บทที่ 4 ลายเซ็นบนสัญญาเลือด

“อ่านสิ รออะไรอยู่ หรือต้องให้ฉันสะกดให้ฟังทีละตัว”

“ข้อหนึ่ง...ผู้ให้สัญญาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้รับสัญญาทุกประการโดยไม่มีเงื่อนไข”

น้ำอิงเค้นเสียงอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นแรกด้วยริมฝีปากสั่นระริก

“นี่มันสัญญาบ้าอะไรกัน คุณจะให้ฉันเป็นทาสเลยหรือไง”

“ก็ประมาณนั้น” ปราการตอบหน้าตาย

“สัญญาขัดดอก ไม่ใช่สัญญาจ้างงาน เธอคิดว่าฉันจะให้สวัสดิการอะไรล่ะ อ่านข้อต่อไปสิ”

“ข้อสอง...ห้ามตั้งคำถาม ห้ามเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น...” เธอเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนกอดอกค้ำหัวอยู่

“แม้แต่สิทธิ์ความเป็นคน คุณก็จะยึดไปงั้นเหรอ ทำไมฉันถึงถามอะไรไม่ได้เลย!”

“เพราะเธอมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่ง ไม่ใช่เสนอหน้าออกความเห็น ในฐานะลูกหนี้ขัดดอก เธอไม่มีสิทธิ์พวกนั้นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว”

“คุณมันบ้าอำนาจ...”

“จะบ่นอีกนานไหม อ่านต่อ!” เขาสั่งเสียงแข็ง

“ข้อสาม...” เสียงหวานเริ่มสะอื้นเมื่อไล่อ่านบรรทัดถัดไป

“ร่างกายของผู้ให้สัญญา ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับสัญญา...ทุกเวลาที่ต้องการ”

กระดาษเอสี่ในมือบางถูกขยำจนยับย่น

“คุณมันโรคจิต! จะให้ฉันสแตนด์บายรอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยหรือไง ฉันไม่ใช่เครื่องจักรนะที่จะกดปุ่มแล้วพร้อมทำงานได้ตลอดเวลา”

“ฉันเป็นนักธุรกิจ เวลามีค่า เธอก็แค่ต้องพร้อมเสมอเมื่อฉันเรียกหา” เขาขยับปลายเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด

“ถ้าฉันอยาก...เธอก็ต้องพร้อมถอดเสื้อผ้า”

“หยาบคาย!”

“หยาบได้มากกว่านี้อีก ถ้ายังลีลาไม่ยอมเซ็นสักที” ปราการพยักพเยิดหน้าไปทางปากกาสีเงินข้างแฟ้ม

“หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเซ็นซะ ทุกหน้า”

“ถ้าฉันป่วยล่ะ...ถ้าเป็นประจำเดือน หรือถ้าฉันไม่ไหว คุณจะหน้ามืดตามัวเอาเปรียบฉันทุกเวลาเลยเหรอ”

“ก็ต้องดูว่าป่วยจริงหรือสำออย แต่เชื่อเถอะว่าฉันมีวิธีตรวจด้วยตัวเอง” เขาตอกกลับด้วยความเย็นชา

“แล้วถ้าเป็นประจำเดือน ฉันก็มีวิธีใช้งานเธอแบบอื่น เธอคิดว่าใช้หนี้ห้าสิบล้านมันง่ายขนาดนั้นเชียว?”

“ฉันเกลียดคุณ...”

เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมดุจน้ำแข็ง หวังจะเห็นความเห็นใจสักเสี้ยว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า

“ตามสบาย ความเกลียดของเธอไม่ได้ทำให้หนี้ห้าสิบล้านลดลงหรอกนะ” เขาเหยียดยิ้มเย็นเยียบ

“เซ็นได้แล้ว หรือจะฉันให้โทรเรียกลูกน้องข้างนอกเข้ามาพาตัวเธอไปส่งชายแดนคืนนี้เลย พวกมันคงรอเปิดซิงเธอจนตัวสั่นแล้วมั้ง”

“อย่าเอาพวกมันมาขู่ฉันนะ!”

“ไม่ได้ขู่ ฉันทำจริง” เขากดเสียงต่ำ

“หยิบปากกาขึ้นมา”

น้ำอิงเม้มปากแน่นจนห้อเลือด มือเล็กสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปหยิบปากกา ด้ามโลหะที่เย็นเฉียบไม่ต่างจากหัวใจของผู้ชายตรงหน้า

“เซ็นตรงนี้ใช่ไหม...” เธอถามเสียงแผ่ว

“มุมขวาล่าง ทุกแผ่น อย่าให้ตกหล่นแม้แต่หน้าเดียว”

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นก้อนสะอื้น อิสรภาพทั้งชีวิตกำลังจะจบลงตรงนี้ เพียงแค่ปลายปากกาจรดลงไป ร่างกายและศักดิ์ศรีของเธอจะตกเป็นของมหาเศรษฐีไร้หัวใจคนนี้อย่างสมบูรณ์

“เร็วเข้า ฉันไม่ได้มีเวลาว่างทั้งคืน” เสียงทุ้มเร่งเร้าอยู่เหนือหัว

“หรือต้องให้จับมือเซ็น”

“รู้แล้วน่า! ไม่ต้องมายุ่ง!”

หยดน้ำใสกลิ้งหล่นจากหางตา ร่วงเผาะลงบนกระดาษสัญญากระจายเป็นวงกว้างตรงจุดประทับลายเซ็น หญิงสาวกัดฟันแน่น บังคับมือที่สั่นเทาจรดปลายปากกา แล้วกลั้นใจตวัดลายเซ็นลงไปทีละหน้า...จนครบทุกแผ่น

ปลายปากกายังไม่ทันพ้นกระดาษแผ่นสุดท้าย ปราการก็กระชากแฟ้มกลับไปรวดเดียว เขาไล่สายตาตรวจสอบลายเซ็นทุกหน้าอย่างละเอียด ท่าทีเหมือนนักธุรกิจที่เพิ่งปิดดีลสำคัญสำเร็จ เมื่อเห็นว่าครบถ้วน รอยยิ้มพอใจก็ผุดขึ้นตรงมุมปาก ร่างสูงเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน โยนแฟ้มลงไปก่อนจะบิดกุญแจล็อกเสียงดังคลิก

“ลุกขึ้น” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มันเยียบเย็น ห้วนกระด้าง และเด็ดขาดกว่าเดิม

น้ำอิงยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นพรม หยาดน้ำตาเปรอะเปื้อนสองแก้ม

“ฉันสั่งให้ลุกขึ้นมา!” เขาตวาดเสียงกร้าว

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นๆ มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ

“จำไว้ว่าตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เธอเป็นของฉัน” ปราการก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า กวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประเมินค่า

“ห้ามเถียง ห้ามตั้งคำถาม และห้ามขัดคำสั่ง ไม่ว่าฉันจะสั่งให้ทำอะไร เธอมีหน้าที่แค่ตอบรับและทำตาม เข้าใจไหม”

“ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องมาย้ำ!”

“น้ำเสียงแบบนี้ก็ห้ามใช้” เขาสวนทันควัน แววตาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง

“พูดกับเจ้านายให้มันมีหางเสียงหน่อย ถ้ายังปรับตัวไม่ได้ จะให้ฉันส่งคนไปสอนมารยาทให้เอาไหม”

“...”

น้ำอิงเม้มปากแน่น หลบสายตาดุดันคู่นั้น รู้สึกเหมือนถูกกดหัวให้ต่ำลงไปจนติดพื้น

“ตอบสิ เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง”

“เข้าใจแล้ว...ค่ะ” เธอเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก

ชายหนุ่มละความสนใจจากเธอ หันไปกดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะ

“เข้ามาได้”

สิ้นคำสั่ง ประตูห้องก็เปิดออก ชายชุดดำสองคนเดินเข้ามาโค้งศีรษะรอรับคำสั่ง

“พาผู้หญิงคนนี้กลับไปบ้านหลังนั้น” ปราการปรายตามองน้ำอิง

“ให้เวลาเก็บของใช้ส่วนตัวแค่หนึ่งชั่วโมง แล้วพาตัวกลับมาที่นี่”

“ครับบอส”

“เดี๋ยวสิ” น้ำอิงรีบหันไปค้าน

“ชั่วโมงเดียวฉันจะไปเก็บทันได้ยังไง ของตั้งเยอะแยะ ไหนจะเสื้อผ้า แล้วก็ของสำคัญของพ่อกับแม่อีก”

“เอามาแค่เสื้อผ้ากับของใช้จำเป็น” เขาตอบหน้าตาย

“บ้านหลังนั้นถูกยึดแล้ว ทุกอย่างในบ้านคือทรัพย์สินของบริษัทฉัน เธอไม่มีสิทธิ์แตะต้องของมีค่าชิ้นไหนทั้งนั้น แม้แต่กรอบรูป แจกัน หรือกระเป๋าสักใบก็ห้ามเอาออกมา”

“คุณจะบ้าเหรอ! นั่นมันของส่วนตัวนะ คุณจะยึดทุกอย่างไปแบบนี้ไม่ได้ ฉันขอแค่รูปถ่ายกับของที่ระลึกของครอบครัวมาเก็บไว้ไม่ได้หรือไง”

“ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้” ปราการสวนกลับเสียงแข็ง

“ของทุกชิ้นในบ้านหลังนั้นมันตีเป็นเงินได้หมด และฉันจะให้คนไปประเมินราคาทุกตารางนิ้ว เธอมีสิทธิ์ขนไปแค่เสื้อผ้า ไม่เกินสองกระเป๋าเดินทางเท่านั้น”

“คุณมันหน้าเลือดเกินไปแล้วนะ!”

“หน้าเลือดเหรอ พ่อแม่เธอเป็นหนี้ฉันห้าสิบล้านนะอิงอัปสร แค่ยึดของจุกจิกพวกนั้นมันยังไม่พอด้วยซ้ำ”

ปราการกอดอก มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม

“ฉันอนุญาตให้ไปเก็บเสื้อผ้าก็บุญแค่ไหนแล้ว หรืออยากจะใส่ชุดเปื้อนโคลนเน่าๆ ชุดนี้ไปตลอดชีวิตก็ตามใจ”

“คุณปราการ...”

เธอเรียกชื่อเขาเสียงสั่น สองมือบีบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกเหมือนถูกปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์ออกไปจนหมดสิ้น ไม่ได้เป็นคนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่ง เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ถูกเจ้าของตีตราจองและสั่งซ้ายหันขวาหัน ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง

“จับตาดูผู้หญิงคนนี้ให้ดี อย่าให้หยิบฉวยของมีค่าอะไรติดมือมาเด็ดขาด ถ้าตุกติก หรือพยายามจะหนี...จัดการขั้นเด็ดขาดได้เลย” เขาหันไปสั่งลูกน้องเสียงเหี้ยม

“รับทราบครับบอส” ชายชุดดำเดินเข้ามาคว้าต้นแขนเธอแล้วออกแรงกระชาก

“ไปได้แล้ว อย่ามัวแต่ลีลา”

“ปล่อยนะ ฉันเดินเองได้!” น้ำอิงสะบัดแขนออก หันไปจ้องหน้าปราการด้วยแววตาเกลียดชัง

“คุณมันใจดำ ฉันจะจำสิ่งที่คุณทำกับฉันไว้!”

ปราการหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่สะทกสะท้าน เขาเดินเข้ามาหาช้าๆ จนน้ำอิงต้องถอยหลังหนี แต่ลูกน้องสองคนกลับดันแผ่นหลังเธอไว้ ชายหนุ่มโน้มหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำของเธออย่างคุกคาม

“อย่าคิดตุกติกหนีไปไหน เพราะต่อให้มุดลงนรก ฉันก็จะลากตัวเธอกลับมาใช้หนี้อยู่ดี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป