บทที่ 6 กฎของคนไม่มีสิทธิ์

บานประตูไม้สีเข้มถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับผนังห้อง ร่างสูงใหญ่ของปราการก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้บนท่อนแขน กระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำถูกปลดออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เนคไทถูกดึงให้หลวมรุ่ย กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

น้ำอิงสะดุ้งสุดตัว เธอถอยกรูดไปจนชิดปลายเตียง เล็บจิกเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดอาการสั่นของร่างกาย

"จัดของเสร็จแล้วใช่ไหม" ปราการโยนเสื้อสูททิ้งลงบนเก้าอี้ปลายเตียง สายตาคมกริบกวาดมองสภาพของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

"เสร็จแล้วค่ะ" เธอตอบเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตากับเขาตรงๆ

"เงยหน้าขึ้นมาคุยกับฉัน"

น้ำอิงสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า "คุณมีอะไรจะสั่งฉันอีกไหมคะ"

"มีแน่นอน" เขาสอดมือเข้ากระเป๋ากางเกง "ฉันมาตกลงเรื่องกฎการอยู่ร่วมกันที่นี่ ฟังแล้วจำใส่หัวเอาไว้ให้ดี เพราะฉันจะไม่พูดซ้ำสอง"

"ฉันฟังอยู่ค่ะ ป้าสายก็บอกกฎเบื้องต้นไปบ้างแล้ว"

"ที่ป้าสายบอกมันแค่เรื่องยิบย่อย แต่กฎของฉันคือของจริง" น้ำเสียงของเขาห้วนจัดและเด็ดขาด "ข้อแรก ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่ว่าฉันจะไปไหน ทำอะไร กลับกี่โมง หรือพาใครมาที่เพนต์เฮาส์นี้ เธอไม่มีสิทธิ์ถาม ไม่มีสิทธิ์สงสัย และไม่มีสิทธิ์เสนอหน้าออกไปรับแขกถ้าฉันไม่ได้เรียก"

"ฉันทราบสถานะตัวเองดีค่ะ" น้ำอิงตอบกลับทันควัน "ฉันไม่คิดจะยุ่งเรื่องของคุณอยู่แล้ว คุณจะพาใครมาหรือทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ฉันมีหน้าที่แค่ชดใช้หนี้ให้จบๆ ไปเท่านั้น"

"ให้มันจริงอย่างที่พูดก็แล้วกัน" ปราการเหยียดยิ้ม "เพราะฉันเกลียดผู้หญิงจอมจุ้นจ้านที่สุด ข้อสอง... ข้าวของทุกชิ้นในเพนต์เฮาส์นี้ โดยเฉพาะในห้องนอนของฉัน ห้ามเธอแตะต้องโดยเด็ดขาดถ้าฉันไม่อนุญาต แม้แต่เศษกระดาษแผ่นเดียว เธอก็ไม่มีสิทธิ์หยิบไปดู"

"ฉันมาตัวเปล่า และจะอยู่แค่ในพื้นที่ของฉันตรงนี้ ฉันไม่หยิบจับของมีค่าของคุณหรอกค่ะ"

"พื้นที่ของเธอ?" เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "สงสัยจะลืมไปแล้วมั้ง ว่าร่างกายเธอเป็นของฉัน พื้นที่ของเธอก็คือทุกที่ที่ฉันสั่งให้อยู่ ไม่ใช่มากำหนดอาณาเขตเอาเอง"

"ฉันแค่หมายความว่า... ฉันจะไม่ไปวุ่นวายกับของของคุณค่ะ คุณสบายใจได้เลย"

"ดี" เขาก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ลามิเนตดังก้องในความเงียบที่น่าอึดอัด "และข้อสุดท้าย ข้อนี้สำคัญที่สุด"

"อะไรคะ" น้ำอิงถามกลับ สัญชาตญาณสั่งให้เธอก้าวถอยหลังหนีทีละก้าวเมื่ออีกฝ่ายเดินต้อนเข้ามาใกล้

"อย่าคิดหวังลมๆ แล้งๆ หรือเรียกร้องความรักจากฉัน"

"ฉันไม่เคยคิดเรื่องแบบนั้นเลยสักนิด"

"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ อิงอัปสร" เขาแค่นหัวเราะในลำคอ "ผู้หญิงอย่างพวกเธอ พอเห็นว่าฉันมีเงิน มีพร้อมทุกอย่าง ก็มักจะใช้วิธีมารยาบนเตียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ หวังจะไต่เต้าจากลูกหนี้มาเป็นคนรัก เพื่อฮุบสมบัติ"

"คุณประเมินฉันต่ำไปแล้ว!" หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น เถียงกลับเสียงแข็ง "ฉันมาที่นี่เพื่อใช้หนี้ ไม่ได้มาขายตัวแลกความสบาย ฉันมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ไปเกาะแข้งเกาะขาขอความรักจากคนที่มองฉันเป็นแค่สิ่งของหรอกนะคะ แล้วฉันก็ไม่มีวันหลงรักผู้ชายไร้หัวใจอย่างคุณด้วย!"

"งั้นเหรอ"

ปราการสาวเท้าเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว น้ำอิงตกใจรีบก้าวถอยหลังหนีแต่ลืมไปว่าตัวเองยืนอยู่ใกล้กำแพง แผ่นหลังบางชนเข้ากับผนังห้องอย่างจัง ยังไม่ทันที่เธอจะเบี่ยงตัวหนี ท่อนแขนแข็งแรงก็ยกขึ้นทาบกับกำแพงทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างแน่นหนา

ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์รดรินอยู่บริเวณปลายจมูก ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงไม่กี่คืบ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของคนใต้ร่าง

"จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี อิงอัปสร" เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมฝีปาก "เพราะฉันก็ไม่อยากได้ความรักจอมปลอมจากผู้หญิงหน้าเงินเหมือนกัน"

น้ำอิงพยายามเบียดแผ่นหลังเข้ากับกำแพงให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ สองมือเล็กยกขึ้นดันแผงอกแกร่งเอาไว้ตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทว่าแรงของเธอแทบไม่ต่างจากมดที่พยายามผลักภูเขา

"ถอยออกไปหน่อยได้ไหมคะ ฉันหายใจไม่ออก"

"ทำไม รังเกียจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ"

ปราการไม่ขยับหนี ซ้ำยังก้าวประชิดเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนหน้าขาของเขาสัมผัสกับต้นขาของเธอ ปลายนิ้วหยาบกร้านเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มเนียนออกช้าๆ สัมผัสนั้นไม่ได้มีความทะนุถนอมแม้แต่น้อย หากแต่แฝงไปด้วยการคุกคามและจงใจข่มขวัญ

"ฉัน... ฉันแค่ไม่ชิน" เธอตอบเสียงสั่น พยายามเบือนหน้าหนีปลายนิ้วที่กำลังไล้ลงมาตามกรอบหน้า

"เดี๋ยวก็ชิน" เขาตอบหน้าตาย "เพราะนี่คือกฎข้อสุดท้ายที่เธอต้องท่องจำให้ขึ้นใจ หน้าที่หลักของเธอที่นี่ไม่ใช่งานบ้าน ไม่ใช่การนั่งอยู่ในห้องเฉยๆ แต่เป็นหน้าที่บนเตียง"

คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้น้ำอิงชาวาบไปทั้งตัว เธอเม้มปากแน่น หลบสายตาที่จาบจ้วงของเขา

"เธอต้องพร้อมเสมอทุกครั้งที่ฉันต้องการ" ปราการเน้นย้ำทีละพยางค์ ปลายนิ้วเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ปลายคางของเธอ "ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน ถ้าฉันเรียกหา เธอต้องมาทำหน้าที่ของตัวเอง ห้ามมีข้ออ้าง ห้ามบอกว่าเหนื่อย ห้ามอ้างว่าไม่สบาย"

"คุณมันบ้าอำนาจ"

"แล้วอำนาจเงินห้าสิบล้านมันพอจะซื้อเวลาทั้งชีวิตของเธอได้ไหมล่ะ" เขาตอกกลับ

น้ำอิงหลับตาลงแน่น น้ำตาแห่งความอัปยศรื้นขึ้นมาที่ขอบตา หญิงสาวพยายามสะบัดหน้าหนีสัมผัสจากมือของเขาอีกครั้ง ความรู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ด้วยไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนไหนมาก่อน ยิ่งต้องมาเผชิญกับคนที่เต็มไปด้วยรังสีอันตรายแบบนี้ สัญชาตญาณก็ยิ่งร้องบอกให้หนีไปให้ไกล

ปฏิกิริยาต่อต้านและอาการหันหน้าหนีอย่างชัดเจนนั้น ทำให้เส้นความอดทนของปราการขาดผึง ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าทำท่าทีราวกับรังเกียจเขานักหนา ทั้งที่เธอเป็นคนเซ็นสัญญายอมรับเงื่อนไขพวกนี้ด้วยตัวเอง

มือหนาที่เกลี่ยอยู่ตรงปลายคางเปลี่ยนเป็นบีบแน่น บังคับให้เธอหันกลับมาสบตา

"โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ"

"เจ็บก็ดี จะได้จำ!" เขากดเสียงต่ำ แววตาวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ "เลิกทำท่าทางเหมือนโดนบังคับขืนใจสักที! เธอเป็นคนเลือกทางนี้เอง อย่ามาทำเป็นสะดีดสะดิ้งหวงเนื้อหวงตัว"

"ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้! พ่อฉันเป็นคนสร้างเรื่องทั้งหมด ฉันแค่ไม่มีทางเลือก"

"ก็รับเคราะห์แทนไปสิ!" ปราการสวนขึ้นทันที "ตอนนี้เธอก็เป็นสมบัติของฉัน เป็นของที่ฉันซื้อมาด้วยราคาตั้งห้าสิบล้าน เลิกทำหน้าตาเหมือนคนจะตายได้แล้ว เห็นแล้วมันหงุดหงิด!"

"ถ้าหงุดหงิดมากนัก คุณก็ปล่อยฉันไปสิคะ"

"ฝันไปเถอะ"

เขาปล่อยมือจากคางของเธออย่างแรงจนน้ำอิงหน้าหัน หญิงสาวยกมือขึ้นลูบปลายคางตัวเองที่ขึ้นรอยแดงเถือก หอบหายใจแรงด้วยความตกใจ

ปราการถอนหายใจหนักๆ อย่างอารมณ์เสีย มือหนายกขึ้นกระชากเนคไทที่หลวมรุ่ยอยู่แล้วให้หลุดพ้นจากคอ ก่อนจะเขวี้ยงมันลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี

สายตาของเขาจ้องมองร่างบอบบางที่ยืนสั่นเป็นลูกนกอยู่มุมห้อง

"ไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ แล้วมาทำหน้าที่ของเธอซะ... คืนนี้ฉันจะเริ่มเก็บดอกเบี้ย"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป