ไง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเย้ยหยัน
“รักลูกสาวมากสินะ ถึงได้ชิงหนีเอาตัวรอดไปเสวยสุข แล้วทิ้งให้รับเคราะห์แทนแบบนี้”
“อย่ามาพูดจาพล่อยๆ กล่าวหาพ่อแม่ฉันนะ! พวกท่านไม่ได้ทิ้งฉัน ท่านแค่ต้องการเวลาตั้งหลัก ไม่นานท่านต้องกลับมาช่วยฉันแน่!”
“ตั้งหลัก?” ปราการแค่นหัวเราะ
“หนีหัวซุกหัวซุนทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้ลูกจ่ายแทน เขาเรียกสันดานคนเห็นแก่ตัว ยอมรับความจริงซะเถอะว่าเธอโดนลอยแพแล้ว”
“ไม่จริง! พ่อฉันทำธุรกิจสุจริต ไม่มีทางไปกู้เงินคนอย่างคุณแน่”
“ธุรกิจสุจริตที่ขาดทุนย่อยยับ จนต้องเอาโฉนดบ้าน ที่ดิน และหุ้นทั้งหมดมาจำนองไว้กับบริษัทฉันน่ะสิ” เขากดเสียงต่ำลง
“พอหมุนเงินไม่ทันมาขอกู้ก้อนสุดท้าย แล้วก็เจ๊งไม่เป็นท่าหอบเงินหนีไป”
“ฉันก็จะหามาคืนเอง! แต่ขอเวลาให้ฉันหน่อย ปล่อยฉันไป แล้วฉันจะทำงานหาเงินมาใช้หนี้คุณทุกบาททุกสตางค์”
ชายหนุ่มหรี่ตามองร่างที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างสมเพช
“ให้เวลา? ห้าสิบล้านนะ ไม่ใช่ห้าหมื่น ต่อให้เธอไปรับจ้างล้างจาน เสิร์ฟอาหาร หรือทำงานออฟฟิศไปจนตาย ชาตินี้ก็ไม่มีปัญญาหามาคืนฉันได้หรอก”
“ฉันทำได้! ฉันจะทำทุกอย่าง ขอแค่คุณสั่งลูกน้องให้แก้มัดแล้วปล่อยฉันไป...”
“ปล่อยไปให้โง่เหรอ” ปราการสวนกลับทันควัน
“เงินทุกบาทของฉันต้องได้คืนพร้อมดอกเบี้ย ในเมื่อพ่อเธอไม่มีปัญญาจ่าย เธอก็ต้องชดใช้ด้วยตัวของเธอเอง”
“คุณมันหน้าเลือด! รังแกคนไม่มีทางสู้!”
“ด่าอีกสิ” เขาบีบคางเธอแน่นขึ้นอีกนิดจนหญิงสาวนิ่วหน้า
“ปากเก่งแบบนี้ หวังว่าลีลาบนเตียงจะเด็ดเหมือนปากนะ เผื่อจะใจดีลดยอดหนี้ให้สักพันสองพัน”
“ฉันยอมตายดีกว่าต้องเอาตัวเข้าแลกกับคนเลวๆ แบบคุณ!”
“งั้นมาดูกัน ว่าเธอจะกอดศักดิ์ศรีบ้าๆ นี่ไปได้สักกี่นาที”
ปราการสะบัดมือออกจากปลายคางของหญิงสาวอย่างแรงราวกับรังเกียจสัมผัสนั้นเต็มทน เขาล้วงมือสอดกระเป๋ากางเกงสแล็ก หมุนตัวเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังหลังโต๊ะทำงาน แขนแกร่งวางพาดพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายๆ สายตาที่มองตรงมาเต็มไปด้วยความท้าทาย
“ฉันมีทางเลือกให้เธอสองทาง...”
