บทที่ 5 ก้าวเข้าสู่กรงทอง
รองเท้าผ้าใบเก่าคร่ำคร่าก้าวลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา เสียงล้อกระเป๋าเดินทางครูดไปตามทางเดินก้องสะท้อนในความเงียบ น้ำอิงกระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น สายตากวาดมองเพนต์เฮาส์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงระยับ ทุกตารางนิ้วในที่แห่งนี้หรูหราขัดแย้งกับสภาพของเธอที่สวมเพียงเสื้อยืดเปื้อนฝุ่นกับกางเกงยีนส์ซีดๆ
“นี่น่ะเหรอ คนที่เจ้านายสั่งให้ไปรับมา”
เสียงห้วนจัดดังจากผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนกอดอกรออยู่กลางห้องโถง ด้านหลังมีเด็กรับใช้สองคนยืนหลบมุมอยู่
“ครับป้าสาย บอสสั่งให้พามาทิ้งไว้ที่นี่ แล้วบอกให้ป้าจัดการต่อได้เลย” ชายชุดดำตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินสวนออกไปทางลิฟต์
หญิงวัยกลางคนในชุดหัวหน้าแม่บ้านกวาดตามองน้ำอิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“สภาพดูไม่จืด นึกว่าจะสวยหยาดเยิ้มสมราคาหนี้ห้าสิบล้าน ที่แท้ก็หน้าตาธรรมดา”
“สวัสดีค่ะ ป้า...” น้ำอิงยกมือไหว้ตามมารยาท
“ไม่ต้องมาไหว้!” ป้าสายตวาด
“ฉันรับไหว้เฉพาะคนมีหัวนอนปลายเท้า ไม่ใช่ผู้หญิงที่เอาตัวเข้าแลกหนี้”
น้ำอิงชะงัก มือที่พนมอยู่ค่อยๆ ลดลงข้างลำตัว เธอกัดริมฝีปากแน่น
“ส่วนพวกเธอ ยืนบื้ออยู่ทำไม ไปทำงานสิ!”
ป้าสายหันไปไล่เด็กรับใช้ สองคนนั้นรีบก้มหน้าเดินหายไปทางโซนครัวทันที ก่อนที่หัวหน้าแม่บ้านจะหันกลับมาจ้องหน้าน้ำอิง
“กระเป๋ามีมาแค่นั้นใช่มั้ย”
“ค่ะ มีแค่เสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย”
“ก็ดี เพราะที่นี่ไม่มีที่ว่างเก็บขยะ คุณปราการไม่อยู่ กว่าจะกลับคงดึก หน้าที่ของเธอตอนนี้คือฟังฉันพูดให้จบ แล้วจำใส่หัวเอาไว้”
“ค่ะ ฉันจะฟัง”
“ที่นี่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวคุณปราการ ไม่ใช่โรงแรม ฉันเป็นคนคุมกฎของที่นี่ เธอเข้ามาในฐานะอะไรคงรู้ตัวดีนะ”
“ทราบค่ะ”
“รู้ตัวก็ดี หวังว่าจะไม่ลืมตัวคิดว่าเป็นคุณผู้หญิงของบ้าน ผู้หญิงขัดดอกแบบเธอ ฉันเห็นมานักต่อนัก คิดจะใช้เตียงไต่เต้า สุดท้ายก็โดนเขี่ยทิ้งไม่เหลือซากแทบทุกราย”
“ฉันไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่หรอกนะคะ ถ้ามีทางเลือก ฉันไม่มีวันยอมให้เขาทำแบบนี้แน่” หญิงสาวเงยหน้าเถียง
“แต่เธอไม่มีสิทธิ์เลือกไง! แล้วไม่ต้องมาทำหน้าตาน่าสงสารแถวนี้ เจ้านายฉันเขาไม่หลงกลมารยาผู้หญิงหิวเงินหรอก”
“ฉันไม่ได้หิวเงิน! ครอบครัวฉันล้มละลาย ฉันถึงต้อง...”
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” ป้าสายแทรกขึ้นมาเสียงดัง
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัว จำกฎไว้ให้ดี ข้อแรก ห้ามเพ่นพ่านในส่วนที่ไม่ใช่พื้นที่ของตัวเอง ข้อสอง ห้ามแตะของใช้ส่วนตัวคุณปราการถ้าเขาไม่ได้สั่ง และข้อสุดท้าย...สถานะเธอที่นี่ไม่ต่างจากคนรับใช้ หรืออาจจะต่ำกว่าด้วยซ้ำ เพราะคนรับใช้ยังได้เงินเดือน แต่เธอต้องทำงานล้างหนี้ไปแบบไม่มีกำหนด”
“เข้าใจค่ะ มีอะไรอีกมั้ยคะ”
“เวลาคุณปราการเรียกหา ต้องรีบไปทันที ห้ามชักช้า ห้ามมีข้ออ้าง ทำหน้าที่ตัวเองให้คุ้มเงินห้าสิบล้านหน่อยก็แล้วกัน...เข้าใจก็ลากกระเป๋าตามมา ฉันจะพาไปดูห้อง”
ป้าสายหมุนตัวเดินนำเข้าไปในโถงทางเดินฝั่งขวา น้ำอิงจำต้องลากกระเป๋าตามไปเงียบๆ จนถึงหน้าประตูไม้สีเข้มบานหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับประตูห้องมาสเตอร์เบดรูม
“ห้องนี้ ทะลุกับห้องนอนใหญ่ของคุณปราการ” ป้าสายผลักประตูเปิดออก เผยให้เห็นห้องพักขนาดกลางที่ตกแต่งเรียบหรู มีประตูเชื่อมไปอีกห้อง
“เข้าไปจัดของซะ แล้วอยู่เงียบๆ อย่าสร้างปัญหา”
น้ำอิงเพิ่งก้าวเท้าพ้นขอบประตูเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว ป้าสายก็ดึงประตูกระแทกปิดใส่หน้าเสียงดังสนิท
น้ำอิงทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูสีเทาเข้ม สัมผัสมันนุ่มลื่นและเย็นเฉียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นปลอดภัย หญิงสาวก้มหน้าซบฝ่ามือ ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทางไหลทะลักออกมา เธอสะอื้นฮัก ปล่อยให้เสียงสั่นเครือสะท้อนในห้องกว้างที่ว่างเปล่า
ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำเอาน้ำอิงสะดุ้งสุดตัว เธอรีบยกหลังมือปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อก”
เด็กสาวในชุดแม่บ้านเปิดประตูเข้ามาพร้อมแก้วน้ำเย็น ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ สายตาล่อกแล่กมองซ้ายขวา
“ป้าสายให้เอาน้ำมาให้ค่ะ” เด็กสาววางแก้วลงบนโต๊ะข้างเตียง
“ขอบใจนะ...เธอชื่ออะไรเหรอ”
“ชื่อผิงค่ะ”
“พี่ชื่อน้ำอิงนะ เรียกอิงเฉยๆ ก็ได้”
ผิงส่ายหน้าพรืด “ไม่ได้หรอกค่ะ ป้าสายสั่งเด็ดขาดห้ามพวกหนูตีสนิท หรือคุยกับ...เอ่อ...”
“กับผู้หญิงขัดดอกอย่างพี่ใช่มั้ย” น้ำอิงยิ้มบางๆ อย่างขมขื่น
“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ ผิงไม่ต้องลำบากใจหรอก”
“คุณรีบจัดของเถอะค่ะ” ผิงลดเสียงลงกระซิบ
“ที่นี่กฎระเบียบเยอะมาก คุณปราการก็ดุมากด้วย ถ้าเขาเห็นว่าคุณยังทำอะไรไม่เรียบร้อย เดี๋ยวจะโดนอาละวาดใส่นะคะ”
“ปกติเขาดุแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“ที่สุดเลยค่ะ เวลาคุณปราการโมโห ไม่มีใครกล้าเข้าหน้าติดหรอก หนูไปก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าสายมาเห็นหนูจะซวย”
เด็กสาวรีบก้าวออกจากห้องแล้วปิดประตูอย่างรวดเร็ว ทิ้งน้ำอิงให้อยู่กับความเงียบอีกครั้ง เธอถอนหายใจยาว ดึงกระเป๋าขึ้นมาเปิด ค่อยๆ หยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนส์เข้าไปแขวนในตู้เสื้อผ้าบิลต์อินที่ว่างเปล่า
“ช่างเถอะ เป็นไงเป็นกัน” เธอพึมพำกับตัวเองขณะจัดเรียงเสื้อผ้า
“ทนเอาหน่อยน้ำอิง ชดใช้หนี้บ้าบอพวกนี้ให้มันจบๆ ไป เขาอยากให้ทำอะไรก็ทำ ถือซะว่าชดใช้กรรมก็แล้วกัน”
...
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้าสู่ช่วงดึกสงัด บรรยากาศในเพนต์เฮาส์เงียบกริบจนน่าอึดอัด ไฟในโถงทางเดินด้านนอกน่าจะถูกปิดไปหมดแล้วตามเวลา น้ำอิงนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาปลายเตียง สายตาเหม่อมองแสงไฟจากตึกสูงระฟ้าด้านนอกหน้าต่าง เธอเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ แต่ความหวาดระแวงเมื่อรู้ว่าต้องอยู่ตามลำพังกับเจ้าหนี้หน้าเลือดก็ทำให้ตาสว่างจนข่มตาหลับไม่ลง
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... แกร๊ก!
เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลจากหน้าโถงทางเข้าดังขึ้นทำลายความเงียบสงัด น้ำอิงสะดุ้งเฮือก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายของเธอชาวาบ สองมือบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จังหวะการก้าวเดินนั้นหนักแน่น เยือกเย็น และคุกคาม มันไม่ได้มุ่งหน้าไปทางห้องนอนใหญ่ แต่มันกลับตรงดิ่งมาทางนี้ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าประตูห้องของเธอพอดิบพอดี
กริ๊ก...
ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนเปิดออก...
